ตอนที่ 2 เตรียมเสบียง
หลังจากที่ซูเมิ่งลาออกจากงานโดยไม่บอกพ่อแม่ เธอก็เริ่มลงมือเขียนรายการสิ่งของจำเป็นสำหรับการใช้ชีวิตในวันสิ้นโลก
แม้เวลาจะล่วงเลยมาเท่าไร ความแค้นที่มีต่อพี่ชายของพ่อ คนที่เธอเรียกว่า “ญาติ” ก็ยังฝังแน่นในใจ ภาพเหตุการณ์ในอดีตที่ครอบครัวต้องสูญเสียเพราะคนผู้นั้นยังคงตามหลอกหลอน แผลใจนั้นลึกจนยากจะลืม และเธอสาบานว่าจะต้องทวงความยุติธรรมกลับมาให้ได้
เมื่อนึกถึงช่วงเวลาแห่งความเจ็บปวด รวมถึงการตายของครอบครัว ความตั้งใจของซูเมิ่งก็ยิ่งมั่นคง เธอรู้ดีว่าวันสิ้นโลกจะเป็นช่วงเวลาที่โหดร้าย ไม่มีใครที่ไว้ใจได้ ทุกคนจะกลายเป็นสัตว์ที่ต้องดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอด เห็นแก่ตัว และพร้อมฆ่าเพื่อประโยชน์ของตัวเองโดยไม่รู้สึกผิดแม้แต่น้อย
ภาพความทรงจำอันโหดร้ายยังคงวนเวียนในหัว ขณะเดียวกันมือของซูเมิ่งก็ขีดเขียนรายการสิ่งของลงบนแผ่นกระดาษอย่างรวดเร็ว เธอเปิดดูยอดเงินในบัญชีธนาคาร คำนวณว่ามีเงินเหลือเท่าไหร่ และจะซื้ออะไรได้บ้าง
‘เงินในบัญชีมีห้าแสนหยวน… แต่มันก็ยังไม่พออยู่ดี เฮ้อ ฉันไม่คิดว่าวันสิ้นโลกจะมาถึงเร็วขนาดนี้!’ ซูเมิ่งพึมพำกับตัวเองอย่างท้อใจ เงินจำนวนนี้ยังห่างไกลจากคำว่าพอ แล้วจะทำยังไงดีถึงจะหาเงินเพิ่มได้? หรือจะลองบอกพ่อแม่ดี?
คิดได้ดังนั้น เธอก็รีบขับรถไปยังร้านขายส่งแห่งหนึ่ง ซึ่งมีสินค้าหลากหลายครบถ้วนตามที่ต้องการ
“เถ้าแก่คะ ถ้าซื้อของเยอะ มีบริการส่งถึงที่ไหมคะ?” เธอถามเจ้าของร้าน
“เยอะแค่ไหนล่ะ? ถ้ามากจริง ๆ เดี๋ยวป้าจัดรถไปส่งให้ถึงที่เลย” เจ้าของร้านตอบอย่างใจดี
“ดีเลยค่ะ ฉันต้องการของหลายอย่างมาก ว่าแต่ร้านป้ามีอะไรขายบ้าง?”
“ของเพียบเลยจ้ะ อยากได้อะไรก็บอกมา ป้าจะเตรียมให้ ราคาส่งทั้งนั้น ถูกกว่าร้านอื่นแน่นอน”
เจ้าของร้านยิ้มกว้างอย่างพึงใจ คาดว่าวันนี้จะได้ขายของได้ไม่น้อย ช่วงนี้ข่าวสารจากทางรัฐทำให้บางกลุ่มของประชาชนเริ่มตื่นตัว หลายคนแห่กันมาซื้อของเก็บไว้ แต่ของในร้านก็ยังเหลืออีกมากพอสมควร
ซูเมิ่งยื่นใบรายการให้เจ้าของร้านดู เถ้าแก่พยักหน้ารับพลางบอกว่ามีสินค้าครบตามที่เขียนไว้ เครื่องนุ่งห่ม ข้าวสาร เครื่องปรุง ถูกขนขึ้นรถบรรทุกจนแน่น เธอให้ทางร้านนำสินค้าไปส่งที่ห้องว่างของเพื่อนซึ่งเธอยืมใช้ชั่วคราว ห้องนี้ถูกปล่อยไว้รอคนเช่า เธอจึงถือโอกาสใช้เป็นโกดังเก็บของ
“ของขนลงหมดแล้วนะครับ ถ้าอย่างนั้นผมกลับก่อนนะครับ” พนักงานขับรถบอก
“ขอบคุณมากค่ะที่ช่วยขนของมาให้” เธอกล่าวพลางยิ้มให้
หลังจากพนักงานกลับไปแล้ว ซูเมิ่งก็เริ่มทยอยย้ายของเข้าไปในมิติส่วนตัว ด้วยพลังพิเศษของเธอ แค่ตั้งจิตนึกถึงสิ่งของที่ต้องการเก็บ สิ่งนั้นก็จะหายวับเข้าไปในมิติในพริบตา สะดวกและรวดเร็วจนน่าอัศจรรย์
“แบบนี้ก็ง่ายแล้วล่ะ ถ้าเราเอาของใส่รถไว้ แล้วเก็บเข้ามิติเลย คนอื่นก็คงไม่สงสัยอะไร”
หลังจากจัดการของล็อตแรกเสร็จ ซูเมิ่งมองดูยอดเงินคงเหลือในบัญชี—สี่แสนเจ็ดหมื่นหยวน เธอพึมพำกับตัวเองว่าจะต้องใช้เงินอย่างประหยัด แต่ในขณะเดียวกัน อาหารก็ต้องครบห้าหมู่ จะขาดไม่ได้เด็ดขาด
“ต่อไปก็ไปร้านขายส่งเนื้อหมูละกัน…”
เซียวซูเมิ่งขับรถตรงไปยังย่านการค้าเนื้อสัตว์ กลิ่นคละคลุ้งของเนื้อสดหลากชนิดลอยตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ เสียงเจรจาซื้อขายของผู้คนดังกระจายตลอดสองข้างทาง ร้านค้าต่างพากันตั้งแผงวางเนื้อสดใหม่ที่เพิ่งเชือด ดูสะอาดและน่าซื้อ
“พ่อหนุ่ม เนื้อนี่ราคาเท่าไหร่?” หญิงสูงวัยคนหนึ่งเดินเข้ามาถามพ่อค้าหนุ่มหน้าร้าน
“ชั่งละยี่สิบหยวนครับป้า” พ่อค้าตอบพร้อมยิ้มบาง ๆ
“แบ่งให้ป้าสักครึ่งชั่งได้ไหม ลดให้ป้าหน่อย ป้ามีเงินแค่สิบหยวนพอดี… หลานป้ากำลังป่วย อยากกินหมูบำรุงร่างกายน่ะ”
น้ำเสียงของหญิงชราฟังดูน่าสงสาร สายตาเธอเต็มไปด้วยความกังวลและความรักที่มีต่อหลานชาย คำพูดนั้นไม่ได้ฟังดูเสแสร้งแม้แต่น้อย เพราะพ่อค้าเองก็เคยเห็นเธอเดินวนแถวร้านหลายครั้งแล้ว แต่เพิ่งมีวันนี้ที่ตัดสินใจเดินเข้ามาซื้อของจริง ๆ
“ลดไม่ได้หรอกครับป้า… แต่ผมแถมกระดูกกับไส้หมูให้แทนได้นะครับ”
หญิงชรายิ้มกว้างทันที ดวงตาเปล่งประกายดีใจ ราวกับได้รับของมีค่าที่สุดในโลก
“ขอบใจมากนะพ่อหนุ่ม ขอให้ขายดี ๆ นะลูก” เธอพูดพลางยื่นเงินแลกกับเนื้อหมูและของแถม
‘ถึงจะซื้อในราคาเต็ม แต่ได้ของแถมแบบนี้ก็คุ้มอยู่ กระดูกนี่แหละ จะเอาไปต้มตุ๋นให้หลานกินได้อีกหลายมื้อ’ เธอคิดอย่างมีความสุขก่อนเดินจากไป โดยบังเอิญสวนกับซูเมิ่งพอดี
หญิงสาวมองเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นด้วยสายตาที่ยากจะละไป พ่อค้าหนุ่มผู้นั้นมีน้ำใจไม่น้อย ดูน่าศรัทธาไม่น้อยในสังคมที่ใกล้จะพังทลาย
“พ่อค้า มีเนื้ออะไรขายบ้าง?” เสียงเอ่ยถามอย่างสุภาพ
“มีเนื้อหมู เนื้อแกะ เนื้อเป็ด ไก่ แล้วก็เนื้อวัวครับ อยากได้แบบไหนล่ะ?” เขาตอบด้วยท่าทางเป็นกันเอง
“แต่ละอย่างราคาเท่าไหร่?”
“หมูชั่งละยี่สิบหยวน เป็ดกับไก่ขายเป็นตัว ตัวละยี่สิบสองหยวน วัวชั่งละสี่สิบ ส่วนแกะชั่งละสามสิบห้าครับ”
“ถ้าซื้อเยอะ มีบริการส่งถึงที่ไหมคะ? พอดีที่บ้านจะจัดงานเลี้ยงใหญ่ ต้องใช้ของเยอะเลย”
“ถ้าเอาเยอะ ร้านเราส่งให้ถึงบ้านแน่นอนครับ ของมีพอด้วย”
“ถ้าอย่างนั้น ขอเป็ดกับไก่อย่างละหนึ่งร้อยตัว หมูสองร้อยชั่ง วัวหนึ่งร้อยชั่ง แล้วก็แกะอีกหนึ่งร้อยชั่งค่ะ”
พ่อค้าเบิกตากว้าง ดีใจไม่น้อยที่เจอลูกค้ารายใหญ่ เขารีบจัดเตรียมของอย่างคล่องแคล่ว
“ได้เลยครับ เดี๋ยวผมเตรียมของขึ้นรถให้”
หลังจากจัดการซื้อเนื้อเสร็จ ซูเมิ่งก็ย้ายทุกอย่างเข้าไปในมิติส่วนตัวเรียบร้อย ไม่ต้องขนของให้เหนื่อยแม้แต่น้อย แค่คิด ของก็หายวับเข้าไปในมิตินั้นทันที สะดวกและไร้ร่องรอย
เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว เป้าหมายต่อไปคือห้างสรรพสินค้า เธอมุ่งหน้าไปซื้อครีมและของใช้ส่วนตัวต่าง ๆ ทีเดียวให้ครบ เพราะไม่รู้ว่าหลังจากนี้จะยังหาซื้อได้อีกนานแค่ไหน
ในใจยังคงคิดถึงรถบ้าน แต่เมื่อคำนวณเงินที่เหลือแล้วก็รู้ว่าคงไม่พอ อย่างน้อยต้องมีรถไฟฟ้าไว้สักคัน เพราะในยุควันสิ้นโลกที่ทุกอย่างจะร้อนจัดและน้ำมันขาดแคลน รถไฟฟ้าถือว่าเป็นทางเลือกที่ดี ส่วนรถน้ำมันแบบเดิมก็ยังจำเป็นอยู่เช่นกัน เพราะกำลังเครื่องแรงกว่า
หลังจากเดินเลือกดูอยู่พักใหญ่ เธอก็ได้รถไฟฟ้าคันหนึ่งในราคาแสนหยวน ตอนนี้เหลือเงินอยู่ประมาณสามแสนหนึ่งหมื่นหยวน ส่วนของใช้อื่น ๆ เอาไว้ค่อยมาซื้อพรุ่งนี้ก็แล้วกัน
ตะวันเริ่มลับขอบฟ้าแล้ว หญิงสาวขับรถไฟฟ้าคันใหม่ไปแอบไว้บริเวณถนนเปลี่ยว ก่อนจะใช้พลังมิติซ่อนรถเอาไว้อย่างมิดชิด
วันนี้ช่างยาวนานเหลือเกิน หลายสิ่งหลายอย่างได้ถูกเตรียมไว้เรียบร้อย ถึงเวลาแล้วที่จะต้องบอกพ่อแม่เกี่ยวกับเรื่องร้ายแรงที่จะเกิดขึ้น และพาพ่อไปดูบ้านบนภูเขาทางเหนือด้วยกันตามแผนที่วางไว้ในใจ
