บทที่ 1-2 สตรีใจทราม
ต่อมาเรื่องราวกลับย่ำแย่ลงกว่าเดิม กวนเยวี่ยหลันแค้นใจเซียวลู่เฟย จึงไปเข้าหาเซียวฉงจวิน องค์ชายรองที่เกิดจากฉีกุ้ยเฟย นางต้องการทำลายสองคนนั้นให้สิ้นซาก จึงตกลงกับเขาว่าจะนำตราประทับทางการทหารของบิดามามอบให้กับเขาด้วยตนเอง แต่เขาต้องยกนางให้เป็นเฟิ่งโฮ่ว เซียวฉงจวินตกปากรับคำ เพราะเขากำลังมองหาพันธมิตรเพื่อกำจัดเซียวลู่เฟยอยู่พอดี แต่ก็จนใจที่เซียวลู่เฟยมีเซียวอวี้ฉีชินอ๋องคอยหนุนหลัง เขาจึงยากจะลงมือ
อยู่ดีๆ ก็เหมือนสวรรค์มาโปรด เมื่อกวนเยวี่ยหลันบุตรสาวของแม่ทัพใหญ่กวนเผิงกลับเสนอตัวมาอยู่ฝั่งเดียวกับเขาเช่นนี้ มีหรือเขาจะไม่ตอบรับ
จากนั้นกวนเยวี่ยหลันก็เริ่มวางแผนการของตนเอง แม่ทัพใหญ่กวนเผิงตั้งแต่ล้มศีรษะกระแทกพื้นก็กลายเป็นผู้ป่วยติดเตียง ส่วนนางซูก็จากไปเพราะสุขภาพย่ำแย่จากการถูกซูจื่อรั่วหาเรื่องตบตีทุกวัน ต่อมานางก็นำตราประทับของบิดาไปมอบให้กับเซียวฉงจวิน แม่ทัพใหญ่กวนเผิงมองบุตรสาวทั้งน้ำตา แต่นางกลับบอกเขาเพียงว่า ในเมื่อเป็นบิดาที่ดีไม่ได้ ก็อย่าได้มาขวางหนทางเจริญของนาง!
ต่อมาแผนการของนางก็สำเร็จ เซียวฉงจวินอาศัยจังหวะที่เซียวอวี้ฉีออกนอกเมืองหลวงไปทำภารกิจอื่น จึงก่อกบฏขึ้นมาเซียวลู่เฟยพ่ายแพ้ถูกสังหารจนตาย ส่วนกวนเสี่ยวถิงก็ถูกจับตัวไป กวนเยวี่ยหลันเป็นคนใช้เชือกรัดคอน้องสาวของตนเองกับมืออย่างไร้ความปรานี วังหลวงจึงถูกผลัดเปลี่ยน เซียวฉงจวินได้อำนาจมาถือครอง
“ฉงจวิน ท่านต้องแต่งตั้งข้าเป็นเฟิ่งโฮ่วนะ”
นางหันมาส่งยิ้มให้กับเซียวฉงจวินทั้งที่มือยังถือเชือกที่ใช้รัดคอน้องสาวเอาไว้ เซียวฉงจวินยิ้มเต็มใบหน้าแล้วดึงนางเข้ามากอดเอาไว้ และทำในสิ่งที่นางไม่คาดฝัน
เขาบีบปลายคางของนางอย่างแรง ก่อนจะกรอกยาพิษเข้ามาในปากนางอย่างเลือดเย็น กวนเยวี่ยหลันดวงตาเบิกกว้าง นางไอออกมาอย่างหนักและพยายามจะอาเจียนเอาสิ่งแปลกปลอมนั้นออกมาแต่กลับไม่เป็นผล ไม่นานนางก็เริ่มหายใจติดขัด ใบหน้าเขียวคล้ำ ตามร่างกายและช่องทวารทั้งเจ็ดเริ่มมีเลือดไหลซึมออกมาไม่หยุด
“ท่าน!”
นางพยายามจะเอ่ยถามเหตุผลจากชายหนุ่มตรงหน้าแต่กลับไม่เป็นผล ทำไมกัน? ทั้งที่นางยอมเปิดใจให้กับเขาแล้ว นางไม่รักเซียวลู่เฟยแล้ว แต่นางเลือกเซียวฉงจวิน นางยินดีอยู่เคียงข้างเขา แล้วเหตุใดเขาจึงทำเช่นนี้กับนางเล่า!
เซียวฉงจวินยิ้มเยาะ ก่อนจะเดินตรงเข้ามาหานางที่นั่งอาเจียนเป็นเลือดอยู่บนพื้น ชายหนุ่มยื่นมือมากระชากเส้นผมของนางอย่างป่าเถื่อน
“สตรีต่ำช้า ทุบตีบิดาฆ่ามารดาเลี้ยงและน้องสาวเช่นเจ้า คู่ควรกับตำแหน่งมารดาของแผ่นดินหรือ ตายๆ ไปเสียเถอะ อย่ามีชีวิตอยู่ให้รกแผ่นดินเลย!”
“ฉง จวิน!”
"อย่าเอาปากสกปรกของเจ้ามาเรียกชื่อข้า นังสารเลว! ลากตัวนางออกไป!”
เหล่าทหารเมื่อได้ยินคำสั่งต่างพากันลากตัวของกวนเยวี่ยหลันออกไปจากตำหนักมังกรทันที นางถูกนำมาทิ้งไว้หน้าประตูตำหนัก อีกทั้งยังนอนหายใจรวยรินอย่างทรมาน หญิงสาวไม่มีแรงเดิน นางทำได้เพียงคลานไปตามทางเดินอย่างทรมาน ความชั่วช้าที่ตนเองเคยทำเอาไว้ได้ผุดขึ้นในหัวราวกับสายน้ำหลาก มือที่ใช้จิกคลานไปตามพื้นมีเลือดไหลซึมออกมาดูช่างน่าสยดสยองยิ่งนัก
ไม่จริง!นางลงแรงไปตั้งมาก อีกเพียงก้าวเดียวก็จะสมปรารถนาแล้วไม่ใช่หรือ เหตุใดมันจึงพังครืนไม่เป็นท่าเช่นนี้เล่า!
“แย่แล้ว ชินอ๋องยกทัพมาแล้ว!”
ในขณะที่นางกำลังใกล้จะสิ้นใจ กลับได้ยินเสียงทหารร้องตะโกนว่าชินอ๋องมาแล้ว ไม่นานก็มีทหารนับแสนบุกเข้ามาในวังหลวงและสังหารคนของเซียวฉงจวินทั้งหมด เซียวฉงจวินและมารดาไม่อาจรอดชีวิต คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเขาล้วนตายตกไปตามกันทั้งหมด
กวนเยวี่ยหลันขย้อนเลือดออกมาอีกครั้ง นางได้ยินเสียงฝีเท้าของใครบางคนก้าวเข้ามาใกล้เรื่อยๆ หญิงสาวพยายามรวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดก่อนจะค่อยๆ หันไปมอง และพบว่าเป็นชินอ๋องเซียวอวี้ฉีนั่นเอง
ความทรงจำเก่าผุดขึ้นมาในหัวอีกครั้ง เขาคนนี้คือเซียวอวี้ฉี ชินอ๋องแห่งแคว้นต่ง พระอนุชาร่วมมารดาเดียวกันกับหลงตี้พระองค์ก่อนอายุราวๆ ยี่สิบห้าปี กวนเยวี่ยหลันจำได้ว่ามีครั้งหนึ่งนางไปกราบไหว้มารดาที่สุสานบรรพชนตระกูลกวนซึ่งตั้งอยู่ที่นอกเมืองหลวงและบังเอิญได้พบเขาที่กำลังถูกลอบทำร้ายพอดี จึงช่วยเขาเอาไว้และกลายเป็นผู้มีพระคุณต่อกัน เซียวอวี้ฉีเอ่ยกับนางอย่างอ่อนโยนว่าหากมีสิ่งใดให้ช่วยเหลือก็มาบอกเขาได้เลย
ก่อนที่นางจะไปเข้าร่วมกับเซียวฉงจวินนางเคยไปขอความช่วยเหลือจากเขาแล้ว นางขอให้เขาช่วยนางแก้แค้นเซียวลู่เฟย แต่เขากลับบอกปัดและหลีกเลี่ยงไม่ยอมช่วยนาง จึงมาหาเซียวฉงจวินแทน เขาเคยเตือนนางแล้วว่าคนอย่างเซียวฉงจวินไม่เคยจริงใจกับผู้ใดแต่นางดื้อรั้นไม่ฟัง ซ้ำยังทวงบุญคุณกับเขาอย่างหน้าไม่อาย จนสุดท้ายเซียวอวี้ฉีก็ไม่คิดจะเตือนนางอีก
“เยวี่ยหลัน เจ้าไม่น่าเดินมาถึงจุดนี้เลยจริงๆ”
ชายหนุ่มเอ่ยกับนางด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา แต่ไม่รู้เพราะเหตุใดกวนเยวี่ยหลันจึงรู้สึกว่าน้ำเสียงนั้นแฝงไปด้วยความเศร้าสุดคณา
นางไม่อาจกล่าววาจาใดได้อีกแล้ว เพราะพิษร้ายได้แทรกกระจายไปทั่วร่างกายของนาง ตอนนี้นางกลายเป็นคนอัมพาตที่นอนรอคอยความตายเพียงเท่านั้น
เซียวอวี้ฉีค่อยๆ ย่อกายลงนั่งตรงหน้านาง เขายื่นมือมาประคองนางเอาไว้ในอ้อมกอด ดวงตาสีนิลของเขาทำให้นางไม่อาจคาดเดาได้เลยว่าเขาคิดจะทำสิ่งใด
“เจ้าเคยช่วยข้าครั้งหนึ่ง คราวก่อนเรื่องที่เจ้าขอข้าไม่อาจทำตามได้ แต่ครั้งนี้ข้าจะทำ เยวี่ยหลัน เจ้าอยากให้ข้าช่วยส่งเจ้าไปปรโลกหรือไม่?”
ดวงตาของหญิงสาวสั่นระริกเมื่อได้ยินเขาเอ่ยถามเช่นนี้ น้ำตาของนางหลั่งลงมาอาบแก้มทั้งสองข้าง กวนเยวี่ยหลันกะพริบตาสองสามครั้ง เพียงเท่านี้เซียวอวี้ฉีก็พอจะคาดเดาได้แล้วว่านางต้องการสิ่งใด
ชายหนุ่มล้วงหยิบมีดสั้นขึ้นมาถือเอาไว้ มือเขาสั่นระริกอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกลับมาเป็นปกติ
“ชาตินี้เจ้าชั่วช้าเกินไป หากได้เกิดใหม่ในชาติหน้า ก็ช่วยทำตัวดีๆ กับคนรอบข้างหน่อยเถอะ บางทีเรื่องที่เจ้าเห็นอาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่เจ้าคิดเสมอไป กวนเยวี่ยหลัน สตรีที่งดงามและชาติกำเนิดเพียบพร้อมเช่นเจ้า ไม่ควรจมปลักอยู่กับบุรุษเพียงผู้เดียว ควรจะมองคนรอบกายเจ้าเสียใหม่”
เขายื่นมือมาเช็ดน้ำตาให้นาง เด็กสาวตรงหน้าคือคนที่เขาเคยพบเจอเมื่อสองปีก่อน ยามนั้นนางยังเป็นเพียงสตรีตัวน้อยน่ารักคนหนึ่ง ไม่คิดเลยว่าความแค้นในใจจะเผาไหม้นางให้กลายเป็นเช่นนี้ไปได้
“หลับตาเถอะ!”
เขาบอกเสียงเบา กวนเยวี่ยหลันเองก็ทำตามอย่างว่าง่าย
ฉึก!
เซียวอวี้ฉีใช้มีดสั้นในมือของตนแทงเข้าไปที่หัวใจของกวนเยวี่ยหลันจนมิดด้าม หญิงสาวดวงตาเบิกกว้าง ร่างกายกระตุกก่อนจะกระอักโลหิตออกมาคำโตและสิ้นใจตายทันที
แท้จริงแล้วชีวิตคนเรามีสิ่งใดยั่งยืนหรือแน่นอนบ้างเล่า คนที่นางรักไม่รักนาง คนที่นางเริ่มจะรักกลับลงมือฆ่านางอย่างเลือดเย็น ส่วนคนที่นางเคยมีพระคุณช่วยเหลือเขาเอาไว้ สุดท้ายแล้วเขากลับตอบแทนนางด้วยมีดสั้นเล่มหนึ่ง แต่นางกลับไม่รู้สึกโกรธหรืออาฆาตเขาเลยแม้แต่น้อย
เมื่อนางสิ้นใจแล้ว ดวงจิตของกวนเยวี่ยหลันกลับไม่ได้เดินทางไปยังปรโลกอย่างที่ควรจะเป็น แต่กลับวนเวียนมายังจวนตระกูลกวนอีกครั้ง
