ตอนที่ 5 ปลูกผัก
ซูเมิ่งเปิดตำราออกอย่างระมัดระวัง แต่สิ่งที่เห็นกลับเป็นเพียงหน้ากระดาษเปล่าไร้ลวดลายหรืออักษรใด ๆ
‘ไม่เห็นมีอะไรเลยนี่นา…’ เธอขมวดคิ้วพลางพลิกหน้าหนังสือไปมา
หากในตำราเล่มนี้ไม่มีข้อมูลอะไรจริง ๆ แล้วทำไมท่านเทพจิ้งจอกถึงทิ้งมันไว้ให้? หรือมันอาจมีเงื่อนไขบางอย่างที่ต้องทำก่อนจึงจะเปิดเผยเนื้อหาได้?
‘แปลกจริง… คงต้องรอให้ท่านเทพจิ้งจอกตื่นจากจำศีลก่อน แล้วค่อยถามอีกทีแล้วกัน’
เมื่อยังหาคำตอบไม่ได้ ซูเมิ่งก็วางตำราลงอย่างระมัดระวัง แล้วหันไปสนใจบ้านหลังหนึ่งที่ตั้งอยู่กลางมิติแทน
บ้านหลังนี้ดูเรียบง่าย แต่มีบางสิ่งที่ชวนให้รู้สึกสงบ และเต็มไปด้วยพลังงานบางอย่างที่คล้ายเป็นศูนย์กลางของมิติ เมื่อผลักประตูเข้าไป เธอก็พบว่าของบางส่วนที่เคยซื้อไว้ถูกวางอยู่กลางห้องเรียบร้อยแล้ว
บ้านเป็นชั้นเดียว ปูพื้นด้วยอิฐแดง ดูภายนอกอาจธรรมดา แต่ภายในกลับดูทันสมัยเกินคาด ห้องครัวมีอุปกรณ์ครบครันเหมือนที่บ้านในโลกจริง ห้องน้ำสะอาดและทันสมัยไม่ต่างกัน ที่น่าแปลกใจคือมีห้องนอนถึงห้าห้อง พอดีกับจำนวนสมาชิกในครอบครัวพอดี
‘ไม่รู้ว่ามิตินี้สามารถให้คนภายนอกเข้ามาได้ไหม… ถ้าได้ก็คงดีมากเลย’
หลังจากสำรวจอยู่นาน ความง่วงก็เริ่มเข้ามาแทนที่ เธอคิดว่าควรพักผ่อนก่อน เพราะพรุ่งนี้ยังมีเรื่องให้จัดการอีกมาก
เมื่อออกจากมิติกลับมายังโลกจริง ซูเมิ่งมองนาฬิกาแล้วพบว่า เวลาผ่านไปเพียงสามชั่วโมงเท่านั้น ทั้งที่เธอรู้สึกเหมือนอยู่ในมิตินั้นมาเกือบทั้งวัน
‘ถ้าเราปลูกพืชผักในมิติละก็… คงโตทันกินแน่นอน’ เธอคิดขณะเอนกายนอน และหลับไปด้วยความหวังอันเงียบงันในใจ
รุ่งเช้า เธอใช้ชีวิตตามปกติ พูดคุยกับครอบครัวที่ตื่นกันตั้งแต่เช้า และตกลงกันว่าจะย้ายไปอยู่บ้านเก่าของพ่อที่ปลูกอยู่บนภูเขาทางเหนือ พ่อกับแม่ออกไปซื้อของเพิ่มเติม เพราะแม้ซูเมิ่งจะเตรียมของไว้ล่วงหน้าแล้วบางส่วน แต่แม่ยังมั่นใจว่ายังไม่พอ
วันนี้เธอยังไม่ได้ออกจากบ้าน เพราะทุกคนออกไปกันหมดแล้ว จึงใช้เวลานั่งพักและเช็กข่าวสารที่รัฐบาลประกาศให้ประชาชนรับรู้ ซึ่งเป็นสิ่งที่เธอยังไม่ได้ทำเลยนับตั้งแต่ย้อนเวลากลับมา
‘เราควรเช็กข่าวหน่อย…’
เสียงจากโทรทัศน์ดังขึ้นทันทีที่กดรีโมตเปิด
“ขณะนี้เกิดแผ่นดินไหวในเขตตอนใต้ของเมืองเหมยโจว ขอให้ประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียงอพยพโดยด่วน”
“เกิดพายุฝนตกหนักในเมืองอันชิง ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมในหลายพื้นที่แล้วในขณะนี้”
เสียงรายงานข่าวจากหลายช่องสะท้อนให้เห็นว่าความวุ่นวายกำลังเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ และนั่นทำให้ซูเมิ่งอยากรู้ว่า ผู้คนในสังคมออนไลน์กำลังคิดอย่างไรกับสถานการณ์เหล่านี้ เพราะข่าวบางอย่างก็ไม่ได้ถูกนำเสนอผ่านสื่อหลักเสมอไป
เธอเปิดมือถือเข้าแอปโซเชียล มีข้อความมากมายจากผู้คนในพื้นที่ต่าง ๆ:
สาวน้อย:
“ตอนนี้บ้านฉันมีลูกเห็บตกใส่หลังคา เสียงดังมาก! กลัวสุด ๆ !!!”
ผู้ลึกลับ:
“บ้านฉันก็เริ่มมีลูกเห็บตกเหมือนกัน โลกเรากำลังเกิดอะไรขึ้นเนี่ยย!”
กล้ามใหญ่:
“พวกเธอไม่ได้ยินข่าวจากรัฐบาลเหรอว่าโลกใกล้จะแตกแล้ว! เขาให้เตรียมเสบียงไว้นะ!”
อยากเป็นทหารตามพ่อ:
“>กล้ามใหญ่ พ่อผมก็บอกเหมือนกันครับ ตอนนี้บ้านผมเตรียมของไว้พร้อมแล้ว ขอให้ทุกคนอย่าลืมเตรียมเสบียงนะครับ!”
ผู้ลึกลับ:
“โลกจะแตกจริงเหรอเนี่ย! ฉันกลัววววว!”
มีทั้งความตื่นตระหนก ความกังวล และความไม่เชื่อปะปนกันไป ความคิดเห็นนับร้อยหลั่งไหลในโลกออนไลน์ บางคนเริ่มเตรียมตัว บางคนยังไม่รู้จะเชื่ออะไรดี
ซูเมิ่งวางโทรศัพท์ลง ถอนหายใจเบา ๆ
บ้านที่เธออาศัยอยู่ตอนนี้ ถือเป็นทำเลทองอยู่ใจกลางเมือง ในหมู่บ้านที่เคยสงบ ผู้คนเคยช่วยเหลือกันดี แต่มาวันนี้… ภายใต้สถานการณ์ตึงเครียด ผู้คนเหล่านั้นกลับเริ่มเปลี่ยนไป
‘เฮ้อ… ยิ่งคิดก็ยิ่งเวทนาตัวเองในชาติก่อนจริง ๆ…’
หลังจากดูข่าวสารจากทั้งโทรทัศน์และโซเชียลมีเดียจนแน่ใจแล้วว่าเหตุการณ์ผิดปกติกำลังเริ่มต้นขึ้นจริง ซูเมิ่งก็เตรียมตัวออกจากบ้าน จุดหมายของวันนี้คือร้านขายเมล็ดพันธุ์พืชผักและผลไม้ เธอตั้งใจจะนำไปปลูกในมิติ เพื่อเตรียมเสบียงไว้ใช้ในยามวิกฤติ
ระหว่างที่ขับรถออกจากหมู่บ้าน เธอสังเกตเห็นว่าผู้คนเริ่มตื่นตัวและทยอยออกมาจับจ่ายซื้อของกันมากขึ้น
‘ดูเหมือนว่าผู้คนเริ่มรู้ตัวกันแล้วสินะ…’
ไม่นานนัก ซูเมิ่งก็มาถึงร้านขายเมล็ดพันธุ์ร้านหนึ่ง เป็นร้านเล็ก ๆ ที่ดูอบอุ่น โดยมีคุณตากับคุณยายเจ้าของร้านยืนต้อนรับอยู่หน้าร้าน
เธอเดินเข้าไปข้างใน สัมผัสแรกคือความสะอาดเรียบร้อย ภายในร้านแบ่งโซนเมล็ดผัก ผลไม้ และสมุนไพรไว้อย่างเป็นระเบียบ
“สวัสดีจ้าหนู สนใจเมล็ดพันธุ์แบบไหนบอกยายได้นะ ยายจะได้ไปหยิบให้” คุณยายเจ้าของร้านทักด้วยรอยยิ้มใจดี
“ถ้าหนูอยากได้สินค้าทุกอย่างที่มีในร้านนี้ ยายคิดราคาเท่าไหร่คะ?”
คุณยายเลิกคิ้วอย่างประหลาดใจ “ทุกอย่างเลยหรือ? จะเอาไปปลูกหมดเลยเหรอจ๊ะ?”
“ค่ะ ที่บ้านหนูทำสวนหลายรูปแบบ หนูตั้งใจจะซื้อเก็บไว้ใช้ จะได้ไม่ต้องออกมาซื้อบ่อย ๆ”
“เข้าใจแล้วจ้ะ งั้นรอสักครู่นะ เดี๋ยวยายจัดของให้”
หลังจากนั้นไม่นาน คุณยายก็หอบถุงเมล็ดพันธุ์มาวางเรียงตรงหน้า
“นี่จ้ะ ของที่หนูต้องการ พอไหม?”
“พอแล้วค่ะ ยายคิดทั้งหมดเท่าไหร่คะ?”
“ห้าพันหยวนจ้ะ ยายแยกถุงไว้ให้นะ ทั้งผัก ผลไม้ แล้วก็สมุนไพร ให้หนูหยิบง่าย ๆ”
“ขอบคุณมากค่ะ เดี๋ยวหนูเดินไปใส่ของที่รถเอง ไม่ต้องลำบากยาย”
“ถ้าไม่พอ ก็มาซื้อที่ร้านยายอีกได้นะจ๊ะ” คุณยายส่งยิ้มอบอุ่นให้ ซูเมิ่งกล่าวขอบคุณและอำลาคุณยาย ก่อนจะเก็บของทั้งหมดเข้าไปในมิติอย่างแนบเนียน
เพราะภารกิจของเธอยังไม่จบ ยังมีสิ่งสำคัญอีกอย่างที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อการใช้ชีวิตในวันสิ้นโลก
เธอมุ่งหน้าไปยังเขตอุตสาหกรรมแห่งหนึ่ง จุดหมายคือโรงงานผลิตเครื่องละลายหิมะ แม้ตอนนี้จะยังไม่มีใครสนใจสินค้าประเภทนี้ แต่สำหรับเธอแล้ว มันจำเป็นมากในอนาคต
เมื่อขับรถมาถึงหน้าโรงงาน ซูเมิ่งก็ลงไปสอบถามกับยามที่เฝ้าทางเข้า ด้วยความที่เธอต้องการซื้อจำนวนมาก การติดต่อกับโรงงานโดยตรงจะได้ราคาถูกกว่าการซื้อผ่านร้านค้า
หลังจากยามแจ้งเรื่องให้ผู้จัดการทราบ ไม่นานนัก ชายร่างสูงในชุดสูทเรียบร้อยก็เดินออกมาต้อนรับเธอด้วยรอยยิ้ม
“สวัสดีครับ ผมชื่อหลีเนี่ยนเจิน เป็นผู้จัดการโรงงานผลิตเครื่องละลายหิมะ ยินดีต้อนรับครับ”
“สวัสดีค่ะ ฉันชื่อเซียวซูเมิ่ง วันนี้ฉันสนใจจะซื้อเครื่องละลายหิมะจำนวนมาก ไม่ทราบว่าหากซื้อเยอะ จะมีส่วนลดไหมคะ?”
ผู้จัดการยิ้มกว้างทันที “แน่นอนครับคุณเซียว หากซื้อในปริมาณมาก ทางเราจะมีส่วนลดพิเศษให้แน่นอน ไม่ทราบว่าคุณต้องการกี่เครื่องครับ?”
“หนึ่งร้อยเครื่องค่ะ”
เธอพูดด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ ไม่ต่อรองใด ๆ ปล่อยให้ฝั่งโรงงานเป็นฝ่ายเสนอราคาเอง
หลีเนี่ยนเจินดีใจอย่างเห็นได้ชัด นี่อาจเป็นดีลใหญ่ที่สุดในรอบเดือน
“ปกติราคาขายส่งของเราอยู่ที่เครื่องละหนึ่งพันหยวนครับ แต่สำหรับคุณเซียว ทางเรายินดีลดให้เหลือเครื่องละห้าร้อยหยวนครับ เป็นราคาพิเศษสำหรับลูกค้ารายใหญ่เช่นคุณ”
ราคานี้ถือว่าถูกมากกว่าท้องตลาดมาก ซูเมิ่งพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
“ตกลงค่ะ ฉันขอให้คุณจัดส่งสินค้าทั้งหมดไปที่โกดังตามที่อยู่ในกระดาษนี้นะคะ”
เธอยื่นแผ่นกระดาษที่เขียนที่อยู่โกดังของเพื่อนให้ แน่นอนว่าเธอไม่อยากให้ใครเห็นว่าเก็บของจำนวนมากไว้ที่บ้าน จึงต้องระวังให้รอบคอบ
เธอเซ็นสัญญาซื้อขาย พร้อมจ่ายเงินมัดจำครึ่งหนึ่งเป็นจำนวน 25,000 หยวน และจะจ่ายอีกครึ่งเมื่อสินค้าถึงโกดัง
“เรียบร้อยแล้วนะคะ ถ้าอย่างนั้นฉันขอตัวกลับก่อน”
“ขอบคุณครับ คุณซูเมิ่ง ให้ผมเดินไปส่งไหมครับ?” ผู้จัดการยื่นนามบัตรให้ด้วยท่าทางนอบน้อม “หากคุณสนใจสินค้าของเราหรือมีอะไรเพิ่มเติม ติดต่อผมโดยตรงได้เลยครับ”
ซูเมิ่งรับนามบัตรไว้ แล้วยิ้มตอบ “ถ้าฉันต้องการซื้ออีก จะนึกถึงโรงงานของคุณหลีก่อนแน่นอนค่ะ… เรียกฉันว่าซูเมิ่งก็ได้ค่ะ คุณหลีเนี่ยนเจิน”
“ถ้าอย่างนั้น เรียกผมว่าเนี่ยนเจินก็ได้ครับ คุณซูเมิ่ง”
หลังจากพูดคุยกันเสร็จ ทั้งสองก็แยกย้ายไปทำหน้าที่ของตนเอง ซูเมิ่งเองก็ต้องกลับบ้านเพื่อเตรียมตัวเดินทางไปบ้านพักของครอบครัวที่ตั้งอยู่บนภูเขาทางเหนือ
เมื่อขับรถกลับถึงบ้านแล้ว เธอลงจากรถและเดินเข้าบ้าน ทว่าภายในยังเงียบสงัด ไม่มีใครกลับมาเลย
ในช่วงเวลาที่อยู่คนเดียว ซูเมิ่งนั่งลงบนโซฟาแล้วหยิบสมุดบัญชีขึ้นมาตรวจสอบเงินที่เหลืออยู่… ตอนนี้เธอมีเงินไม่มากนัก รู้สึกจนขึ้นมาทันที
‘อยากมีเงินเยอะ ๆ จังเลย…’
ระหว่างที่คิด เธอก็นึกถึงเมล็ดพันธุ์ที่เพิ่งซื้อมาในวันนี้
‘เอาไปปลูกในมิติดีกว่า อย่างน้อยก็ประหยัดค่าอาหารในอนาคตได้’
เมื่อเข้าสู่มิติ เธอมุ่งหน้าไปยังพื้นที่ว่างริมแม่น้ำ จากนั้นลองใช้พลังเวทในร่างกายเค้นออกมาเพื่อขุดดิน ทว่าแรงเวทที่ใช้ได้กลับมีเพียงเล็กน้อย แค่ขุดหน้าดินได้บางจุดก็เหนื่อยล้าอย่างรวดเร็ว
‘ร่างกายฉันยังอ่อนแอเกินไปจริง ๆ… คงต้องเริ่มออกกำลังกายแล้วล่ะ’
ซูเมิ่งเดินกลับไปที่บ้านในมิติ แล้วเข้าไปยังห้องเก็บของ ข้างในมีอุปกรณ์ทำการเกษตรครบครัน ทั้งจอบ เสียม และบัวรดน้ำ
เธอหยิบจอบและบัวรดน้ำออกมา เริ่มพรวนดินอย่างตั้งใจ ดินในมิติร่วนซุยและเปี่ยมด้วยพลัง เหมาะแก่การปลูกพืชสมุนไพรอย่างยิ่ง
‘ดินดีขนาดนี้ แต่ฉันกลับปลูกสมุนไพรไม่เป็น น่าเสียดายจริง ๆ’
เมื่อหน้าดินพร้อมแล้ว เธอเลือกเมล็ดพืชบางชนิดมาลงแปลง ได้แก่ คะน้า แตงกวา ฟักทอง และมะเขือ
‘ปลูกแค่นี้ก่อนก็แล้วกัน’
ซูเมิ่งลงมือปลูกผักแต่ละชนิดอย่างละสองแถว แล้วรดน้ำให้ต้นกล้า ก่อนมองไปรอบ ๆ พื้นที่กว้างสุดสายตาในมิติแห่งนี้ เธอประเมินว่าไม่น่าต่ำกว่าร้อยไร่เลยทีเดียว
‘พื้นที่เยอะขนาดนี้… ปลูกผลไม้ด้วยก็น่าจะดีนะ ขาดผลไม้ไม่ได้ เพราะฉันชอบกินผลไม้มาก’
ริมแม่น้ำจึงกลายเป็นสวนผลไม้ย่อม ๆ เธอลงมือปลูกแตงโม องุ่น สตรอว์เบอร์รี เงาะ ทุเรียน และลำไย ผลไม้ที่เธอชอบที่สุดจากประเทศไทย
‘อร่อยทั้งนั้นเลย… ปลูกไว้เยอะ ๆ หน่อยดีกว่า’
รอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้าของเธอโดยไม่รู้ตัว แม้จะเหนื่อย แต่ความสุขที่ได้ลงมือทำอะไรด้วยตัวเองก็ชวนให้หัวใจอบอุ่น
เมื่อปลูกทุกอย่างเรียบร้อย เธอเดินไปตักน้ำจากบ่อน้ำข้างต้นท้อเวทชีวิต แค่ได้ยืนใกล้ ๆ ก็รู้สึกสดชื่นอย่างบอกไม่ถูก
เธอตักน้ำขึ้นมาดื่มหนึ่งอึก ความเหนื่อยล้าทั้งหมดก็จางหายไปทันที
‘น้ำนี้… วิเศษจริง ๆ สมกับที่เทพจิ้งจอกบอกไว้’
เธอจึงตัดสินใจรดผักและผลไม้ที่ปลูกไว้ด้วยน้ำแห่งชีวิต แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นก็ทำให้ต้องเบิกตากว้าง ต้นกล้าที่ยังไม่พ้นวันเริ่มมีใบอ่อนโผล่ขึ้นอย่างรวดเร็ว!
‘วิเศษจริง ๆ…!’
ทันใดนั้น เสียงเตือนบางอย่างจากระบบของมิติแจ้งว่า มีคนเดินเข้ามาในบ้าน เธอรีบออกจากมิติทันที
คนแรกที่เห็นไม่ใช่พ่อแม่อย่างที่คิดไว้ แต่กลับเป็นพี่ชายของเธอ เซียวตงหยาง
เขาหายหน้าไปนานมาก ซูเมิ่งจึงเดาได้ทันทีว่าแม่คงโทรตามพี่ชายกลับบ้านแน่นอน
ตงหยางชะงักไปครู่หนึ่ง เมื่อเห็นน้องสาวปรากฏตัวต่อหน้าเขาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย เขาเชื่อทันทีว่าสิ่งที่แม่เล่าเป็นความจริง มิติ… พลังเวท… ไม่ใช่แค่เรื่องเพ้อฝัน
“อ้าว! พี่ตงหยางเองเหรอ ฉันนึกว่าเป็นพ่อกับแม่ซะอีก”
“แล้วพ่อกับแม่ไปไหนล่ะ? พี่ไม่เห็นรถท่านจอดอยู่เลย”
“แม่บอกว่าจะออกไปซื้อของเตรียมไว้สำหรับวันสิ้นโลกน่ะ แล้วพี่ล่ะ กลับมาทำธุระอะไรหรือเปล่า?”
“แม่โทรมาบอกว่าอยากให้พี่กลับมาช่วยดูบ้านบนภูเขาด้วยกัน พี่เลยลางานทันที แล้วก็รีบกลับมา นอกจากนี้… พี่ก็อยากรู้ด้วยว่าน้องสาวพี่นี่มีมิติจริง ๆ อย่างที่แม่พูดหรือเปล่า”
ซูเมิ่งยิ้มบาง แล้วแบมือออก ใช้จิตกำหนดเรียกพลังเวท
แสงสีเขียวอ่อนค่อย ๆ ลอยขึ้นจากฝ่ามือ
“แน่นอนสิ… ว่าฉันมีมิติ แล้วก็มีนี่ด้วยนะ…”
