บทที่ 2
บทที่ 2
แม้หลินซูเหยาจะยังอยู่ในอาการตกใจ แต่ก็ยังจับใจความในสิ่งที่สาวใช้คนสนิทพูดได้ทั้งหมด ช่างน่าขันนักที่นางเคยยอมทำตามทุกอย่างที่คนพวกนั้นบอก แต่กลับไม่ฟังเสียงท้วงของซูลี่เลยสักครั้ง
เป็นเพราะรักเดียวที่มีนั้นไม่สมหวัง เมื่อแต่งงานกับคนที่ไม่ได้รักก็ได้แต่คิดว่าจะทำอย่างไรให้สามารถใช้ชีวิตในจวนของสามีได้อย่างราบรื่น ไม่ว่าพวกเขาจะร้องขอสิ่งใดซูเหยาไม่เคยขัด แต่ผลสุดท้ายแล้วความดีของนางไม่ได้รับผลตอบแทนที่ดีนัก
ครั้งนี้หลินซูเหยาคิดว่านางจะต้องลุกขึ้นมาทำเพื่อตัวนางและคนที่รักดูอีกสักครั้ง และเลิกยอมจำนนต่อชะตาชีวิตที่ผู้อื่นเป็นคนลิขิตเสียที
“ไม่ต้องห่วงนะซูลี่ ข้าจะไม่ยอมเป็นคนโง่งมอีกแล้ว ขอบใจเจ้ามากที่อยู่ข้างข้ามาเสมอ”
ซูลี่และหลินซูเหยาเติบโตมาด้วยกันตั้งแต่ยังเด็ก แม้ฐานะจะต่างแต่ซูเหยาก็ไม่เคยคิดว่าซูลี่นั้นต่ำต้อยกว่าตัวเอง
“จริง อึก จริงหรือเจ้าคะคุณหนู”
“จริงสิ เจ้าคิดว่าข้าเป็นคนขี้โกหกหรือซูลี่” ซูเหยาจิ้มไปที่หน้าผากของซูลี่เบาๆหลายครั้ง ระบายยิ้มด้วยความเอ็นดู
ซูลี่ในสายตาของนางเป็นแค่เด็กสาวที่ไร้เดียงสา หลายครั้งที่คิดอะไรตื้นเขินจนตามคนอื่นไม่ทัน อย่างเช่นครั้งนี้ที่บอกว่าจะหนี ถ้ามันหนีได้ง่ายขนาดนั้นชาติที่แล้วนางคงไม่ต้องทนทุกข์ถึงสองปี
ในช่วงเวลาที่ทั้งสองคนกำลังพูดคุยกันนั้น ก็มีผู้มาเยือนอีกคนหนึ่งเดินปรี่เข้ามาโดยไม่ให้เสียง
“หลินซูเหยา!” เสียงตวาดดังลั่นจนทำเอาซูเหยาและซูลี่สะดุ้งด้วยความหวาดกลัว
แม้ว่าจะคิดต่อต้านสามีแต่ซูเหยาในตอนนี้นั้นยังมีความกลัวที่ก่อตัวมานาน ทำให้ตอนที่ได้ยินเสียงของเขานางก็ต้องตัวสั่นด้วยความหวาดผวา
ทำใจกล้าไม่หลบสายตาและมองเขาด้วยนัยน์ตาว่างเปล่าไร้ความรู้สึก เดิมทีก็ไม่ได้รักใคร่ชอบพอกันอยู่แล้ว ยิ่งในเวลานี้สิ่งเดียวที่หลินซูเหยามีต่อคนตรงหน้ามีเพียงแค่ความเกลียดชังเท่านั้น
“เซียวหานเฟิงเจ้าจะตะโกนหามารดาเจ้าหรือ คู่ควรกับสตรีชั้นต่ำนั่นแล้ว” ประโยคหลังซูเหยากระซิบกับตัวเอง นางไม่ได้สนใจว่าเขาจะได้ยินหรือไม่
ตอนนี้นางยังมีสินเดิมเป็นประกัน ต่อให้จะโกรธหรือโมโหนางแค่ไหนแต่คนพวกนี้ทำร้ายนางไม่ได้มากอยู่แล้ว
เซียวหานเฟิงในสายตาของหลินซูเหยาตอนนี้ก็แค่บุรุษไร้ค่าผู้หนึ่ง ไม่ควรค่าให้นางต้องใส่ใจว่าเขาจะคิดต่อนางเช่นไร
“เจ้าไม่ต้องมาเสแสร้งเพื่อกลบเกลื่อน นี่มันสายแล้วเหตุใดยังไม่เอายาไปให้หลิงเอ๋อร์อีก” เขากระชากเสียงตะโกนจนซูเหยาแสบหู
ตุ้บ!
มือเรียวปัดพัดกลมที่อยู่ข้างกายร่วงหล่นพื้นด้วยความรำคาญ คนผู้นี้เหตุใดถึงได้โง่งมและหน้าด้านได้ขนาดนี้
ลองให้คนภายนอกได้รู้สิว่าจวนสกุลซ่งใช้โลหิตของภรรยาเอกเพื่อรักษาอนุแค่คนเดียว คงได้กลายเป็นขี้ปากชาวบ้านไปอีกนาน
“นี่...นี่เจ้า” เซียวหานเฟิงอึ้งกับกิริยาของฮูหยินของเขา
ปกติฮูหยินของเขาผู้นี้มักจะเป็นคนเรียบร้อย เจียมเนื้อเจียมตัวไม่กล้าปฏิเสธหรือขึ้นเสียงกับคนในจวน แม้กระทั่งบ่าวไพร่นางก็ยังไม่กล้าดุหรือตำหนิ แต่สิ่งที่เขาได้เห็นเมื่อครู่ทำให้เซียวหานเฟิงทั้งตกใจและโกรธจนหน้าแดง
นางกล้าทำกิริยาต่ำทรามต่อหน้าเขาได้อย่างไร สตรีผู้นี้ไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วหรือ
“เจ้าๆๆ เจ้าอะไร” ซูเหยาไม่ได้ตะคอกหรือเสียงดังใส่ นางแค่ทำเสียงเรียบติดรำคาญ และมองเขาด้วยสายตารังเกียจ
เป็นครั้งแรกตั้งแต่เคยแต่งงานกันมาที่ซูเหยากล้าพูดจาไม่ให้เกียรติสามีเช่นนี้ แต่สิ่งที่เขาทำมันก็คือการไม่ให้เกียรตินางเช่นกัน
มาขอโลหิตจากนางแต่ดูท่าทางของเขาสิ ทำเหมือนเจ้าหนี้มาทวงหนี้ ช่างใจกล้าหน้าด้านเสียจริง เห็นเลือดนางเป็นน้ำเชื่อมในร้านขนมหรืออย่างไร ใจคอจะกรีดออกมาให้หมดเลยหรือไงกัน แค่นี้นางก็แทบไม่มีแรงจะขยับตัวอยู่แล้ว
“เจ้าไม่เคยเถียงข้าเช่นนี้ซูเหยา นี่ไม่ใช่ว่าโดนวิญญาณร้ายเข้าสิงหรอกนะ” เซียวหานเฟิงมองนางด้วยสายตาระแวง
“เจ้ามีปัญญาคิดได้แค่นี้หรือไง ถ้าเป็นเจ้าที่โดนเอาเลือดไปให้อนุจนจะหมดตัวอยู่แล้ว ยังจะทำเฉยแล้วส่งยิ้มได้อยู่หรือไม่ ข้าว่าเจ้าควรให้หมอมาตรวจเจ้าเสียบ้าง หลงอนุหน้ามืดตามัวจนไม่เหลือความเป็นคนแล้ว” ซูเหยาเบะปากใส่อย่างไม่คิดปิดบัง
นางอดทนต่อเรื่องพวกนี้มามากพอแล้ว อย่างมากก็แค่ตายอีกครั้ง นางเคยผ่านความตายมาแล้วครั้งหนึ่งจะมีสิ่งใดให้ต้องกลัวอีก
แต่ละสิ่งที่หลินซูเหยากล่าวมานั้นไปจี้ใจเซียวหานเฟิงอย่างจัง เขารู้ตัวว่าสิ่งที่ทำนั้นไม่ถูก แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือชีวิตของเมิ่งเสวี่ยหลิง นางยอมทนเป็นอนุนอกจวนอยู่นานเพื่อให้หลินซูเหยาได้แต่งเข้ามาก่อน แค่นี้ก็เป็นการทำร้ายหลิงเอ๋อร์มากพอแล้ว
เข้ามาอยู่ในจวนหลินซูเหยาก็รังแกหลิงเอ๋อร์ทุกทางจนเขาต้องให้นางมาอยู่ที่เรือนส่วนหลัง ถึงแม้จะต้องทำผิดต่อซูเหยาแต่เพื่อหลิงเอ๋อร์แล้วเขาพร้อมทำทุกอย่าง
“มานี่ ไม่ต้องมาหลีกเลี่ยง ถึงอย่างไรวันนี้ข้าก็จะต้องเอายาไปรักษาหลิงเอ๋อร์ให้ได้”
แม้แต่จะเรียกตรงๆเขายังไม่ทำ เอาแต่พูดคำว่ายาทั้งๆที่มันคือโลหิตของนาง ซูเหยาได้แต่นึกเหยียดในใจ
“ไม่! ต่อไปนี้ข้าจะไม่ทำลายร่างกายตัวเองเพื่อนางอนุชั้นต่ำนั่นอีก เจ้าอยากจะไปเอาโลหิตของใครไปมอบให้นางก็ตามใจ แต่ข้าจะไม่โง่งมไปกับเจ้าอีกแล้วเซียวหานเฟิง”
“ข้าเป็นสามีของเจ้านะหลินซูเหยา สมควรแล้วหรือที่ต่อต้านสามีเช่นนี้”
“จำได้ด้วยหรือว่าเจ้าเป็นสามีของข้า สิ่งที่เจ้าทำมันคู่ควรเป็นสามีของข้าหรือเซียวหานเฟิง”
เมื่อพูดเยอะๆซูเหยาก็เริ่มเหนื่อยหอบ ร่างกายของนางยังอ่อนแอเกินไป
“ถ้าเจ้าไม่วางยาพิษหลิงเอ๋อร์นางจะต้องมาป่วยหนักเช่นนี้หรือ ใช้โลหิตของเจ้ารักษานางก็ถือว่าชดใช้ในสิ่งที่เจ้าทำ”
“ข้าสงสัยจริงๆว่าในหัวของเจ้ามันมีแต่ความว่างเปล่า ไม่ว่าเมิ่งเสวี่ยหลิงจะพูดอะไรเจ้าก็เชื่อไปหมด”
พรึ่บ!
เมื่อโดนพูดจาดูถูกถากถางหลายครั้งหลายครา เซียวหานเฟิงก็มิอาจอดทนได้อีกต่อไป ไม่เคยมีใครพูดจาใส่เขาเช่นนี้มาก่อน
ความโกรธทำให้หน้ามืดตามัวพุ่งตัวคว้าแขนของซูเหยาแล้วกระชากนางจนตกจากเตียงนอน
“ปล่อย! ปล่อยข้านะ” หลินซูเหยาดิ้นสุดกำลัง
แต่โชคไม่ดีนักที่นางไม่มีแรงพอจะต้านแรงของบุรุษได้ สายตาจึงได้สอดส่องไปรอบตัว
“ข้าไม่สนว่าเจ้าจะอ้างอันใดอีก วันนี้ข้าต้องได้ยาไปรักษาหลิงเอ๋อร์”
“นายท่าน ปล่อยฮูหยินเถิดเจ้าค่ะ ร่างกายของนางอ่อนแอมากอย่ารังแกนางอีกเลยนะเจ้าคะ” ซูลี่ทนไม่ไหวรีบเข้าไปช่วยดึงแขนของเซียวหานเฟิงออก
แม้ทั้งสองคนจะช่วยกันแต่ก็ยังไม่สามารถสู้แรงของเขาได้ ซูเหยาตัดสินใจกระทำบางอย่าง
เอื้อมมือไปหยิบแจกันชั้นดีที่อยู่ใกล้มือ และฟาดลงไปที่ศีรษะของสามีสุดแรง เสียงกระทบกันดังก้อง
พรึ่บ!
เซียวหานเฟิงไม่ทันได้รู้ตัวว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นกับตัวเอง เขาฟุบหมดสติลงในทันที
“คุณหนู เจ็บตรงไหนไหมเจ้าคะ” ซูลี่รีบเข้าไปหาเจ้านายและสำรวจบาดแผลทั่วตัว
ซูลี่รู้ดีว่าไม่ควรเรียกเจ้านายว่าคุณหนู ด้วยฐานะแล้วต้องเรียกว่าฮูหยิน แต่เพราะใจไม่ยอมรับสามีของเจ้านาย ดังนั้นเวลาอยู่กันสองคนก็มักจะเรียกว่าคุณหนูอยู่ตลอด
“ข้าไม่เป็นไร” ถึงจะบอกแบบนั้นแต่ข้อมือของนางปวดร้าวและมีโลหิตไหลซึม
ตอนที่เจ้าโง่เซียวกระชากแขนนาง เขาทำแรงจนบาดแผลของนางเปิดออก ของเหลวสีแดงซึมออกมาตามรอยแผล
“ท่านพี่ กรี๊ดดดด!” เสียงกรีดร้องดังลั่นจากผู้มาใหม่
หลินซูเหยาหันมองด้วยสายตาเอือมๆ จัดการไปได้หนึ่งก็มาเพิ่มอีกแล้ว นี่จะไม่ให้นางได้พักหายใจเลยหรือไงกัน
