บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 7 ตำราอักขระ

หลังจากที่ทุกคนจัดการธุระส่วนตัวเสร็จเรียบร้อย พ่อก็แจ้งว่าจะมีช่างเข้ามาติดตั้งแผงโซล่าเซลล์ในวันนี้ แม่จึงตั้งใจจะเตรียมอาหารไว้ต้อนรับช่าง กริ๊ง ๆ… กริ๊ง ๆ… เสียงออดหน้าบ้านดังขึ้น

“ใครมา? ช่างมาติดตั้งหรือเปล่า ไปดูหน่อยสิ ซีซวง”

“ช่างมาแล้วแม่ จะให้เขาติดตั้งตรงไหน?”

“สวัสดีครับ พวกผมเป็นทีมงานติดตั้งแผงโซล่าเซลล์จากบริษัทที่คุณเซียวกังติดต่อไว้น่ะครับ”

“พ่อ ๆ มาดูหน่อยสิ จะให้ช่างติดตั้งตรงไหน”

“ติดตั้งที่หลังคาทั้งหมดเลยนะครับ แล้วบริษัทคุณรับเฉพาะงานติดตั้งแผงโซล่าเซลล์อย่างเดียวหรือเปล่า หรือมีรับงานอื่นด้วย?”

“เรายังมีบริการทำเรือนกระจกและกำแพงบ้านด้วยครับ”

“ผมสนใจอยากทำกำแพงรอบบ้านให้แข็งแรงมากขึ้น พอจะมีแบบให้ดูไหม?”

“มีครับ ทั้งแบบอิฐ อลูมิเนียม และแบบเหล็ก ที่ทนทานที่สุดคือแบบเหล็กครับ แต่ส่วนมากลูกค้านิยมทำเป็นอิฐ ไม่ทราบคุณเซียวกังสนใจแบบไหน?”

“ผมอยากได้แบบเหล็ก พอจะติดตั้งได้เมื่อไหร่?”

“ขออนุญาตสอบถามทางบริษัทก่อนนะครับ”

หลังจากพูดคุยกันเรียบร้อย ช่างแต่ละคนก็แยกย้ายกันไปเริ่มงานติดตั้งแผงโซล่าเซลล์ ส่วนหัวหน้าช่างกำลังติดต่อบริษัทเรื่องรั้วที่พ่อสนใจ

“ซูเมิ่ง มาช่วยแม่ทำกับข้าวหน่อย ไม่ต้องไปดูเขาหรอก”

“ได้ค่ะ!”

ในครัววันนี้มีทั้งแกง ผัดผัก และเนื้อสารพัดอย่าง ซูเมิ่งช่วยแม่เตรียมอาหารอย่างขะมักเขม้น พร้อมแอบเติมน้ำจากในมิติลงไปในอาหารแต่ละจาน หวังให้ทุกคนสดชื่นและหายเหนื่อย พอช่วยเสร็จ เธอก็ปล่อยให้พ่อ พี่ชาย และซีซวงดูแลเรื่องช่างไปตามลำพัง

ว่าง ๆ ก็เลยตั้งใจจะเข้าไปดูพืชผักผลไม้ในมิติ ผลไม้ที่ปลูกไว้ยังคงสดใหม่ สีสันน่ารับประทาน ไม่มีร่องรอยของการเน่าเสียแม้แต่น้อย ‘ถ้าไม่มีคนเก็บ ก็คงค้างอยู่แบบนี้ไปอีกนาน’ เธอบ่นในใจ แล้วก็รู้ตัวว่าลืมตะกร้าอีกแล้ว

‘ลองไปดูในบ้านก่อน เผื่อจะเจอสักใบ’

ระหว่างเดินไปยังห้องเก็บของ สายตาเหลือบไปเห็นตำราที่ท่านเทพจิ้งจอกเคยให้ไว้ วางอยู่บนโต๊ะ เธอคิดว่าตัวเองเคยเก็บมันไว้แล้วเสียอีก จึงหยิบติดมือมาด้วยระหว่างจะไปหาตะกร้า

ในห้องเก็บของมีตะกร้าใบหนึ่งวางอยู่บนชั้นสูง เธอมองซ้ายมองขวาแล้วเจอกับเก้าอี้ไม้ตัวเล็ก ๆ ตั้งอยู่ใกล้ ๆ จึงยกมาวางไว้ตรงหน้าชั้นและค่อย ๆ ปีนขึ้นไป

‘ใครกันนะ เอาตะกร้าไปเก็บไว้สูงขนาดนี้!’ เธอบ่นในใจ

ซูเมิ่งยืนบนเก้าอี้แล้วยืดตัวสุดแขน เอื้อมคว้าตะกร้าอย่างระมัดระวัง “อีกนิด… อีกนิดเดียวก็จะถึงแล้ว…” แต่ทันใดนั้น ขาเก้าอี้กลับหักลงโดยไม่ทันตั้งตัว

ร่างเล็กตกกระแทกลงพื้นอย่างแรง มือข้างหนึ่งฟาดกับขาเก้าอี้จนเลือดไหล และหยดเลือดนั้นก็ตกลงไปบนตำราที่วางอยู่พอดี แสงเรืองรองพลันสว่างวาบขึ้นมาชั่วขณะ

แต่ซูเมิ่งมัวแต่ตกใจและเจ็บตัวจนไม่ได้สังเกตอะไรเป็นพิเศษ

‘โอ๊ย! เจ็บชะมัด เจ้าเก้าอี้บ้าบอนี่!’ เธอบ่นพึมพำ พร้อมลุกขึ้นมาปัดฝุ่นและเก็บตำรา รวมถึงตะกร้าเจ้าปัญหาไปด้วย

เมื่อตั้งสติได้แล้ว เธอก็นำตะกร้าไปเก็บผักผลไม้ที่สุกงอมในมิติ เตรียมเอาไปแบ่งให้ช่างที่ทำงานมาทั้งวัน

‘แค่นิดหน่อย คงไม่เป็นไรหรอกนะ’

พอเดินออกมาจากมิติได้ เธอเพิ่งรู้ตัวว่าเผลอถือเอาตำราติดมือมาด้วย จึงวางไว้บนเตียงก่อน แล้วจึงเดินออกไปพร้อมตะกร้า

“ถืออะไรออกมาน่ะ” แม่ถาม

“เป็นผักกับผลไม้ในมิติค่ะ เอามาให้ช่างชิมดูนิดหน่อย พอให้เขากินได้ใช่ไหมคะ?”

“ถ้าแบ่งกันกินไม่เยอะ ก็ไม่เป็นไรหรอก”

“แล้วติดตั้งแผงโซล่าเซลล์เสร็จหรือยังคะ?”

“ใกล้เสร็จแล้ว เหลือเก็บงานอีกนิดหน่อยจ้ะ”

“นี่ก็เที่ยงกว่าแล้ว เอาอาหารไปให้ช่างด้วยนะ แล้วเรียกพ่อกับทุกคนเข้ามากินข้าวพร้อมกัน” แม่เอ่ยพลางจัดแจงกับข้าวในครัว

ซูเมิ่งพยักหน้ารับคำ ก่อนจะยกถาดอาหารที่เตรียมไว้พร้อมตะกร้าผลไม้ เดินออกไปยังจุดที่ช่างกำลังทำงานกันอยู่

“ถืออะไรมาน่ะเรา” พี่ชายเอ่ยถามเมื่อเห็นน้องเดินเข้ามา

“เอาอาหารกลางวันมาให้ทุกคนค่ะ”

“ขอบคุณมากนะครับ เกรงใจจังเลย” หนึ่งในช่างพูดพร้อมรอยยิ้มจริงใจ

“นี่เป็นผลไม้ค่ะ ลองทานดูนะคะ” เธอยื่นตะกร้าผลไม้ให้ ช่างแต่ละคนรับไว้ด้วยความยินดี

“กินได้เต็มที่เลยนะครับ บ้านผมซื้อมาเยอะ ถ้ากินไม่หมดก็เอากลับบ้านได้เลย” พ่อพูดเสริม

“ขอบคุณมากเลยครับ แค่นี้ก็รู้สึกเกรงใจมากแล้ว” หัวหน้าช่างตอบกลับก่อนเสริมว่า “ส่วนเรื่องรั้วที่คุณเซียวกังอยากทำ ทางโรงงานเรามีของพอดี พรุ่งนี้พวกผมจะเข้ามาเริ่มงานให้ครับ”

“ดีเลยครับ ผมอยากให้รั้วเสร็จเร็ว ๆ พอจะเพิ่มคนได้ไหม? ครอบครัวผมจะต้องกลับบ้านกันเร็ว ๆ นี้”

“ถ้าอย่างนั้นเพิ่มอีกสองคนดีไหมครับ รวมกับทีมวันนี้ก็เป็นห้าคน น่าจะเพียงพอสำหรับทำให้เสร็จภายในสองวัน”

“แบบนั้นก็ดีเลย ขอแค่งานออกมาทนทานต่อทุกสภาพอากาศก็พอครับ”

หลังจากคุยกันเสร็จ เซียวกังจึงเดินกลับเข้ามากินข้าวกับครอบครัว พร้อมแจ้งข่าวว่าพรุ่งนี้ช่างจะเริ่มลงมือทำรั้ว

“คุณเซียวกังครับ พวกผมติดตั้งแผงโซล่าเซลล์เสร็จเรียบร้อยแล้ว เดี๋ยวพวกผมขอกลับก่อน ขอบคุณมากนะครับสำหรับอาหารและผลไม้ โดยเฉพาะผลไม้ อร่อยมากจริง ๆ ผมไม่เคยกินอะไรแบบนี้มาก่อนเลย”

พ่อเพียงยิ้มรับ พร้อมตอบว่า “ซื้อมาจากที่อื่นน่ะครับ”

แม่หยิบผลไม้ใส่ถุงเล็ก ๆ แจกให้ช่างแต่ละคนคนละถุง “ซื้อมาเยอะ กลัวจะกินไม่ทัน เสียดายถ้าเน่าเสีย เอาไปแบ่งกันกินเถอะนะ”

ช่างแต่ละคนรับของด้วยความขอบคุณ จากนั้นก็ขับรถออกไป

“เจ้าของบ้านนี้ดีมากเลยนะหัวหน้า เลี้ยงข้าวแล้วยังแจกผลไม้อร่อย ๆ ให้พวกเรากลับบ้านอีก”

“นั่นสิ กินแล้วรู้สึกสดชื่นเลย ความเหนื่อยจากงานเหมือนหายไปหมด”

“พรุ่งนี้ผมจะลองถามคุณเซียวกังดู ว่าซื้อผลไม้พวกนี้จากไหน เผื่อวันหลังอยากกินจะได้ตามไปซื้อบ้าง”

แม้จะได้ผลไม้เป็นของตอบแทนไปแล้ว แต่ทุกคนก็คิดเหมือนกันว่า อยากรู้แหล่งที่มาของผลไม้พิเศษนี้ให้ได้

ซูเมิ่งกลับเข้าห้อง เห็นตำราที่มีรอยเลือดของตนยังวางอยู่บนเตียง เธอหยิบมันขึ้นมาเปิดดู และต้องตกใจเมื่อเห็นตัวอักษรที่ตอนแรกไม่มี กลับปรากฏขึ้นมาบนหน้ากระดาษ

เมื่อมือสัมผัสกับตัวหนังสือ เหล่าอักขระที่เคยสงบนิ่งกลับลอยขึ้นจากหน้ากระดาษ แล้วพุ่งเข้าสู่ศีรษะของเธอด้วยความเร็วสูง ข้อมูลมหาศาลไหลทะลักเข้ามาในสมอง

‘นี่มันภาษาอะไร? แล้วทำไมเราถึงอ่านออก เข้าใจได้อย่างง่ายดาย?’

ก่อนที่เธอจะได้ตั้งสติ ภาพของท่านเทพจิ้งจอกก็ปรากฏขึ้นในหัวอย่างชัดเจน

“ท่านเทพจิ้งจอก สิ่งนี้คืออะไร? ตัวหนังสือพวกนี้ทำไมถึงทิ้งไว้ให้ข้า แล้วมันคือตำราเกี่ยวกับอะไรกันแน่?”

“ใจเย็น ๆ ก่อน ค่อย ๆ ถาม” เทพจิ้งจอกกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ที่ข้ามาปรากฏให้เห็น ก็เพื่อจะอธิบายเรื่องนี้ให้เจ้าฟัง ว่าตำราเล่มนี้คืออะไรและใช้ทำอะไรได้บ้าง ถ้าเจ้าเห็นข้าได้ในตอนนี้ แปลว่าเจ้ากลายเป็นผู้ครอบครองตำราอย่างสมบูรณ์แล้ว

ตัวหนังสือที่เจ้าได้รับสืบทอดมานั้น เรียกว่า ตำราอักขระ ซึ่งสามารถสืบทอดได้เฉพาะผู้สร้างเท่านั้น ตอนที่ข้าจากไป ข้ายังไม่มีพลังพอจะอธิบายทั้งหมด จึงได้ฝากจิตวิญญาณส่วนหนึ่งไว้ในตำราเล่มนี้”

“แล้วมันทำอะไรได้บ้างล่ะ ท่านเทพ?”

“ลองอ่านสิ่งที่อยู่ในหัวเจ้าดู แล้วเจ้าจะเข้าใจมันเอง ข้าขอลาแล้ว ไม่นานจากนี้ พวกข้าจะกลับมาหาเจ้าอีกครั้ง”

“เดี๋ยว! ท่านเทพจิ้งจอก… ท่านจากไปอีกแล้ว…”

ซูเมิ่งถอนหายใจ แม้ในใจจะยังคงสับสน แต่ก็มั่นใจว่าสิ่งนี้ต้องมีประโยชน์กับตนแน่นอน

เธอเริ่มตั้งจิต ตรวจสอบข้อมูลอักขระที่เพิ่งได้รับมา ความเข้าใจไหลเข้าสู่จิตใจอย่างเป็นธรรมชาติ แค่ตั้งสมาธิให้มั่น ก็สามารถร่างอักขระออกมาได้ทันที

อาคมหลายร้อยชนิดลอยวนอยู่ในหัว สิ่งแรกที่เธอต้องการมากที่สุดในตอนนี้คือ อักขระวาร์ป ที่จะพาเธอทะลุมิติได้ และ อักขระป้องกัน ที่จะช่วยคุ้มครองครอบครัว หากสามารถสร้างเกราะเวทได้แข็งแรงพอ ก็อาจไม่จำเป็นต้องพึ่งรั้วเหล็กอีกเลย…

การจะสร้างอักขระแต่ละชนิดขึ้นมาได้นั้น จำเป็นต้องอาศัยพลังเวทที่แข็งแกร่งกว่าที่เป็นอยู่ หากไม่มีกำลังภายในที่เพียงพอ อักขระก็จะไร้พลัง และไม่มีประโยชน์อันใดเลย ของวิเศษมักมากับเงื่อนไขที่ยากเสมอ เธอจึงตั้งใจว่า หากจัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว จะหันมาเพิ่มพลังให้ตัวเองอย่างจริงจัง และเมื่อท่านเทพจิ้งจอกตื่นจากการจำศีลเมื่อใด เธอจะให้พี่ชายได้ลองลิ้มรสผลท้อเวทชีวิตเป็นคนแรก

หลังจากใช้เวลาศึกษาและทำความเข้าใจกับอักขระที่ได้รับถ่ายทอดมาอีกระยะ ซูเมิ่งก็พักจากการเรียนรู้ชั่วคราว สิ่งที่อยากทำในตอนนี้คือการทดลองเลี้ยงสัตว์ในมิติส่วนตัว เธอวางแผนไว้แล้วว่าจะเลี้ยงไก่ วัวนม และหมู ถึงแม้จะไม่ชอบกลิ่นของหมูเท่าไหร่เพราะมันเหม็นมาก แต่ก็อยากลองดู เธอจึงตั้งใจจะค้นหาว่าภายในมิติพิเศษนี้สามารถแยกพื้นที่เพื่อเก็บกลิ่นได้หรือไม่

ก่อนนอนทุกคืน ซูเมิ่งจะไม่พลาดที่จะเปิดเช็กข่าวสารในอินเทอร์เน็ต ภาพจากชาติที่แล้วฉายชัดในความคิด ภัยพิบัติน้ำท่วมรุนแรงเป็นลำดับแรกในหายนะวันสิ้นโลก น้ำจะไหลบ่าท่วมพื้นที่ทั่วประเทศ ผู้คนล้มตายและอดอยากในวันเดียวกัน ช่วงนี้หลายพื้นที่เริ่มมีฝนตกหนัก ติดต่อกันหลายวัน จนรัฐบาลต้องส่งอาหารและเครื่องดื่มไปช่วยเหลือ แม้ตอนนี้ยังสามารถจัดการได้อยู่ แต่หากน้ำท่วมใหญ่มาถึงเมื่อไหร่ ความช่วยเหลือคงไม่ทันการณ์แน่นอน

อีกไม่นาน พี่ชายของพ่อจะมาขออาศัยอยู่ด้วยที่บ้านหลังนี้ ซูเมิ่งรู้ดีว่าต้องเร่งเพิ่มพลังให้เร็วที่สุด เพื่อจะได้ช่วยเหลือครอบครัวได้เมื่อถึงเวลา

เมื่อช่างสร้างรั้วและสมาชิกในครอบครัวจัดการทุกอย่างที่บ้านหลังนี้เรียบร้อย ก็ลงความเห็นกันว่าจะเดินทางกลับในทันที เพราะฝนที่ตกหนักติดต่อกันเริ่มส่งผลกระทบต่อการเดินทางในหลายพื้นที่

“เก็บของหมดหรือยัง?” แม่ถามพลางมองรอบ ๆ

“เก็บหมดแล้วค่ะ” ซูเมิ่งตอบ พร้อมกับเสียงพี่ชายและน้องชายที่พูดเสริม “เรียบร้อยครับ”

“ตงหยาง ลูกจะกลับวิทยาลัยเลยไหม?”

“ครับ ผมตั้งใจจะกลับเลย ยังมีอีกหลายอย่างที่ต้องจัดการ”

“ดีแล้ว ถ้าเกิดอะไรขึ้นที่บ้าน หรือในประเทศนี้จริง ๆ แม่ก็อยากให้ลูกกลับมาอยู่กับครอบครัวนะ”

“ครับ ผมจะกลับไปคิดดูอีกที” ตงหยางตอบด้วยน้ำเสียงนิ่ง

ซูเมิ่งเพิ่งสังเกตชัดว่าพี่ชายแตกต่างจากตนอย่างสิ้นเชิง ทั้งที่อายุห่างกันแค่สามปี เขาเป็นคนพูดน้อย หน้าตาดี ตาชั้นเดียวดูคมเข้ม สวมแว่นหนาอย่างกับคนแก่เรียน จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีแฟน เสียดายความหล่อเสียจริง

เมื่อพี่ชายเห็นว่าน้องสาวกำลังจ้องเขาอยู่ ก็ปรายตามาดุใส่ ซูเมิ่งเบ้ปากใส่ในใจ ‘นึกว่าจะกลัวเหรอ เชอะ กลัวก็ได้… เห็นว่าเป็นพี่หรอกนะ ถึงยอมให้แค่ครั้งนี้’

หลังพูดคุยกันเสร็จเรียบร้อย ทุกคนขึ้นรถตรวจดูสัมภาระให้เรียบร้อยก่อนออกเดินทางกลับบ้าน เพราะใช้เวลานานกว่าจะถึง และฝนที่ตกหนักทำให้บางเส้นทางถูกปิด ครอบครัวจึงต้องขับอ้อม ใช้เส้นทางที่ไกลกว่าเดิม สภาพแวดล้อมสองข้างทางดูแย่ลงกว่าตอนขามา น้ำเริ่มท่วมในหลายพื้นที่ กลิ่นความวุ่นวายเริ่มปะปนมากับสายลม

แต่ไม่มีใครพูดอะไร… ต่างเพียงแค่หวังว่าจะกลับถึงบ้านอย่างปลอดภัย ก่อนที่พายุลูกใหญ่จะถาโถมมาถึง

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel