ตอนที่ 2: ความลับของลูกสาว
บรรยากาศภายในบ้านดินหลังเก่าซอมซ่อของตระกูลหลินเต็มไปด้วยความอึดอัดคับแค้น แสงตะเกียงน้ำมันก๊าดดวงเล็กที่แขวนอยู่บนผนังดำเมี่ยมส่องแสงวูบวาบตามแรงลมที่ลอดเข้ามาทางรอยแตกของผนัง เผยให้เห็นสภาพความเป็นอยู่ที่แร้นแค้นจนน่าใจหาย
หลินต้าไห่ประคองร่างอันอ่อนระโหยโรยแรงของซูเม่ยเข้ามาให้นั่งพักบนเตียงเตา (คัง) ที่ปูด้วยฟางเก่าๆ และเสื่อขาดวิ่น ความเย็นยะเยือกจากภายนอกยังคงเกาะกุมจิตใจของคนทั้งคู่ เหตุการณ์เฉียดตายเมื่อครู่ทำให้หลินต้าไห่ยังคงมือสั่นไม่หาย เขาค่อยๆ วางห่อผ้าที่ห่อตัวลูกสาวตัวน้อยลงข้างกายภรรยาอย่างเบามือ
ซูเม่ยไอโขลกขลากออกมาสองสามครั้ง ใบหน้าของเธอยังคงซีดเผือด ลำคอมีรอยแดงช้ำน่ากลัวปรากฏให้เห็นชัดเจน เธอมองไปรอบๆ ห้องที่มืดสลัวด้วยแววตาเลื่อนลอย ความหวาดกลัวต่อแม่สามียังคงฝังรากลึกอยู่ในใจ
“คุณ... แม่จะด่าไหมที่เรากลับมามือเปล่า...” ซูเม่ยถามเสียงแผ่ว พยายามจะยันกายลุกขึ้น “ฉัน... ฉันต้องไปตักน้ำ แล้วก็ต้องไปหุงข้าว...”
“หยุดเดี๋ยวนี้ อาเม่ย” หลินต้าไห่กดไหล่ภรรยาให้นั่งลง น้ำเสียงของเขาแม้จะไม่ดุดันแต่ก็หนักแน่นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน “คุณเพิ่งรอดตายมานะ พักผ่อนเถอะ งานบ้านพวกนั้นผมจะทำเอง”
ซูเม่ยชะงัก มองสามีด้วยความประหลาดใจ ปกติหลินต้าไห่เป็นคนหัวอ่อนและเชื่อฟังแม่ของเขามาก หากแม่สั่งให้ซ้ายเขาก็ไม่กล้าไปขวา แต่วันนี้แววตาของเขาดูเปลี่ยนไป
ในขณะที่พ่อแม่กำลังคุยกัน ทารกน้อยหลินซีอวี้ที่นอนอยู่ในห่อผ้าก็ลืมตาโพลง เธอกวาดสายตามองสภาพบ้านที่คุ้นเคยในความทรงจำ... บ้านดินที่หลังคารั่วเวลาฝนตก ผนังที่มีแต่รอยร้าว และกลิ่นอับชื้นที่ชวนให้เวียนหัว ความทรงจำในอดีตซ้อนทับเข้ามา นี่คือจุดเริ่มต้นของความทุกข์ยากทั้งหมด
หลินต้าไห่เห็นลูกสาวลืมตา เขาก็รีบขยับเข้าไปใกล้ จ้องมองใบหน้าเล็กจิ๋วของหลินซีอวี้เขม็ง หัวใจของเขาเต้นระรัวด้วยความอยากรู้อยากเห็นระคนหวาดหวั่น เรื่องเสียงที่เขาได้ยินเมื่อครู่... มันคือเรื่องจริงหรือแค่ภาพหลอน?
เขาจ้องตาแป๋วแหววของลูกสาว พยายามเพ่งกระแสจิตสื่อสาร “ลูก... ได้ยินพ่อไหม?”
หลินซีอวี้ที่กำลังหงุดหงิดกับสภาพความเป็นอยู่ เงยหน้าขึ้นสบตาบิดา เธอเห็นสายตาที่เต็มไปด้วยคำถามของเขาแล้วก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจในใจ แม้ภายนอกจะทำได้แค่ขยับปากมุบมิบ
“จ้องอะไรนักหนาพ่อ! หน้าหนูมีคำตอบข้อสอบแปะอยู่หรือไง? เห็นไหมว่าแม่ไอจนตัวโยนแล้ว น้ำสักหยดก็ยังไม่ตกถึงท้อง มัวแต่จ้องอยู่ได้ รีบไปเอาน้ำอุ่นให้แม่กินสิ! พ่อนี่มันไม่ได้เรื่องจริงๆ!”
เสียงเล็กๆ แหลมๆ ที่เต็มไปด้วยจริตจะก้านของผู้ใหญ่ดังสะท้อนเข้ามาในหัวของหลินต้าไห่อีกครั้ง ชัดเจนราวกับเปิดวิทยุ!
หลินต้าไห่สะดุ้งโหยงจนเกือบหงายหลัง ก้นกระแทกพื้นดังปั้ก ดวงตาเบิกกว้างด้วยความช็อก
“คุณ! เป็นอะไรไป?” ซูเม่ยตกใจ รีบเอื้อมมือไปดึงแขนสามี
หลินต้าไห่กลืนน้ำลายลงคอที่แห้งผาก เขาไม่ได้หูแว่ว! ลูกสาวเขา... ลูกสาวเขาพูดในใจได้จริงๆ! และเขาก็ได้ยินมัน! ความรู้สึกตื่นเต้นดีใจแล่นพล่านไปทั่วอก ทารกน้อยคนนี้ไม่ใช่เด็กธรรมดา แต่เป็นเทพตัวน้อยที่สวรรค์ส่งมาคุ้มครองครอบครัวเขาแน่ๆ
“มะ... ไม่เป็นไร ผมแค่สะดุด” หลินต้าไห่รีบลุกขึ้น แววตามีประกายแห่งความหวังวาบผ่าน เขาหันไปมองหลินซีอวี้แล้วยิ้มกว้างอย่างโง่งม “ลูกบอกให้เอาน้ำให้แม่กิน... ใช่ พ่อจะไปเอาน้ำเดี๋ยวนี้แหละ”
“ลูกบอก?” ซูเม่ยทำหน้างง “คุณพูดเรื่องอะไรคะ?”
ยังไม่ทันที่หลินต้าไห่จะอธิบาย ประตูไม้หน้าห้องก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรงจนกระแทกผนังดัง 'ปัง!'
ร่างท้วมของหญิงชราผมขาวโพลน ใบหน้าเต็มไปด้วยร่องรอยของความร้ายกาจก้าวเข้ามาในห้อง นางคือ แม่เฒ่าจาง แม่บังเกิดเกล้าของหลินต้าไห่ และเป็นแม่สามีที่ซูเม่ยหวาดกลัวที่สุด ตามหลังนางมาติดๆ คือชายหนุ่มร่างผอมสูง ท่าทางอิดโรยเหมือนคนอดนอน แต่สวมเสื้อผ้าที่ดูดีกว่าทุกคนในบ้าน หลินเจียเป่า หรือ 'อาเล็ก' น้องชายสุดที่รักของแม่เฒ่าจาง
“นังตัวดี! นังตัวซวย!” เสียงแหลมปรี๊ดของแม่เฒ่าจางดังก้องไปทั่วบ้าน นางชี้หน้าด่าซูเม่ยตั้งแต่วินาทีแรกที่เห็นหน้า “ฉันนึกว่าแกตายไปแล้วซะอีก! กล้าดียังไงไปผูกคอตายประชดฉันฮะ! แกอยากให้ตระกูลหลินขายขี้หน้าชาวบ้านเขาไปทั่วหรือไง!”
ซูเม่ยตัวสั่นงันงก เธอก้มหน้าลงต่ำ น้ำตาไหลพราก “แม่คะ... ฉัน...”
“ไม่ต้องมาเรียกฉันว่าแม่! ฉันไม่มีลูกสะใภ้อกตัญญูแบบแก!” แม่เฒ่าจางตวาดลั่น “งานการไม่ทำ วันๆ เอาแต่เรียกร้องความสนใจ ผัวแกไปหาฟืนเหนื่อยแทบตาย กลับมาต้องมาดูแกสำออยอีกเหรอ! ลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้! ไปทำกับข้าว! เจียเป่าหิวจนไส้จะขาดแล้ว!”
หลินเจียเป่ายืนพิงกรอบประตู แคะขี้ฟันเล่นด้วยท่าทางยียวน เขาเหลือบตามองพี่สะใภ้ด้วยสายตาดูแคลน “ใช่ครับพี่สะใภ้ ผมอ่านหนังสือมาทั้งวัน สมองล้าไปหมด ถ้าไม่ได้กินข้าวดีๆ จะมีแรงไปสอบได้ยังไง พี่อย่าเห็นแก่ตัวนักเลย”
หลินซีอวี้ที่นอนฟังอยู่ในเปลแทบจะระเบิดอารมณ์ออกมา
“ไอ้สารเลว! อ่านหนังสือบ้าอะไรกัน กลิ่นเหล้าหึ่งขนาดนี้! แถมที่มุมปากยังมีคราบน้ำมันหมูติดอยู่ แอบไปกินของดีมาคนเดียวยังมีหน้ามาบอกว่าหิว!”
หลินต้าไห่ที่กำลังจะเดินไปตักน้ำชะงักกึก เขาหันขวับไปมองน้องชาย แล้วก็จริงอย่างที่ลูกสาวบอก... เขาได้กลิ่นเหล้าจางๆ ลอยมาจากตัวเจียเป่า และที่มุมปากนั่น... คราบมันวาวนั่นมันรอยกินไก่ย่างชัดๆ!
ความโกรธเริ่มก่อตัวขึ้นในอกของหลินต้าไห่ แต่นิสัยยอมคนมาตลอดทำให้เขายังไม่กล้าพูดอะไรออกไป เขาเพียงแค่เดินไปบังหน้าภรรยาไว้ “แม่... อาเม่ยเพิ่งรอดตายมา ร่างกายยังไม่ไหว วันนี้ให้เธอพักเถอะ ผมจะไปทำกับข้าวเอง”
“แกจะไปทำได้ยังไง!” แม่เฒ่าจางตวาดใส่ลูกชายคนโต “แกเพิ่งกลับมาจากป่า เหนื่อยๆ ก็ต้องพัก ให้เมียแกทำนั่นแหละถูกแล้ว! มันเป็นหน้าที่ของเมีย! ถ้าแค่นี้ทำไม่ได้ก็ไสหัวออกไปตายจริงๆ ซะ!”
“แม่!” หลินต้าไห่ตะโกนสวนกลับไปเป็นครั้งแรก ทำเอาแม่เฒ่าจางชะงักไปครู่หนึ่ง
“แก... แกกล้าขึ้นเสียงกับฉันเหรอเจ้าใหญ่! นี่แกเห็นเมียดีกว่าแม่อย่างนั้นรึ!” แม่เฒ่าจางเริ่มบีบน้ำตา ตบต้นขาตัวเองฉาดๆ “โถ่ชีวิตฉัน เลี้ยงลูกมาจนโต มันกลับมาเนรคุณเพราะเชื่อเมีย! สวรรค์มีตาไหมเนี่ย!”
หลินเจียเป่าเห็นท่าไม่ดี รีบเข้ามาผสมโรง “พี่ใหญ่ พี่ทำเกินไปแล้วนะ แม่แก่แล้ว สุขภาพไม่ดี พี่จะทำให้แม่ตรอมใจตายหรือไง”
คำว่า 'กตัญญู' เหมือนภูเขาเหล็กที่กดทับหลินต้าไห่จนหายใจไม่ออก เขาเม้มปากแน่น กำหมัดจนเล็บจิกเข้าเนื้อ ความรู้สึกผิดตีตื้นขึ้นมาในอกตามความเคยชิน
เมื่อเห็นลูกชายคนโตเริ่มอ่อนลง แม่เฒ่าจางก็รีบเปลี่ยนเรื่องทันที แววตาเจ้าเล่ห์ฉายชัดขึ้นมา “เอาเถอะ เรื่องกับข้าวช่างมันก่อน แต่เรื่องที่สำคัญกว่าคือเรื่องอนาคตของเจียเป่า”
นางยื่นมือที่เหี่ยวย่นมาตรงหน้าหลินต้าไห่ “เอาเงินที่แกขายสมุนไพรเมื่อวานมาให้ฉัน เจียเป่าต้องใช้เงินไปซื้อหนังสือแนวข้อสอบชุดใหม่ในเมือง พรุ่งนี้ต้องรีบไปซื้อแล้ว เพื่อนๆ เขามีกันหมด ถ้าเจียเป่าไม่มี เขาจะสอบติดมหาลัยได้ยังไง”
หลินต้าไห่เบิกตากว้าง “แม่... นั่นมันเงินก้อนสุดท้ายของเราแล้วนะ ผมเก็บไว้จะซื้อยาบำรุงให้อาเม่ย แล้วก็ซื้อนมผงให้ลูก...”
“ยาบำรุงอะไร! กินข้าวต้มเปล่าๆ ก็หายแล้ว!” แม่เฒ่าจางตัดบทเสียงแข็ง “ส่วนนมผง ยายเด็กนี่มันเพิ่งสามเดือน กินนมแม่ไปสิ จะกินนมผงให้สิ้นเปลืองทำไม! อนาคตของน้องชายแกสำคัญกว่าชีวิตนังเด็กเหลือขอนี่เป็นร้อยเท่า! ถ้าเจียเป่าสอบได้เป็นข้าราชการ พวกแกทุกคนก็จะสบายไปด้วย ไม่เข้าใจหรือไง!”
หลินเจียเป่าพยักหน้าสนับสนุน แสร้งทำหน้าเศร้า “พี่ใหญ่ ผมรู้ว่าพี่ลำบาก แต่ผมสัญญา ถ้าผมได้เป็นข้าราชการ ผมจะไม่ลืมบุญคุณพี่เลย เงินแค่ 20 หยวน แลกกับอนาคตตระกูลหลิน พี่จะไม่ช่วยผมจริงๆ เหรอ?”
20 หยวน... ในยุค 80 มันคือเงินจำนวนมหาศาลสำหรับครอบครัวชาวนา มันคือค่าอาหารทั้งเดือน คือชีวิตของลูกเมียเขา
หลินต้าไห่ลังเล มือข้างหนึ่งล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อคลำห่อเงินที่ซ่อนไว้ เขาถูกปลูกฝังมาให้เสียสละเพื่อน้องชายเสมอมา ความคิดที่ว่า 'น้องคือความหวัง' ฝังหัวเขามาตั้งแต่เด็ก
ซูเม่ยดึงชายเสื้อสามีไว้ ส่ายหน้าทั้งน้ำตา “คุณคะ... อย่าให้ไปนะ... ลูกเราผอมจนจะเหลือแต่กระดูกแล้ว...”
“หุบปากนะนังตัวดี!” แม่เฒ่าจางง้างมือจะตบ
ทันใดนั้น เสียงกรีดร้องด้วยความโมโหสุดขีดของหลินซีอวี้ก็ระเบิดขึ้นในหัวของหลินต้าไห่ ราวกับเสียงฟ้าผ่า
“พ่อ! อย่าโง่นะ! ห้ามให้เด็ดขาด! อาเล็กมันโกหก!”
“หนังสือบ้าบออะไรกัน! มันไม่ได้จะเอาเงินไปซื้อหนังสือ! มันนัดกับพรรคพวกในเมืองไว้พรุ่งนี้ มันจะเอาเงิน 20 หยวนนั่นไปเล่นไพ่ที่บ่อนบ้านพ่อกำนัน!”
“ชาติที่แล้วพ่อก็ให้มันไป แล้วมันก็เอาไปผลาญจนหมด! สุดท้ายมันสอบไม่ติด กลับมาเกาะพ่อกินเหมือนเดิม แถมยังขโมยเงินค่าโลงศพย่าไปเล่นพนันอีก!”
“พ่อดูมือมันสิ! นิ้วชี้กับนิ้วกลางมันด้านเพราะคีบไพ่ ไม่ใช่เพราะจับปากกา! แล้วดูในกระเป๋าเสื้อเชิ้ตมันสิ มันซ่อนสำรับไพ่เอาไว้!”
ข้อมูลที่หลั่งไหลเข้ามาทำให้หลินต้าไห่ตะลึงงัน เขาหันขวับไปมองที่กระเป๋าเสื้อเชิ้ตลายสก๊อตของน้องชายทันที ตรงนั้นมีรอยนูนเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าชัดเจน... ขนาดเท่าสำรับไพ่เป๊ะๆ!
ความจริงกระแทกหน้าเข้าอย่างจัง ความศรัทธาและความรักที่เขามีให้น้องชายพังทลายลงในวินาทีนั้น
ความโกรธที่สะสมมานานระเบิดออก หลินต้าไห่รู้สึกเหมือนเส้นความอดทนขาดผึง เขาชักมือออกจากกระเป๋าเสื้อ ไม่ได้หยิบเงินออกมา แต่กลับกำหมัดแน่น
“ไม่”
คำพูดสั้นๆ หลุดออกมาจากปากของชายผู้ไม่เคยปฏิเสธใคร แม่เฒ่าจางและหลินเจียเป่าชะงักกึก ราวกับได้ยินเรื่องที่เป็นไปไม่ได้
“แก... แกพูดว่าอะไรนะ?” แม่เฒ่าจางถามเสียงสั่น
“ผมบอกว่า... ไม่ให้” หลินต้าไห่เงยหน้าขึ้น จ้องมองแม่และน้องชายด้วยแววตาที่แข็งกร้าวและเย็นชาอย่างที่พวกเขาไม่เคยเห็นมาก่อน รัศมีแห่งความเด็ดเดี่ยวแผ่ออกมาจากร่างสูงใหญ่
“เงินนี้ผมหามาด้วยน้ำพักน้ำแรง ผมจะเก็บไว้รักษาเมียและเลี้ยงลูก ผมจะไม่ให้เงินเจียเป่าเอาไปผลาญเล่นอีกแล้ว”
“แก... แกกล้า!” แม่เฒ่าจางหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ “แกหาว่าน้องเอาเงินไปผลาญงั้นเหรอ! น้องแกจะเอาไปซื้อหนังสือ! แกมันพี่ชายใจแคบ!”
“ซื้อหนังสือเหรอ?” หลินต้าไห่แค่นเสียงหัวเราะในลำคอ เขาเดินก้าวสามขุมเข้าไปประชิดตัวน้องชาย หลินเจียเป่าถอยหลังกรูดด้วยความตกใจ
“งั้นฉันขอดูหน่อยสิว่าในกระเป๋าเสื้อแกนั่นมันคือหนังสืออะไร!”
พูดจบ หลินต้าไห่ก็คว้าหมับเข้าที่อกเสื้อของน้องชายแล้วกระชากสิ่งที่ซ่อนอยู่ออกมา
'ตุ้บ!'
สำรับไพ่เก่าๆ ร่วงลงพื้น กระจัดกระจายไปทั่วห้อง ท่ามกลางสายตาตะลึงงันของแม่เฒ่าจางและซูเม่ย
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องชั่วขณะ หลักฐานคาตาจนเถียงไม่ออก
“นี่น่ะเหรอหนังสือสอบของแก?” หลินต้าไห่ถามเสียงต่ำ นัยน์ตาแดงก่ำด้วยความผิดหวังและความโกรธ “ฉันทำงานแทบตาย เลือดตาแทบกระเด็น เพื่อให้แกเอาเงินไปเข้าบ่อนงั้นเหรอเจียเป่า!”
หลินเจียเป่าหน้าซีดเผือด อ้าปากพะงาบๆ พูดไม่ออก แม่เฒ่าจางเองก็อึ้งไปเหมือนกัน แต่นางก็ยังพยายามจะแถ “กะ... ก็แค่น้องคลายเครียดบ้างจะเป็นไรไป! แกเป็นพี่ แกก็ต้องเสียสละสิ!”
“พอที!” หลินต้าไห่ตะคอกสวน เสียงดังจนผนังบ้านสะเทือน “คำก็เสียสละ สองคำก็เสียสละ ผมเสียสละมาทั้งชีวิตแล้ว! เมียผมเกือบตาย ลูกผมเกือบอดตาย เพราะความเสียสละบ้าๆ นี่!”
“ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ผมจะไม่ให้เงินแกแม้แต่สตางค์แดงเดียว! ถ้าอยากมีเงินใช้ ก็ไปหาเอาเอง!”
หลินซีอวี้ที่นอนฟังอยู่ในเปล ยิ้มกว้างในใจอย่างสะใจที่สุด
“เยี่ยมมากพ่อ! ด่ามันอีก! เอาให้หน้าหงายไปเลย! วันนี้พ่อของหนูเท่ที่สุดในโลกเลย!”
เสียงเชียร์ของลูกสาวในหัว เป็นเหมือนเชื้อเพลิงชั้นดีที่ทำให้ไฟแห่งการปกป้องครอบครัวของหลินต้าไห่ลุกโชนโชติช่วง วันนี้... เขาไม่ใช่หลินต้าไห่คนเดิมอีกต่อไปแล้ว
