ตอนที่ 4 สัตว์เทพ
“ใคร… ใครเรียกข้า ใครกันที่ปลุกข้าขึ้นมา… มิตินี้มีเจ้าของคนใหม่แล้วหรือ?”
“เจ้าถามใครล่ะ? ถามข้าก็เปล่าประโยชน์ เพราะข้าเองก็เพิ่งตื่นพร้อมกับเจ้านี่แหละ!”
“ใครถามเจ้ากัน เจ้าหมาโง่!”
“ถ้าข้าโง่ เจ้าก็โง่เหมือนกันนั่นแหละ เพราะพวกเราคือตัวเดียวกัน!”
“ข้าไม่อยากคุยกับเจ้าแล้ว เสี่ยวปิง!”
“ข้าก็ไม่อยากพูดกับเจ้าเหมือนกัน เสี่ยวเฟิง!”
เสียงโต้เถียงดังออกมาจากสัตว์ตัวหนึ่งที่มีสองหัว มันคือจิ้งจอกสีขาวลายฟ้าที่มีลำตัวเปล่งประกายราวกับมีสายฟ้าไหลผ่านอยู่ตลอดเวลา พร้อมด้วยเก้าหางที่พลิ้วไหวอย่างสง่างาม
“หรือว่ามิตินี้จะมีเจ้าของคนใหม่จริง ๆ? ถ้าเป็นเช่นนั้น เราต้องไปตรวจสอบให้แน่ชัดว่าเจ้าของคนใหม่ได้ปรากฏตัวแล้วหรือยัง”
เสี่ยวปิงกับเสี่ยวเฟิงเดินเคียงกันไปตามทางในมิติ มุ่งหน้าไปยังบ้านหลังหนึ่งที่ตั้งอยู่กลางพื้นที่
“บรรยากาศในมิติยังคงเหมือนเดิมเลยนะ เสี่ยวปิง”
“แน่นอนสิ… อากาศแบบนี้หาไม่ได้จากโลกภายนอก สดชื่น เต็มไปด้วยพลังเวท มันช่างดีเหลือเกิน เสี่ยวเฟิง”
“ไม่รู้ว่าผลเวทสีรุ้งจะสุกแล้วหรือยัง หลังจากที่เราจำศีลกันมานานขนาดนี้…”
“ถ้าอย่างนั้น ไปดูกันเถอะ”
หลังจากทั้งสองหัวคุยกันเสร็จ ก็เดินไปยังด้านข้างกระท่อมหลังหนึ่ง ที่ใต้ต้นไม้สูงต้นหนึ่งซึ่งเปล่งแสงอ่อน ๆ แผ่กระจายออกมา มันคือต้นไม้วิเศษที่ถูกขนานนามว่า “ต้นท้อเวทชีวิต”
“ใครมานอนอยู่ตรงนี้กันนะ เสี่ยวเฟิง?”
“น่าจะเป็นเจ้าของมิติคนใหม่แน่ ๆ”
“ใช่ ถ้าไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้ามิติ ก็ไม่มีใครสามารถเข้ามาที่นี่ได้หรอก”
“ดูจากสภาพแล้ว… นางน่าจะเพิ่งกินผลไม้จากต้นไม้วิเศษต้นนี้ไป”
“แต่เราไม่รู้ว่าเธอกินผลสีอะไรเข้าไป… แค่หวังว่า… จะไม่ใช่ผลสีรุ้งเท่านั้นแหละ”
“ผลไม้สีรุ้ง… หนึ่งหมื่นปีถึงจะให้ผลแค่ลูกเดียว…” เสี่ยวเฟิงพึมพำ
“แต่เราก็จำศีลกันมาหมื่นกว่าปีแล้วนะ ไม่แน่นะ… เธอคนนี้อาจจะกินผลนั้นเข้าไปจริง ๆ ก็ได้”
“ถ้าเป็นแบบนั้น เราต้องช่วยนาง ไม่อย่างนั้น… คงไม่รอดแน่”
“ช่วยก่อน ค่อยถามทีหลัง”
หลังจากพูดจบ ทั้งสองหัวก็ร่วมกันปล่อยพลังเวทสีฟ้าอ่อนแผ่เข้าสู่ร่างของเซียวซูเมิ่งที่นอนนิ่งอยู่ใต้ต้นไม้
ทันใดนั้น ร่างของซูเมิ่งเริ่มกระตุกเบา ๆ ความเจ็บปวดปะทุขึ้นในเสี้ยววินาที
‘ร้อน… ร้อนเกินไปแล้ว… หนาว… ทำไมอยู่ ๆ ก็หนาวจับใจแบบนี้…’
ความทรมานสลับกันระหว่างความร้อนราวกับไฟเผาและความหนาวเยือกเหมือนถูกจุ่มในน้ำแข็งเล่นงานเธอไปทั่วร่าง
‘ใครก็ได้… ช่วยฉันด้วย… พ่อ… แม่… หนูเจ็บ หนูทรมานเหลือเกิน…’
ภายในจิตใจของเธอเหมือนกำลังจะหลุดลอย ความเจ็บปวดกัดกินทั้งร่างกายและวิญญาณ
ทว่าไม่นานนัก ความรู้สึกเจ็บปวดก็ค่อย ๆ คลายลง ลมหายใจเริ่มเบาขึ้น ความรู้สึกแปลกประหลาดไหลเวียนไปทั่วร่าง เป็นความรู้สึกเบาสบาย ราวกับร่างกายได้รับพลังใหม่จากฟ้าดิน
พลังงานอุ่น ๆ เคลื่อนไหวไปตามเส้นชีพจรของเธอ ทุกก้าวของพลังนั้นทำให้รู้สึกมีชีวิตชีวา
ซูเมิ่งเริ่มขยับมือ และค่อย ๆ ลืมตาขึ้น
แสงแดดอ่อน ๆ ภายในมิติส่องลงมา ความรู้สึกแรกที่สัมผัสได้คือ… สดชื่นกว่าทุกครั้งที่เคยเข้ามาในที่แห่งนี้
เมื่อสายตาปรับเข้ากับแสงได้แล้ว เธอก็เห็นบางสิ่งนั่งจ้องเธออยู่
‘จิ้งจอก… ทำไมน่ารักแบบนี้นะ ขนก็นุ่มฟูน่ากอดมาก… แต่… ทำไมถึงมีสองหัว?’
“ตกใจในความน่ารักของพวกข้าล่ะสิ?”
เสียงแปลกหูดังขึ้นทำให้ซูเมิ่งเบิกตากว้าง
จิ้งจอกพูดได้?!! นี่มันเกินกว่าจินตนาการของเธอไปแล้ว!
ยังไม่ทันจะตั้งตัวดี เสียงนั้นก็ดังขึ้นอีก
“เจ้าได้ยินที่ข้าถามหรือเปล่า?”
“พวกนาย… พูดได้?”
“แล้วทำไมพวกข้าจะพูดไม่ได้ล่ะ?” เสี่ยวเฟิงตอบหน้าตาเฉย
ทั้งสองหัวของจิ้งจอกจ้องเธออย่างจริงจัง
“แล้ว… สัตว์นอกมิติพูดไม่ได้หรือยังไง?”
“ไม่ได้หรอก ยกเว้นพวกนกที่มีบางสายพันธุ์สามารถพูดได้ ถ้าฝึกดี ๆ”
“ข้างนอก… เป็นโลกมนุษย์ใช่ไหม?” เสี่ยวเฟิงถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่นัยน์ตาแฝงความสนใจอย่างลึกซึ้ง
หากผู้สืบทอดมิตินี้เป็นมนุษย์ธรรมดา หมายความว่าโลกภายนอกไม่มีผู้ที่มีพลังหลงเหลืออยู่อีกแล้ว
ทั้งเสี่ยวปิงและเสี่ยวเฟิงหันไปสบตากันโดยไม่ต้องพูดอะไรเพิ่มเติม ภายในดวงตาของพวกมันเต็มไปด้วยความรู้
พวกมันรู้ดี เด็กสาวตรงหน้าไม่ใช่มนุษย์ธรรมดา เพราะภายในร่างของเธอ… มีไอวิญญาณที่บริสุทธิ์ และเศษเสี้ยวของพลังของผู้สร้างหลงเหลืออยู่ นั่นคือสัญญาณของการกลับมาของผู้สืบทอดที่แท้จริง…
“ข้างนอกก็ต้องเป็นโลกมนุษย์น่ะสิ…” เสียงตอบกลับของซูเมิ่งทำให้เสี่ยวปิงซึ่งกำลังครุ่นคิดหลุดจากภวังค์
“ว่าแต่… เจ้าชื่ออะไร เข้ามาในมิตินี้ได้อย่างไร แล้วเหตุใดจึงมานอนอยู่ใต้ต้นไม้เวทชีวิตเช่นนี้?”
“ต้นไม้นี้เรียกว่า… เวทชีวิตหรือ?”
“ใช่แล้ว ต้นไม้นี้คือต้นไม้เวทที่ยังมีชีวิต และเป็นต้นสุดท้ายของโลกใบนี้ ผู้สร้างมิติคนก่อนเป็นผู้นำมาปลูกไว้ และสิ่งของทั้งหมดในที่แห่งนี้ก็ล้วนเป็นผลงานของผู้สร้างผู้นั้น”
“ผู้สร้างเป็นผู้สร้างและดูแลทุกสิ่งในมิติแห่งนี้ พวกเราจึงเรียกท่านว่า ‘ผู้สร้าง’ ท่านสร้างสิ่งของต่าง ๆ เพื่อช่วยเหลือมนุษย์ และมอบโอกาสให้ผู้ที่อ่อนแอกลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง”
“หลังจากที่ผู้สร้างจากไป พวกเราก็เข้าสู่การจำศีล เพื่อรอวันที่ผู้สร้างจะกลับมา และวันนี้… เวลาก็ล่วงเลยมากว่าหมื่นปีแล้ว การที่พวกเราตื่นขึ้นมาอีกครั้งก็เพราะได้รับสัญญาณจากมิติ บ่งบอกว่าผู้สืบทอดคนใหม่ได้ปรากฏตัวขึ้นแล้ว”
“ว่าแต่เจ้าชื่ออะไร?”
“ฉันชื่อซูเมิ่ง หลังจากที่ตื่นขึ้นมา ก็พบว่าตัวเองมีมิตินี้ติดตัว… แต่ฉันยังไม่รู้เลยว่ามิตินี้ทำอะไรได้บ้าง”
“ที่นี่มีชื่อว่า ‘มิติแห่งชีวิต’ เป็นมิติที่สามารถเปลี่ยนคนธรรมดาให้กลายเป็นผู้มีพลังเวทได้ บ่อน้ำแห่งชีวิตสามารถรักษาโรคร้ายและเสริมความแข็งแกร่งให้ร่างกาย ดินภายในนี้ยังสามารถปลูกพืชที่มีพลังเวทได้”
“แล้วหินหลากสีในแม่น้ำล่ะคะ? พวกนั้นใช้ทำอะไรได้?”
“สิ่งนั้นเรียกว่า ‘หินเวท’ เป็นหินพิเศษที่ใช้เลื่อนระดับพลังเวทของผู้มีพลังเวท กล่าวได้ว่า ทุกสิ่งในมิตินี้ล้วนมีคุณค่าและประโยชน์ทั้งสิ้น”
“แล้วเจ้ามานอนอยู่ใต้ต้นเวทชีวิตได้ยังไงกัน?”
“จะอธิบายยังไงดี… ฉันเผลอกินผลไม้สีรุ้งจากต้นไม้นี้เข้าไป…”
“ห๊ะ! เจ้ากินผลสีรุ้งเข้าไปจริง ๆ หรือ?!”
“ตอนแรกพวกข้าก็สงสัยอยู่เหมือนกันว่าคงจะเป็นเช่นนั้น เพราะหมื่นปีผ่านมาแล้ว… แต่ไม่คิดว่าเจ้าจะกินเข้าไปจริง ๆ!”
“ไม่แปลกเลยที่พลังในร่างของเจ้าจะปั่นป่วนขนาดนั้น ถ้าพวกข้าไม่ตื่นขึ้นมาทันเวลา… ผู้สืบทอดคนใหม่อย่างเจ้าคงเสียชีวิตไปแล้ว เพราะรับพลังมหาศาลไม่ไหวแน่นอน”
“มันอันตรายขนาดนั้นเลยหรือ?”
“อันตรายแน่นอน! หากพวกข้าไม่ออกมาช่วย เจ้าคงตายไปแล้วจริง ๆ”
“ฉันไม่รู้จริง ๆ ว่าผลนั้นคืออะไร พอรู้สึกตัวอีกที… ก็เผลอกินเข้าไปแล้ว ถ้ารู้ก่อนว่าจะเป็นแบบนี้ ใครจะกล้ากินกันล่ะ…”
ซูเมิ่งได้แต่ต่อว่าตัวเองในใจ เพราะความอยากรู้อยากลองแท้ ๆ ถึงเกือบต้องจบชีวิตลง
“แล้วตอนนี้ร่างกายของเจ้ารู้สึกอย่างไรบ้าง?”
“ฉันรู้สึกว่ามีพลังบางอย่างไหลเวียนอยู่ในร่าง และมันไม่ได้มีเพียงพลังเดียว แต่เหมือนกระจายอยู่ทั่วร่างกายในหลายรูปแบบ”
“ใช่แล้ว เพราะผลสีรุ้งคือผลที่รวมเวททั้งหลายไว้ในผลเดียว คนที่กินเข้าไปจะมีพลังเวทหลากสาย แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะรอด เพราะมันมีเพียงหนึ่งผลในรอบหมื่นปี มีแค่สองคนเท่านั้นที่เคยกินมัน… เจ้ากับผู้สร้างคนแรก”
“ว้าว… งั้นผลนี้ก็ถือว่าวิเศษสุด ๆ เลย แล้วฉันจะใช้พลังได้อย่างไร?”
“ลองยื่นมือออกมา แบมือ แล้วตั้งจิตนึกถึงพลังในร่างกาย เค้นพลังนั้นออกมาสู่ฝ่ามือของเจ้า”
ซูเมิ่งทำตามคำแนะนำอย่างระมัดระวัง ก่อนที่แสงสีเขียวอ่อนจะรวมตัวกันบนฝ่ามือของเธอ
“ออกมาแล้ว! มีพลังออกมาจริง ๆ ด้วย เป็นสีเขียว…”
“สีเขียวหรือ? แล้วเจ้ารู้สึกอะไรบ้าง ลองตั้งจิตสัมผัสดู”
“ฉันรู้สึกถึงพลังของธรรมชาติรอบตัว รู้สึกว่าฉันสามารถทำให้สิ่งมีชีวิตเติบโต หรือแม้แต่ฟื้นคืนชีพต้นไม้ที่ตายไปแล้ว…”
“เจ้าทำได้ดีมาก นับว่ามีพรสวรรค์ใช้ได้”
ซูเมิ่งยิ้มด้วยความภาคภูมิใจที่ได้รับคำชมจากจิ้งจอกน้อย
“ขอบคุณ แล้ว… ท่านทั้งสองมีชื่อเรียกว่าอะไรเหรอ?”
“ข้าชื่อเสี่ยวเฟิง หัวอีกข้างชื่อเสี่ยวปิง หรือหากจะเรียกพวกข้าว่า ‘เทพจิ้งจอก’ ก็ย่อมได้”
“ได้ค่ะ… ท่านเทพจิ้งจอก ขอบคุณที่ช่วยเหลือ และให้ความรู้กับข้ามากมาย ข้าไม่รู้เลยว่าจะตอบแทนท่านได้อย่างไร…”
“ไม่จำเป็นต้องตอบแทน พวกข้ามีหน้าที่คุ้มครองมิติแห่งนี้แทนผู้สร้าง และในเมื่อมิตินี้เลือกเจ้าแล้ว เจ้าก็ต้องดูแลมันให้ดี”
“แล้วฉันต้องดูแลอย่างไรบ้างคะ?”
“เจ้าต้องทำให้มิตินี้เจริญรุ่งเรือง นำทรัพยากรที่นี่ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ มันจะช่วยส่งเสริมเจ้าเองด้วย”
“แล้วฉันจะรู้ได้อย่างไร ว่าควรใช้สิ่งไหนตอนไหน?”
“เมื่อถึงเวลา เจ้าจะรู้ด้วยตัวเอง… ตอนนี้พวกข้าต้องกลับไปจำศีลอีกครั้ง เพราะใช้พลังไปมาก หากมีภัยอันตราย เราจะตื่นขึ้นมาอีกครั้ง แล้วพบกันใหม่นะ ผู้สร้างคนใหม่”
หลังจากกล่าวลา เทพจิ้งจอกก็ค่อย ๆ เลือนหายไปต่อหน้าต่อตา
“เดี๋ยวก่อน! อย่าเพิ่งไป ท่านเทพจิ้งจอก… ข้ายังมีคำถามอีกเยอะเลย!”
เสียงร้องเรียกของซูเมิ่งไม่มีใครตอบ เธอเดินตรงไปยังที่ที่จิ้งจอกหายตัวไป แล้วพบกับตำราเล่มหนึ่งวางอยู่ตรงพื้น
ปกของตำรานั้นเก่าเก็บจนสีซีด แต่ยังคงความขลังบางอย่างแฝงอยู่
‘นี่มัน… ตำราอะไร?’
