บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 6 บ้านบนเขา

หลังจากที่ตงหยางเห็นแสงเรืองรองจากมือของซูเมิ่ง เขาก็ถึงกับตาโตด้วยความตกใจ ใจพลันคิดว่าสิ่งนั้นคืออะไร และมันสามารถทำอะไรได้บ้าง

“นั่นมันอะไรน่ะ? แล้วมันทำอะไรได้?” เขาถามด้วยสีหน้าทึ่งปนสงสัย

ซูเมิ่งยิ้มเล็กน้อยก่อนจะยืดอกอย่างภาคภูมิใจ “สิ่งนี้คือพลังเวทไงล่ะ พี่!”

“พลังเวทเหรอ? แค่รู้ว่าเธอมีมิติพี่ก็ว่าเหลือเชื่อมากแล้วนะ นี่ยังมีพลังเวทอีกเนี่ยนะ… แล้วมันทำอะไรได้บ้างล่ะ?”

“ตอนนี้ฉันมีพลังเวทสองสาย สีแรกคือสีน้ำตาล ใช้พรวนดินและเตรียมพื้นที่สำหรับปลูกพืช ฉันคิดว่าน่าจะเป็นเวทดิน ส่วนอีกสีคือสีเขียวอ่อน เวทนี้ใช้เร่งการเติบโตของต้นไม้ ผัก ผลไม้ และยังทำให้สิ่งที่ปลูกมีพลังเวทในตัวได้ด้วย ฉันว่าน่าจะเรียกมันว่าเวทพฤกษา”

ตงหยางพยักหน้าช้า ๆ สีหน้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสนใจจริงจัง “การมีพลังเหนือกว่าคนอื่นแบบนี้มันก็ดีเหมือนกันนะ พี่เริ่มอยากมีบ้างแล้วสิ”

“แต่ตอนนี้ฉันยังไม่กล้าให้ใครกินผลท้อเวทชีวิตต้นนั้นนะพี่ เพราะตอนที่ฉันกินเข้าไป… มันเกือบเอาชีวิตไม่รอดเลยจริง ๆ”

ตงหยางขมวดคิ้วทันที “เธอกินอะไรโดยไม่บอกพ่อแม่เลยเหรอ? ถ้าเกิดอะไรขึ้นมา คนที่เสียใจที่สุดก็คือพ่อกับแม่ และทุกคนในครอบครัวนะ! ทีหลังห้ามทำอะไรเสี่ยง ๆ แบบนี้อีก เข้าใจไหม!”

“เข้าใจแล้วค่ะ…” เธอก้มหน้าลง น้ำเสียงแผ่วเบา ความรู้สึกผิดผุดขึ้นมาในใจอย่างชัดเจน

ตงหยางเห็นว่าน้องสาวเริ่มเศร้า ก็ไม่อยากต่อว่าอีก เขาจึงเปลี่ยนเรื่องสนทนา และพอดีกับที่ได้ยินเสียงรถขับเข้ามาจอดหน้าบ้าน พ่อกับแม่กลับมาถึงพอดี ทั้งสองพี่น้องจึงรีบเดินออกไปต้อนรับ

“สวัสดีครับพ่อ แม่!”

“อ้าว… ตงหยาง มาเมื่อไหร่ลูก?” แม่เอ่ยด้วยความแปลกใจปนดีใจ

“เพิ่งมาสักพักก่อนที่พ่อกับแม่จะถึงบ้านครับ”

“ดีเลย ลูกมาทันเวลา พรุ่งนี้เราจะได้ออกเดินทางพร้อมกัน มาช่วยพ่อขนของหน่อย แม่ลูกซื้อของมาเพียบเลย”

ตงหยางหัวเราะเบา ๆ “แม่ซื้ออะไรเยอะขนาดนี้เนี่ย?”

แม่ยิ้มก่อนจะตอบ “แต่ของยังไม่หมดนะ พรุ่งนี้จะมีแผ่นโซลาร์เซลล์ส่งที่โกดังที่พ่อเช่าไว้ คงมีสักร้อยกว่าแผ่นได้”

ซูเมิ่งรีบพูดขึ้นทันที “ดีเลยค่ะ หนูกำลังกลุ้มเรื่องนี้อยู่พอดี เพราะเงินหมดแล้ว ยังไม่ได้ซื้อแผ่นโซลาร์เซลล์เลย…”

พอพูดถึงเรื่องเงิน สีหน้าของเธอก็หม่นลงทันที

“แล้วพรุ่งนี้ของจะมาถึงกี่โมงคะ? แล้วเราจะออกเดินทางไปบ้านทางเหนือกี่โมง?”

“ของน่าจะมาถึงแต่เช้า พ่อคิดว่าให้เราย้ายของไปเก็บไว้ในมิติก่อน เผื่อเอาไปติดตั้งที่บ้านบนเขา สะดวกดี ว่าแต่มิตินั้นเก็บของเยอะได้ใช่ไหมลูก?”

“ได้ค่ะพ่อ มิติของหนูใหญ่กว่าที่คิดไว้มากเลยค่ะ”

“งั้นก็ดีแล้ว พ่อกับแม่ก็แอบกังวลอยู่ว่าจะเก็บของไม่หมด”

หลังจากทุกคนกลับมาพร้อมหน้า ก็ช่วยกันรับประทานอาหารเย็น จากนั้นต่างคนต่างแยกย้ายไปเก็บของที่ต้องเตรียมไปในวันพรุ่งนี้

พ่อของซูเมิ่งบอกว่าจะพาครอบครัวไปพักที่บ้านบนเขาประมาณเจ็ดวัน เพื่อใช้เวลาติดตั้งแผ่นโซลาร์เซลล์และซ่อมแซมบ้านให้แข็งแรงพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์

ในคืนนั้น ซูเมิ่งเข้าไปในมิติเพื่อสำรวจผลจากการปลูกผักและผลไม้ สิ่งแรกที่เห็นทำให้เธอเบิกตากว้างด้วยความตื่นเต้น ผักและต้นไม้ผลโตขึ้นมากภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง!

‘แค่ไม่กี่ชั่วโมงเองนะ… พรุ่งนี้น่าจะเก็บกินได้แล้วแน่ ๆ นี่มันดีมากจริง ๆ แบบนี้ฉันไม่ต้องกังวลเรื่องอาหารเลย’

เธอตักน้ำจากสระแห่งชีวิตไปรดพืชผลอีกครั้ง แล้วหันไปมองต้นทุเรียนที่ปลูกไว้ด้วยรอยยิ้ม

‘พรุ่งนี้ได้กินทุเรียนแน่นอน!’

เธอรู้สึกตื่นเต้นจนอยากให้ถึงเช้าเร็ว ๆ จากนั้นก็ออกจากมิติ เตรียมของใส่กระเป๋าอย่างเรียบร้อย

‘ทุกอย่างพร้อมแล้ว… นอนได้’

เช้าวันต่อมา พ่อออกจากบ้านแต่เช้ามืดเพื่อไปรับแผ่นโซลาร์เซลล์ ส่วนในครัวก็เริ่มคึกคักเมื่อแม่กำลังเตรียมข้าวกล่องสำหรับเดินทาง

“แม่จะทำข้าวกล่องนะ ซูเมิ่ง มาช่วยแม่หน่อย”

“ผม ๆ! ช่วยด้วยครับแม่!” น้องชายของเธอวิ่งปราดเข้ามาอย่างกระตือรือร้น

“งั้นมาช่วยกันทั้งสองคนเลย ไม่ต้องแย่งกันนะ”

เสียงหัวเราะของแม่ลูกดังไปทั่วครัว บรรยากาศในบ้านอบอวลด้วยความอบอุ่นอย่างแท้จริง

‘นี่แหละ… ความสุขของการที่ยังมีครอบครัวอยู่พร้อมหน้า’

หลังจากเตรียมสัมภาระสำหรับเดินทางไปบ้านบนเขาเรียบร้อยแล้ว ครอบครัวของซูเมิ่งก็ออกเดินทางมุ่งหน้าไปยังโกดังก่อน เพื่อเก็บสิ่งของที่พ่อได้นำมาจัดเตรียมไว้ตั้งแต่เช้า

เมื่อมาถึง พ่อเปิดประตูโกดังเข้าไป และซูเมิ่งก็เริ่มเก็บสิ่งของทั้งหมดเข้าไปในมิติ ทุกคนที่ยืนดูอยู่ถึงกับตะลึงกับภาพตรงหน้า เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาเห็นกับตาว่าการเก็บของเข้ามิตินั้นเป็นอย่างไร

หญิงสาวยิ้มขำกับสีหน้าตกใจของครอบครัว ก่อนที่ทั้งหมดจะออกเดินทางต่อไปยังบ้านบนเขาอย่างเร่งรีบ

ระหว่างทาง รถที่วิ่งสวนกันบนถนนต่างก็ขนของพะรุงพะรัง บ่งบอกได้ชัดว่าผู้คนเริ่มตื่นตัวกับเหตุการณ์ที่รัฐบาลได้แจ้งเตือน ส่วนใหญ่ที่เตรียมตัวได้ดีมักเป็นกลุ่มที่มีฐานะ หรือทำงานในหน่วยงานรัฐ เพราะเข้าถึงข้อมูลได้รวดเร็วกว่าประชาชนทั่วไป ขณะที่อีกหลายคนกลับไม่ได้ให้ความสนใจนัก

เมื่อขับรถมาหลายชั่วโมง ในที่สุดก็เข้าสู่เขตหมู่บ้านใกล้เชิงเขา ซึ่งตอนนั้นเป็นเวลาเย็นแล้ว หมู่บ้านแห่งนี้ดูเจริญและทันสมัย บ้านแต่ละหลังสวยงามและแข็งแรง พื้นที่แถบนี้ยังมีแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติมากมายที่รัฐบาลอนุรักษ์ไว้เพื่อคนรุ่นหลัง

หากมองจากบนเขาลงมา จะเห็นบ้านหรูหลังใหญ่อยู่กระจัดกระจาย เป็นที่พักของเหล่าผู้มีอันจะกิน ส่วนบ้านของครอบครัวซูเมิ่งนั้นเป็นบ้านสองชั้นยกสูง ขนาดหกห้องนอน ตั้งอยู่ในจุดที่สามารถมองเห็นหมู่บ้านทั้งหมู่บ้านได้จากชั้นสอง

เคยมีคนมาขอซื้อบ้านหลังนี้ในราคาสูง แต่พ่อของเธอไม่ยอมขาย เพราะบ้านหลังนี้คือสิ่งเดียวที่พ่อแม่ของเขาทิ้งไว้ให้เป็นมรดก และตั้งใจจะเก็บรักษาไว้เป็นที่ระลึก

เมื่อเข้าบ้าน ทุกคนแยกย้ายกันไปยังห้องพักเพื่อเก็บสัมภาระ อาบน้ำ และลงมาทานอาหารเย็นร่วมกัน

“วันนี้เดินทางกันมาไกล เหนื่อยกันไหม?” แม่ถามพร้อมรอยยิ้มอ่อนโยน

“ไม่เหนื่อยครับแม่ แค่เพลียนิดหน่อย” ตงหยางตอบพลางบิดขี้เกียจเบา ๆ

“ถ้าอย่างนั้น วันนี้ไม่ต้องทำอะไรแล้ว พักผ่อนกันก่อน พรุ่งนี้ค่อยเริ่มสำรวจก็ยังทัน ดีที่แม่จ้างแม่บ้านมาทำความสะอาดไว้หมดแล้ว ไม่อย่างนั้นพวกเราคงต้องเหนื่อยอีกแน่”

“แม่เก่งที่สุดเลย!” ซีซวงรีบประจบแม่ทันที

ซูเมิ่งหันไปล้อเลียน “เด็กขี้ประจบ!”

“แม่ดูสิ พี่แกล้งผมอีกแล้ว!” ซีซวงทำหน้ายู่

แม่ได้แต่หัวเราะ “พอเลย พวกเรา รีบมากินข้าวกันดีกว่า”

แล้วอยู่ดี ๆ ตงหยางก็พูดขึ้นมา “พ่อกับแม่รู้หรือยังว่าซูเมิ่งมีพลังเวทด้วยนะ”

แม่เบิกตาโต “อ้าว! ทำไมยังไม่เล่าให้แม่ฟังเลยล่ะ?”

“ก็ช่วงนี้เรายุ่งกันตลอด หนูเลยลืมค่ะ…” ซูเมิ่งตอบเสียงเบา

จากนั้นเธอก็เล่าเรื่องราวทั้งหมดที่เคยเล่าให้พี่ชายฟัง ให้พ่อ แม่ และน้องชายฟังอีกครั้ง

“เมื่อคืนหนูลองเข้าไปในมิติแล้วค่ะ ผักกับผลไม้โตเร็วมากเลย แต่ยังไม่ได้เข้าไปดูอีกเลย หนูว่าจะเข้าไปวันนี้ แต่ก็ยังไม่มีเวลา”

“งั้นก็ลองเข้าไปดูสิ อาจจะเก็บมากินพรุ่งนี้ได้เลย” ตงหยางแนะนำ

“ถ้าอย่างนั้นหนูขอเข้าไปดูแป๊บนะคะ เผื่อจะได้เก็บมาทำอาหาร”

เธอหายตัวเข้าไปในมิติ ซึ่งตอนนี้ไม่มีใครตกใจแล้ว เพราะเริ่มชินกับการที่เธอวาร์ปเข้าออกเป็นเรื่องปกติ

เมื่อเดินมายังสวนผักในมิติ ซูเมิ่งถึงกับยิ้มออกมาอย่างปลาบปลื้ม ใบหน้าสว่างไสวด้วยความดีใจ ต้นไม้และผักที่ปลูกไว้เริ่มออกผลเต็มต้น ลูกใหญ่ดูน่ารับประทาน ผักก็งอกงามสมบูรณ์พร้อมเก็บเกี่ยว

เธอเลือกเก็บแต่ละอย่างอย่างละนิด เพราะลืมเอาตะกร้ามาด้วย ส่วนผักก็เก็บเท่าที่พอกินภายในวันสองวัน ไม่อยากให้เสียของ

เมื่อเก็บเสร็จ เธออุ้มผลผลิตทั้งหมดไว้ในอ้อมแขนแล้ววาร์ปกลับออกมาทันที

“ทำไมเข้าไปแป๊บเดียวเองล่ะ?” ซีซวงถามอย่างสงสัย

“เวลาในมิติกับข้างนอกไม่เท่ากันน่ะ ข้างในเวลาผ่านไปเร็วมาก แต่ข้างนอกแค่ไม่กี่นาทีเอง”

ทุกคนฟังแล้วต่างพากันอึ้ง นี่เป็นข้อมูลใหม่ที่พวกเขาเพิ่งได้รู้ และต่างเริ่มคิดเหมือนกันว่า ถ้ามีโอกาส ก็อยากจะเข้าไปสัมผัสกับมิติของซูเมิ่งด้วยตัวเองสักครั้ง

เพราะทุกอย่างที่เล่ามานั้น… มันดูเหลือเชื่อเกินกว่าจะเป็นความจริง

“ลูกเอาอะไรออกมาน่ะ”

“นี่ค่ะแม่ ผักกับผลไม้ที่หนูปลูกไว้ในมิติค่ะ” ซูเมิ่งยิ้มอย่างภูมิใจพลางวางของทั้งหมดลงบนโต๊ะให้ทุกคนได้ดู

“โห! ทำไมแตงโมลูกใหญ่ขนาดนี้ล่ะ? อันนี้ทุเรียนใช่ไหม มีลำไยด้วย… รสชาติต้องอร่อยแน่เลย” ซีซวนพูดพลางหยิบผลไม้ขึ้นมากิน

“อร่อยไหม?”

“อร่อยมากเลยพี่ มันชุ่มฉ่ำเต็มปาก กินแล้วรู้สึกเหมือนมีพลังเลยล่ะ”

“พูดเกินจริงอีกแล้วนะเรา”

“ไม่เกินจริงนะพี่ตงหยาง พี่ลองชิมดูสิ พ่อกับแม่ด้วยครับ ลองกินดูครับๆ” ซีซวนยื่นผลไม้ไปให้ทุกคน

ซูเมิ่งหยิบผลไม้มาชิมบ้าง ก่อนจะพูดขึ้นเบา ๆ

“อืม… อร่อยจริง ๆ แถมรู้สึกว่าผลไม้แต่ละลูกมีละอองเวทจาง ๆ ลอยอยู่ด้วย ถ้าใครไม่มีพลังเวทก็คงแค่รู้สึกว่าอร่อยและสดชื่น แต่ถ้าเป็นคนที่มีพลังเวท จะรู้สึกได้ชัดเลยว่าพลังเวทในร่างกายเหมือนได้รับการเติมเต็ม”

ทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าอร่อยและสดชื่นมาก

“เห็นไหมล่ะ บอกแล้วว่าอร่อยจริง ๆ!” ซีซวนพูดพลางยิ้ม

“ผลไม้พวกนี้มีละอองเวทด้วยนะคะ” ซูเมิ่งบอก

“แต่พ่อไม่เห็นอะไรเลย”

“แม่ก็ไม่เห็นเหมือนกัน”

ทุกคนพยักหน้าเห็นตรงกัน แสดงว่าอาจมีเพียงผู้มีพลังเวทเท่านั้นที่สามารถมองเห็นละอองเวทพวกนี้ได้

‘เราจะเอาผลไม้พวกนี้ไปขายได้ไหมนะ?’ ซูเมิ่งคิดในใจ ‘แต่มันก็เสี่ยงเกินไป… แล้วในโลกนี้จะมีคนที่มีพลังเวทเหมือนเราบ้างไหม? หรือจะมีแค่เรา เพราะเรายังมีมิติเลยนี่นา’

“น่าจะมีแค่คนที่มีพลังเวทเท่านั้นถึงจะมองเห็นละอองเวทค่ะ”

“แต่พ่อว่า… เราไม่ควรนำผักผลไม้พวกนี้ไปให้คนอื่นเห็นมากนัก ถ้าลูกมีพลังเวทได้ คนอื่นก็อาจมีได้เหมือนกัน”

คำพูดของพ่อสอดคล้องกับความคิดในใจของซูเมิ่งแทบทุกประการ

“พ่อคะ ห้ามบอกลุงเซียวเอินเด็ดขาดนะคะ ว่าพวกเราจะมาอยู่บ้านนี้”

“ทำไมล่ะลูก? เขาก็เป็นพี่ชายของพ่อ เป็นลุงของลูกนะ” พ่อถามด้วยน้ำเสียงขุ่นนิด ๆ

“ขอร้องนะคะ หนูมีเหตุผลของหนู แล้วสักวันหนึ่งหนูจะอธิบายให้ทุกคนเข้าใจเองค่ะ”

“ได้ พ่อจะรอฟังเหตุผลจากปากลูกแล้วกัน”

พ่อเหมือนจะดื้อ แต่จริง ๆ แล้วเขาไม่ใช่คนหัวแข็ง หากแต่คำว่าพี่น้องยังค้ำคออยู่เท่านั้น

“แม่คะ ผักพวกนี้เก็บไว้ทำอาหารตอนเช้านะคะ ถ้ายังไม่พอ เดี๋ยวหนูจะเก็บเพิ่มให้ค่ะ”

“แค่นี้ก็เยอะมากแล้วล่ะลูก เอาล่ะ กินอิ่มกันแล้วก็ไปนอนกันเถอะ พรุ่งนี้ค่อยคุยกันใหม่”

รุ่งเช้า เสียงตัดต้นไม้ดังมาจากนอกบ้านทำให้ซูเมิ่งสะดุ้งตื่น ‘ใครมาทำเสียงดังแต่เช้าแบบนี้นะ?’ เธอลงมาข้างล่างไม่พบใครเลยเดินออกไปหลังบ้าน

แม่กำลังตัดหญ้าอยู่ ส่วนซีซวนก็ช่วยขนเศษหญ้าไปทิ้ง

“แม่ทำอะไรอยู่น่ะคะ?”

“ก็ตัดหญ้าไงจ๊ะ ตื่นแล้วเหรอ?”

“พี่ตื่นสายเหมือนหมูตัวอ้วนเลย!” ซีซวนแกล้งพูดพลางหัวเราะ

ซูเมิ่งวิ่งไล่ตีซีซวนอย่างหมั่นไส้ ก่อนจะถามหาพ่อ แม่บอกว่าพ่อออกไปตัดต้นไม้หลังบ้าน เธอจึงเดินตามไปดู เห็นพี่ชายกำลังช่วยพ่อเลื่อยต้นไม้ใหญ่ที่ไม่ได้ใช้งาน

หลังจากทักทายพ่อกับพี่ชาย เธอก็กลับเข้าไปอาบน้ำ และเมื่ออาบเสร็จจึงเดินสำรวจบ้านอย่างละเอียด

บ้านหลังนี้สร้างในสไตล์ยุโรป ใช้อิฐแดงเป็นวัสดุหลัก ชั้นบนมีห้องนอนห้าห้อง ชั้นล่างมีหนึ่งห้อง แต่ละห้องมีระบบให้ความร้อนภายใน

ห้องครัวตกแต่งอย่างทันสมัย แข็งแรง มีเตาอบขนมปังที่แม่โปรดปราน ถัดมาเป็นห้องทานอาหารซึ่งมีโต๊ะไม้ขนาดใหญ่และเก้าอี้แปดตัวล้อมรอบ

ถัดไปเป็นห้องรับแขก มีโซฟาและโทรทัศน์สำหรับให้ครอบครัวได้ใช้เวลาร่วมกัน

เมื่อเดินออกไปยังประตูหน้าบ้าน แสงแดดยามเช้าส่องเข้ามาพอดี ทำให้บรรยากาศดูอบอุ่น บ้านหลังนี้ไม่ใช่แค่แข็งแรง แต่ยังเป็นทำเลทองที่ใครเห็นก็อยากเป็นเจ้าของ

‘บ้านหลังนี้… อยู่แล้วรวย’ ซูเมิ่งคิดในใจอย่างภาคภูมิใจ เพราะนี่คือมรดกที่พ่อเก็บไว้ให้ครอบครัว เป็นเครื่องเตือนใจแทนความรักจากปู่ย่าที่จากไปแล้ว

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel