คนที่ตายไปแล้วอย่าพูดถึง!!
ใบหน้างามเกินกว่าจะเป็นสตรีชาวบ้านสะบัดพรืดไปไม่สนใจ เดินเข้าครัวไปจัดการข้าวของที่แตกและพังจากการอาละวาดของตัวเอง
“ข้าทำดีด้วยเพราะไม่อยากตายอย่างอนาจ ข้าเห็นความดีของท่านตอนที่กอบดินมาฝังร่างข้า แต่หากท่านจะมีเมียรอง… ชิส์ ก็เรื่องของท่านเถอะ!!” เรื่องเขาแต่งงานใหม่หรือไม่นางไม่แน่ใจนัก
เพราะตอนเป็นวิญญานแม้ล่องลอยอยู่ต่ออีกสิบปี แต่นางกลับได้ไปดูการปกครอง การค้าขาย โรคระบาด ไม่ได้อยู่ข้างกายเขา ในวันนั้นจึงเห็นเพียงเขามากับมารดาและลูกน้องอีก2คน เรียกเขาว่า
“ใต้เท้าฝาน” การสอบบัณฑิตของเขาคงมีสักวันที่สมดังปราถนา นางไม่ได้เปลี่ยนใจไม่หย่าเพราะเขาเป็นคนรวยขึ้นในอนาคตอย่างเดียว แต่นางรู้ซึ้งหลังตายแล้วต่างหากว่าใครที่หวังดีกับนางจริงๆ
“หากวันหน้าเขาเป็นใต้เท้าจริง เขาต้องปกป้องข้าจากครอบครัวได้ ที่สำคัญ…ต้องสนับสนุนเขาให้ถูกทาง” มือบางยกหม้อดินเผา และถ้วยจานที่แตกหักไม่มีชิ้นดีแล้วเบ้หน้าออกคล้ายอยากจะร้องไห้
“ข้าทำบ้าอะไรลงไป บ้านนี้แทบจะไม่มีข้าวกรอกหม้อ ข้ายังทำลายข้าวของพวกนี้อีก!!” แม้จะดึงทึ้งผมตัวเองจนเจ็บ แต่ก็จนปัญญาจะเรียกร้องสิ่งใดคืน
“เงินใช้ชีวิตได้มาจากการคัดลอกตำราขาย กับผ้าปักของแม่สามี แต่ตอนนี้แม่สามีป่วย จะปักผ้าหาเงินเข้าบ้านได้อย่างไรกัน เห้ออออ ข้าวกับธัญพืชแทบจะไม่มีแล้ว” ข้าวที่แทบจะนับเม็ดได้กับธัญพืชไม่เต็มกำมือดีทำนางตัดใจยากเหลือเกิน
“ต้องเค้นสมองข้าอีกหน่อย ย้อนคิดไปสิ ก่อนข้าตาย การค้าขายอะไรรุ่งเรือง” ตอนนี้นางเก็บหม้อที่เหลือใบสุดท้ายขึ้นมาล้างน้ำก่อนจะเติมน้ำฝนลงไปและต้มธัญพืชพร้อมกับข้าวสวย ใส่เกลือนิดหน่อยพอให้มีรสชาติ พร้อมกับขุ่นคิดอะไรบางอย่างไปด้วย
“สะใภ้บ้านเยว่เคยสอนข้าทำบุกเผ็ด แต่ตอนนี้ย้อนเวลากลับมา คนบ้านเยว่ยังไม่แต่งสะใภ้เข้ามา หรือจะลองทำดูก่อน“ ถึงคิดได้แบบนั้นก็ต้องมีทุนรอน จัดการอาหารเสร็จก็รีบยกถ้วยข้าวไปให้แม่สามีที่มองนางอย่างระแวดระวัง
”เมิ่งหลานเจ้าต้มข้าวนี้เองหรือ?“ เสียงทักนั้นทำคนที่นั่งคัดตำราอยู่ชะงักมือ แต่ไม่ได้หันมามองยังคงก้มหน้าเขียนต่อไป
”ข้าทำกับข้าวพอกินได้ แต่ว่า…บ้านเราไม่มีข้าวหรือธัญพืชเหลือแล้ว นี่เป็นโจ๊กหม้อสุดท้ายแล้วเจ้าค่ะ ข้าใส่เกลือไปหยิบมือไม่รู้ว่าท่านแม่กินได้หรือไม่“ นางฝานยกยิ้มก่อนจะพยักหน้า
”เจ้าเปลี่ยนไปจริงๆ เมิ่งหลาน…คิดได้แล้วจริงๆหรือ“ หญิงชราที่ป่วยออดๆแอดๆมานานยังคงสงสัย
”อื้มมม ก่อนหน้านี้ข้าเอาแต่ใจก็จริง แต่ว่าท่านแม่ 200วันที่ข้าแต่งงานเข้ามาก็มีแค่ท่านที่ใจเย็นกับข้ามากกว่าบ้านเดิมของข้าเสียอีก จะดีกับท่านให้มากหน่อยก็ไม่เป็นไร“ นางดันช้อนใส่มือแม่สามีที่หน้าตาไม่สดใส ส่วนหนึ่งก็มาจากปัญหาของบุตรชายกับสะใภ้เล็ก ที่ป่าวประกาศจะหย่ากับสามีทุกวัน
“เจ้ารู้ความขึ้นเยอะ แบบนี้ข้าก็ค่อยสบายใจ” นางยกยิ้มประจบประแจงทันที
“ต่อจากนี้ข้าจะเป็นคนที่ดีขึ้น ท่านรีบหายป่วยเถอะ กำลังใจดีๆต่อจากนี้ในบ้านจะได้เกิดเรื่องดี” น้ำเสียงนั้นสดใสกังวานยังไม่ทันที่แม่สามีจะตอบรับ เสียงการเคลื่อนไหวของเก้าอี้ทำนางรีบหันไปมอง
“ท่านเชื่อนางได้จริงๆหรือท่านแม่ ไม่ใช่ว่าเพราะบ้านเดิมขาดการติดต่อ ไร้ที่ไปจึงทำตัวเป็นสะใภ้แสนดีให้ท่านตายใจ ทางนั้นติดต่อมาเมื่อไหร่ก็คงอาละวาดอีก!!”
