บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 1: เสียงกรีดร้องที่ไร้เสียง

สายลมแห้งแล้งในเดือนตุลาคมพัดกรรโชกหวีดหวิว หอบเอาฝุ่นทรายสีเหลืองคลุ้งตลบไปทั่วหมู่บ้านชนบทที่ห่างไกลความเจริญ ท้องฟ้าเป็นสีเทาหม่นราวกับถูกฉาบด้วยขี้เถ้า บรรยากาศเงียบสงัดวังเวง มีเพียงเสียงกิ่งไม้แห้งเสียดสีกันดังเอี๊ยดอ๊าดน่าขนลุก

ที่ท้ายหมู่บ้านตระกูลหลิน มีต้นไหวเก่าแก่ขนาดใหญ่ยืนต้นตระหง่านอยู่ริมแม่น้ำ กิ่งก้านสาขาของมันแผ่ขยายออกไปดูราวกับกรงเล็บของปีศาจที่พร้อมจะตะปบเหยื่อ ใต้เงาไม้ที่ทอดยาวนั้น ร่างผอมบางของหญิงสาวคนหนึ่งกำลังยืนสั่นสะท้าน ไม่ใช่เพราะความหนาวเหน็บของอากาศ แต่เป็นเพราะความหนาวเหน็บที่กัดกินลึกเข้าไปถึงขั้วหัวใจ

ซูเม่ย หญิงสาววัยยี่สิบต้นๆ ที่ควรจะมีความสดใสแห่งวัยสาว บัดนี้ใบหน้าของเธอซีดเผือดไร้สีเลือด ร่างกายซูบผอมจนเสื้อผ้าฝ้ายเนื้อหยาบที่สวมใส่อยู่ดูหลวมโครก เธออุ้มห่อผ้าเก่าๆ ไว้แนบอก ดวงตาบวมช้ำจากการร้องไห้อย่างหนักจ้องมองเชือกป่านเส้นหนาที่พาดอยู่บนกิ่งไม้เหนือศีรษะ

ในห่อผ้านั้นคือทารกน้อยวัยสามเดือน ลูกสาวคนเดียวของเธอ... หลินซีอวี้

“ซีอวี้ลูกแม่...” ซูเม่ยกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้น น้ำตาเม็ดโตไหลรินลงมาอาบแก้มที่ตอบแห้ง “แม่ขอโทษนะลูก แม่มันไร้น้ำยา ปกป้องหนูไม่ได้... ถ้าเราอยู่ต่อไป ย่าของลูกคงไม่ยอมปล่อยเราไว้แน่ๆ วันนี้ท่านขู่ว่าจะเอาหนูไปขายแลกข้าวสาร... แม่ทนไม่ได้จริงๆ”

เสียงของเธอสั่นเครือเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง ชีวิตในตระกูลหลินสำหรับเธอมันไม่ต่างอะไรกับนรกบนดิน แม่สามีที่จงเกลียดจงชัง น้องชายสามีที่เอาเปรียบทุกอย่าง และสามีที่กตัญญูจนโง่เขลา ยอมให้คนในบ้านขูดเลือดขูดเนื้อลูกเมียตัวเอง

“เราไปอยู่ด้วยกันในโลกหน้าเถอะนะ อย่างน้อยที่นั่น... คงไม่มีใครมารังแกเราอีก”

ในความมืดมิดที่ไร้ขอบเขต จิตวิญญาณของหลินซีอวี้เพิ่งจะตื่นจากการหลับใหลที่ยาวนาน ความทรงจำสุดท้ายคือความเจ็บปวดจากการสำลักน้ำและความแค้นที่ถูกฆ่าปิดปาก แต่เมื่อเธอลืมตาขึ้น สิ่งที่เห็นกลับไม่ใช่ยมบาลหรือกระทะทองแดง แต่เป็นใบหน้าของผู้หญิงคนหนึ่งที่คุ้นเคยอย่างประหลาด

ใบหน้านั้นซูบผอมและเต็มไปด้วยคราบน้ำตา แต่โครงหน้านั้น... เธอจำได้แม่นยำจากรูปถ่ายขาวดำใบเดียวที่พ่อเก็บไว้ใต้หมอน

แม่? นั่นแม่เหรอ?

หลินซีอวี้พยายามจะขยับตัวเข้าไปกอดแม่ แต่กลับพบว่าแขนขาของเธอหนักอึ้งและสั้นป้อม เธอพยายามจะเปล่งเสียงเรียก “แม่” แต่เสียงที่ออกมากลับเป็น...

“แอ้... แอ้!”

เสียงร้องของทารก!

ดวงตาของหลินซีอวี้เบิกกว้างด้วยความตกตะลึง เธอมองมือเล็กๆ สีชมพูที่กำแน่นอยู่กลางอากาศ สมองที่ผ่านโลกมาสามสิบปีประมวลผลอย่างรวดเร็ว

ฉันย้อนเวลา! ฉันย้อนกลับมาตอนเป็นทารก!

แต่ความดีใจที่ได้ชีวิตใหม่กลับกลายเป็นความหวาดกลัวสุดขีดในวินาทีต่อมา เมื่อเธอเงยหน้าขึ้นและเห็นเชือกป่านที่ห้อยต่องแต่งอยู่บนกิ่งไม้ และสีหน้าของแม่ที่เต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวแห่งความตาย

ความทรงจำจากคำบอกเล่าของพ่อในชาติก่อนไหลย้อนเข้ามาในสมองเหมือนฉากหนัง วันที่เธออายุครบสามเดือน... วันที่แม่ตัดสินใจผูกคอตายพร้อมกับเธอ!

ไม่นะ! ไม่! สวรรค์ให้ฉันกลับมาเพื่อแก้ไข ไม่ใช่เพื่อมาตายซ้ำสอง!

ซูเม่ยสูดหายใจเข้าลึก เธอวางร่างของลูกน้อยลงบนพื้นหญ้าแห้งข้างโคนต้นไม้ มือที่สั่นเทาเอื้อมไปจับบ่วงเชือก เธอมองลูกสาวเป็นครั้งสุดท้ายด้วยสายตาที่เจ็บปวดรวดร้าว

“รอแม่เดี๋ยวนะลูก แม่จะไปเบิกทางก่อน แล้วแม่จะรีบมารับหนู...”

แม่! อย่าทำแบบนั้น!

หลินซีอวี้กรีดร้องในใจ ร่างกายทารกน้อยดิ้นพล่านด้วยความตื่นตระหนก เธอพยายามตะเกียกตะกายจะลุกขึ้นแต่ร่างกายไม่ตอบสนอง ความโกรธและความกลัวปะทุขึ้นจนถึงขีดสุด

พ่อ! ไอ้พ่อคนโง่! พ่ออยู่ที่ไหน! เมียพ่อกำลังจะตายแล้วนะ! มัวไปมุดหัวอยู่ที่ไหน! ถ้ารอบนี้พ่อมาช้าอีก ฉันจะเกลียดพ่อไปตลอดชีวิต!

เสียงกรีดร้องในใจของเธอดังตระมวลก้องสะท้อนไปมา มันไม่ใช่แค่ความคิด แต่มันคือพลังเฮือกสุดท้ายของวิญญาณที่แตกสลายและกลับมาประสานกันใหม่

ห่างออกไปไม่ไกลนัก บนเส้นทางเดินเท้าเล็กๆ ที่ลัดเลาะลงมาจากภูเขา ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่คนหนึ่งกำลังเดินแบกฟืนมัดมหึมาอยู่บนหลัง

หลินต้าไห่ ชายหนุ่มวัยยี่สิบห้าปี ผู้มีผิวคล้ำแดดและกล้ามเนื้อที่เกิดจากการทำงานหนัก ใบหน้าของเขาดูซื่อสัตย์และจริงใจ แต่แววตากลับดูหม่นหมองและเหนื่อยล้า วันนี้เขาขึ้นเขาไปตัดฟืนตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง หวังว่าจะเอาฟืนมัดนี้ไปขายในเมืองพรุ่งนี้ เพื่อแลกกับเงินไม่กี่หยวนมาซื้อยาบำรุงให้ภรรยาที่เพิ่งคลอดลูก

เขาเดินก้มหน้าก้มตา เหงื่อไหลซึมตามไรผมแม้ลมจะแรง ในใจครุ่นคิดแต่ว่าจะพูดกับแม่เฒ่าจางอย่างไรไม่ให้ท่านโมโหที่วันนี้เขากลับบ้านช้า

“หวังว่าแม่คงจะไม่ด่าอาเม่ยนะ...” เขาพึมพำกับตัวเอง

ทันใดนั้นเอง เสียงหนึ่งก็ดังแทรกเข้ามาในโสตประสาทของเขาอย่างรุนแรง ราวกับมีใครเอาลำโพงมาจ่อที่ข้างหู

“พ่อ! ไอ้พ่อคนโง่! รีบมาช่วยแม่เร็วเข้า!”

หลินต้าไห่สะดุ้งสุดตัว ขาที่ก้าวเดินหยุดชะงักกึก ฟืนบนหลังไหวเอนจนเกือบเสียหลัก เขากวาดตามองไปรอบๆ ด้วยความตื่นตระหนก

“ใคร? ใครพูดน่ะ?” เขาตะโกนถาม เสียงลมพัดหวีดหวิวเป็นคำตอบเดียวที่ได้รับ

แต่เสียงในหัวนั้นยังคงดังต่อเนื่อง ชัดเจน และเต็มไปด้วยอารมณ์เกรี้ยวกราด

“จะมัวยืนบื้ออยู่ทำไม! แม่กำลังจะผูกคอตายที่ต้นไหวท้ายหมู่บ้านแล้ว! ถ้าพ่อไม่รีบมา พ่อก็เตรียมตัวเป็นม่ายได้เลย!”

“ไอ้พ่อบ้า! ทิ้งฟืนแล้ววิ่งสิ! วิ่ง!!”

หัวใจของหลินต้าไห่กระตุกวูบ ความเย็นยะเยือกแล่นปราดไปทั่วร่าง เขาจำเสียงนั้นไม่ได้ มันเป็นเสียงเด็กเล็กๆ แต่คำพูดช่างแกแก่แดดและดุดันเหลือเกิน แต่สิ่งที่ทำให้เขาหน้าซีดเผือดคือเนื้อหาของคำพูดนั้น

อาเม่ย... ผูกคอตาย?

ภาพภรรยาที่ร้องไห้เงียบๆ เมื่อเช้าตอนที่ถูกแม่ของเขาด่าทอผุดขึ้นมาในหัว สังหรณ์ร้ายที่เขาพยายามกดทับไว้ระเบิดออกมา

“อาเม่ย!”

หลินต้าไห่ไม่ลังเลอีกต่อไป เขาปลดเชือกที่รัดมัดฟืนบนหลังออกแล้วเหวี่ยงทิ้งลงข้างทางอย่างไม่ไยดี ร่างสูงใหญ่ออกวิ่งสุดฝีเท้า มุ่งหน้าไปยังต้นไหวใหญ่ที่ท้ายหมู่บ้านตามเสียงลึกลับนั้นบอก

สองเท้าที่สวมรองเท้าผ้าใบเก่าขาดๆ ย่ำลงบนพื้นดินแข็งอย่างหนักหน่วง ลมหายใจหอบถี่ แต่ในใจเขาร้อนรุ่มยิ่งกว่าไฟเผา

“เร็วเข้า! พ่อเร็วอีก! แม่กำลังยืนบนก้อนหินแล้ว!”

เสียงในหัวเร่งเร้าเขา ความตื่นกลัวในน้ำเสียงนั้นส่งผ่านมาถึงใจเขาจนเจ็บหนึบ หลินต้าไห่กัดฟันแน่น เร่งฝีเท้าจนสุดกำลัง ราวกับวัวบ้าที่กำลังคลุ้มคลั่ง

เมื่อเขาเลี้ยวผ่านพุ่มไม้หนาทึบและมองเห็นต้นไหวใหญ่ ภาพที่ปรากฏตรงหน้าทำให้หัวใจของเขาแทบหยุดเต้น

ซูเม่ย... ภรรยาของเขากำลังยืนอยู่บนก้อนหินก้อนใหญ่ ปลายเท้าเขย่งขึ้น คอระหงที่ผอมแห้งสอดเข้าไปในบ่วงเชือกแล้ว เธอกำลังหลับตาแน่น น้ำตาไหลพราก เตรียมที่จะถีบก้อนหินออก

“อาเม่ย!!! อย่า!!”

หลินต้าไห่ตะโกนสุดเสียง เสียงของเขาดังก้องกังวานไปทั่วทุ่งนา

ซูเม่ยสะดุ้งสุดตัวด้วยความตกใจ เท้าของเธอลื่นไถลออกจากก้อนหิน ร่างของเธอทิ้งน้ำหนักลงทันที บ่วงเชือกรัดแน่นเข้าที่ลำคอ

“อึก!”

“ไม่!!!”

หลินต้าไห่พุ่งตัวเข้าไปราวกับลูกธนู เขาไม่สนว่ากิ่งไม้จะขีดข่วนหน้าตา หรือก้อนหินจะบาดเท้า เขาโถมตัวเข้าไปรับร่างของภรรยาที่กำลังห้อยต่องแต่งอยู่กลางอากาศ

สองแขนแข็งแรงโอบรัดเอวบางของซูเม่ยแล้วยกขึ้นสุดแรง เพื่อผ่อนแรงรัดที่ลำคอ ใบหน้าของซูเม่ยเริ่มเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำ ลมหายใจขาดห้วง มือของเธอตะเกียกตะกายไปในอากาศด้วยสัญชาตญาณการเอาตัวรอด

“อาเม่ย! แข็งใจไว้! ผมอยู่นี่แล้ว! ผมมาแล้ว!”

หลินต้าไห่คำรามในลำคอ เขาใช้แขนข้างหนึ่งอุ้มร่างภรรยาไว้แน่น ส่วนมืออีกข้างพยายามแกะปมเชือกที่รัดคอเธออยู่อย่างทุลักทุเล นิ้วมือที่หยาบกร้านสั่นเทาจนแทบควบคุมไม่ได้

“ฮึก... แค่ก!”

ในที่สุด ปมเชือกก็คลายออก ร่างของซูเม่ยร่วงลงสู่อ้อมอกของสามี ทั้งคู่ล้มลงไปกองกับพื้นหญ้าแห้ง หลินต้าไห่กอดภรรยาไว้แน่นราวกับกลัวว่าเธอจะหายไป

ซูเม่ยไอโขลกขลากอย่างรุนแรง สูดอากาศเข้าปอดอย่างตะกละตะกลาม ลำคอขาวซีดปรากฏรอยแดงช้ำน่ากลัว เธอมองหน้าสามีผ่านม่านน้ำตา ความรู้สึกหลากหลายประดังเข้ามา ทั้งโล่งใจ ทั้งเสียใจ และทั้งน้อยใจ

“ทำไม... ฮือ... คุณมาทำไม... ปล่อยฉันตายไปเสียยังดีกว่า...” เธอทุบหน้าอกสามีอย่างอ่อนแรง

หลินต้าไห่ไม่พูดอะไร เขาซุกหน้าลงกับไหล่ผอมบางของภรรยา น้ำตาของลูกผู้ชายที่เขาไม่เคยเสียให้ใครเห็น ไหลซึมลงบนเสื้อผ้าฝ้ายของเธอ

“ผมขอโทษ... อาเม่ย ผมขอโทษ... ผมมันโง่เอง ผมดูแลคุณไม่ดี...” เสียงของเขาสั่นเครือเหมือนเด็กหลงทาง

ห่างออกไปเพียงไม่กี่ก้าว บนพื้นหญ้าแห้ง ทารกน้อยหลินซีอวี้ที่นอนอยู่ในห่อผ้าหยุดร้องไห้แล้ว ดวงตากลมโตจ้องมองภาพพ่อแม่กอดกันกลมด้วยความโล่งอก

เฮ้อ... เกือบไปแล้วไหมล่ะ นึกว่าจะต้องกำพร้าแม่ตั้งแต่เพิ่งเกิดใหม่ซะแล้ว

แต่ทันใดนั้น สายตาของหลินต้าไห่ก็ตวัดกลับมามองที่ลูกสาว เขาค่อยๆ ประคองซูเม่ยให้ลุกขึ้นนั่ง แล้วคลานเข่าเข้ามาหาทารกน้อย

เขาจ้องมองหน้าลูกสาวสลับกับมองไปรอบๆ ด้วยความหวาดระแวง เสียงที่เขาได้ยินเมื่อครู่... มันชัดเจนมาก มันเป็นเสียงที่ช่วยชีวิตภรรยาเขาไว้

“คุณ...” หลินต้าไห่หันไปถามภรรยาเสียงแผ่ว “เมื่อกี้... คุณได้ยินเสียงอะไรไหม? เสียงคนเรียก... หรือเสียงเด็กพูด?”

ซูเม่ยส่ายหน้าทั้งน้ำตา “ฉัน... ฉันไม่ได้ยินอะไรเลย นอกจากเสียงลม”

หลินต้าไห่ขมวดคิ้วมุ่น เขาหันกลับมาจ้องตาแป๋วๆ ของลูกสาวอีกครั้ง

หลินซีอวี้ที่นอนอยู่ในห่อผ้า จ้องตาพ่อกลับอย่างไม่เกรงกลัว ในใจอดไม่ได้ที่จะบ่นอุบอิบออกมา

“มองหน้าทำไมพ่อ? หน้าหนูมีเลขหวยแปะอยู่หรือไง? รีบพาแม่กลับบ้านไปทำแผลเดี๋ยวนี้เลย ยืนตากลมอยู่ได้ เดี๋ยวก็ไม่สบายกันหมดหรอก... อ้อ แล้วก็อย่าลืมด่าตัวเองด้วยนะ ว่าเป็นไอ้บื้อ!”

หลินต้าไห่เบิกตากว้างจนแทบถลนออกจากเบ้า

เขาได้ยิน! เขาได้ยินชัดเต็มสองหู! เสียงเล็กๆ แหลมๆ ที่กำลังด่าเขาฉอดๆ อยู่นี่... มันดังมาจากตัวลูกสาววัยสามเดือนของเขา!

“ลูก...” หลินต้าไห่ชี้มือสั่นๆ ไปที่หลินซีอวี้ ปากคอสั่นทำอะไรไม่ถูก “ลูก... ลูกพูดเหรอ?”

ซูเม่ยมองสามีด้วยสายตาเป็นห่วง คิดว่าเขาคงตกใจจนเสียสติไปแล้ว “คุณคะ ลูกเพิ่งสามเดือน จะพูดได้ยังไง... คุณคงหูแว่วไปเอง”

หลินต้าไห่กลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ เขาจ้องมองดวงตาดำขลับที่ดูฉลาดเฉลียวเกินวัยของลูกสาวอีกครั้ง

“ใช่สิพ่อ! หนูพูดไม่ได้ แต่หนูคิดเสียงดัง! แล้วพ่อก็ได้ยิน! ทีนี้ก็เลิกทำหน้าเหมือนเห็นผี แล้วพาแม่กลับบ้านสักที หิวจะตายอยู่แล้วเนี่ย!”

เสียงในหัวย้ำชัดอีกครั้ง คราวนี้หลินต้าไห่มั่นใจแล้วว่าตัวเองไม่ได้บ้า สวรรค์... นี่ลูกสาวเขาเป็นเทพธิดามาเกิดหรือไง? หรือเป็นปีศาจ? แต่จะเป็นอะไรก็ช่างเถอะ... เพราะปีศาจน้อยตนนี้เพิ่งจะช่วยชีวิตแม่ของเธอเอาไว้

หลินต้าไห่สูดหายใจลึก เขาตัดสินใจเก็บความสงสัยและความแตกตื่นนี้ไว้ในใจก่อน ตอนนี้ความปลอดภัยของลูกเมียสำคัญที่สุด เขาอุ้มหลินซีอวี้ขึ้นมาแนบอกอย่างทะนุถนอม มืออีกข้างโอบประคองภรรยาให้ลุกขึ้นยืน

“กลับบ้านกันเถอะอาเม่ย” เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นและจริงจังกว่าทุกครั้ง แววตาที่เคยหม่นหมองเริ่มมีประกายบางอย่างที่เปลี่ยนไป “ต่อไปนี้... ผมจะไม่ยอมให้ใครมารังแกคุณกับลูกอีกแล้ว ไม่ว่าคนคนนั้นจะเป็นใครหน้าไหนก็ตาม”

ซูเม่ยเงยหน้ามองสามีด้วยความประหลาดใจ เธอรู้สึกว่าหลินต้าไห่ดูเปลี่ยนไป... ดูเหมือน 'ผู้นำครอบครัว' ที่พึ่งพาได้จริงๆ ขึ้นมาเป็นครั้งแรก

หลินซีอวี้ในอ้อมกอดพ่อยิ้มมุมปากเล็กน้อย แม้ภายนอกจะดูเหมือนแค่เด็กทำปากขมุบขมิบ

“พูดให้จริงเถอะพ่อ ถ้ากลับไปถึงบ้านแล้วพ่อยอมให้ย่าแก่โขกสับแม่อีกนะ... หนูจะด่าพ่อในใจให้หูดับไปเลยคอยดู!”

สายลมเย็นยะเยือกยังคงพัดผ่าน แต่คราวนี้... มันไม่ได้พัดพามาแค่ความสิ้นหวัง แต่มันพัดพา 'ความหวัง' และ 'ปาฏิหาริย์' แห่งการเปลี่ยนแปลงมาสู่ครอบครัวเล็กๆ ตระกูลหลินแล้ว

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel