ตอนที่ 1 รอยสักรูปพระจันทร์
‘เรามีรอยสักแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่?’ หรือว่าจะมีมาตอนที่เราฟื้นขึ้นมา… แปลกจัง
หลังจากที่นั่งคิดทบทวนความทรงจำอยู่สักพัก ซูเมิ่งก็ยกนิ้วนางข้างซ้ายขึ้นมาดู แล้วลองเอามือถูบริเวณที่มีรอยสัก แต่ก็ไม่เห็นมีอะไรเกิดขึ้น
‘เราเคยอ่านนิยายหลาย ๆ เรื่อง เขาบอกว่าต้องตั้งจิตไปที่รอยสัก… งั้นลองทำแบบนั้นดูแล้วกัน’
ซูเมิ่งตั้งจิตจดจ่อไปที่รอยสัก ทันใดนั้นแสงบางอย่างก็เกิดขึ้นรอบตัวเธอ ร่างของซูเมิ่งค่อย ๆ เลือนหายไปจากจุดที่นั่งอยู่ แล้วปรากฏตัวขึ้นในอีกสถานที่หนึ่ง สถานที่ที่มีอากาศบริสุทธิ์ ทุ่งหญ้ากว้างไกล มีบ้านหลังหนึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำใสซึ่งมีปลาแหวกว่ายอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์
ที่นี่คือที่ไหนกันนะ? หรือว่าจะเป็นโลกอีกใบที่แตกต่างจากโลกภายนอก?
ซูเมิ่งเดินสำรวจไปรอบ ๆ บริเวณ และพบว่าด้านข้างของบ้านหลังเล็กมีต้นผลไม้อยู่หนึ่งต้น เป็นต้นลูกท้อที่ดูแปลกตา
ผลของต้นท้อนี้ดูพิเศษมาก มีกลิ่นหอมเย้ายวน แค่ได้กลิ่นก็รู้สึกว่าร่างกายที่เหนื่อยล้าเหมือนได้รับการฟื้นฟูขึ้นมาแทบจะในทันที ความสบายตัวที่เกิดขึ้นนั้น…บรรยายไม่ถูกเลยจริง ๆ
‘แต่ทำไมผลท้อแต่ละลูกถึงมีสีไม่เหมือนกันเลยล่ะ? มีทั้งสีแดง สีฟ้า สีเขียวอ่อน สีขาว และสีน้ำตาล แปลกมาก… สีแต่ละสีนี่มันหมายถึงอะไรนะ?’
ผลไม้ทุกลูกมีละอองแสงสีขาวเปล่งออกมา หรือว่า…จะเป็นผลไม้เวทมนตร์? เราเองก็ไม่รู้เรื่องพวกนี้เลย
หลังจากสำรวจเสร็จ ซูเมิ่งเริ่มรู้สึกกังวลว่าเธออาจจะอยู่ในที่แห่งนี้นานเกินไป กลัวว่าแม่จะเรียกหา เธอจึงรีบตั้งจิตเหมือนตอนเข้ามา เพราะไม่รู้ว่าช่วงเวลาในที่แห่งนี้กับโลกภายนอกจะต่างกันแค่ไหน
เมื่อซูเมิ่งตั้งจิต ร่างของเธอก็กลับมายังจุดเดิมที่เคยนั่งอยู่ แต่ดูเหมือนว่าเวลาภายในมิติจะเดินช้ากว่า เวลาภายนอกผ่านไปเพียงสิบนาที แต่ในมิตินั้นผ่านไปนานถึงหนึ่งชั่วโมง
“เรามีของที่จะช่วยครอบครัวได้แล้ว…” ซูเมิ่งยิ้มให้ตัวเอง แล้วรีบลงไปข้างล่าง
“กว่าจะลงมาได้นะ”
“โถ่ แม่อ่ะ ก็หนูง่วงนี่~”
เวลาที่อยู่กับครอบครัว ซูเมิ่งมักจะแทนตัวเองว่า “หนู” เสมอ เพราะรู้สึกว่าน่ารักและดูตัวเล็กตัวน้อย ทั้งที่จริง ๆ แล้วเธอก็ไม่ได้ตัวเล็กเท่าไร
“แม่ วันนี้วันที่เท่าไหร่แล้ว ปีอะไรเหรอคะ?”
“แค่ฝันร้ายแค่นี้ ถึงกับจำวันจำปีไม่ได้เลยเหรอ? วันนี้วันจันทร์ที่สิบเก้า ปีสองพันหนึ่งร้อยยี่สิบสี่”
ซีซวน น้องชายของเธอเป็นคนตอบแทน
‘เราย้อนกลับมาก่อนวันสิ้นโลกแค่หนึ่งเดือนเอง…’
แต่ก็ยังทัน ยังมีเวลาเตรียมตัวและเตรียมของอีกหลายอย่าง
“เป็นอะไรหรือเปล่าลูก?” พ่อถามด้วยความเป็นห่วง เพราะเห็นเธอนั่งขมวดคิ้วนิ่งอยู่
“ไม่มีอะไรค่ะ พ่อ”
“รีบกินข้าว จะได้รีบไปทำงาน และไปโรงเรียนกัน”
หลังจากที่ทุกคนทานข้าวเสร็จ ต่างก็แยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตนเอง
ซูเมิ่งเดินออกมาจากบ้าน พร้อมความคิดวนเวียนอยู่ในหัวว่า ต่อจากนี้จะมีอะไรเกิดขึ้นอีกบ้างในอนาคตอันใกล้ แต่ในตอนนี้ เธอมีมิติพิเศษที่สามารถช่วยเหลือครอบครัวและผู้อื่นได้แล้ว
หวังว่าสิ่งนี้…จะมีประโยชน์ และช่วยให้ครอบครัวของเธอรอดพ้นจากภัยที่กำลังจะมาถึงได้
ซูเมิ่งขับรถยนต์คันเล็กของเธอออกจากบ้านไปตามเส้นทางเดิม กว่าจะถึงที่ทำงานในแต่ละวันมันช่างยากลำบากเหลือเกิน ทั้งรถติดและควันพิษบนท้องถนนทำให้การเดินทางในแต่ละวันน่าเบื่อเป็นอย่างมาก
เธอทำงานในบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรมอันล้ำค่าของประวัติศาสตร์จีน ซึ่งความรู้จากงานนี้ก็ช่วยเธอได้นิดหน่อยในวันสิ้นโลก… แต่ของบางอย่างก็แทบไม่มีประโยชน์อะไรเลย และแม้แต่การทำงานนี้ ตอนนี้ก็ดูเหมือนจะไม่มีประโยชน์เช่นกัน
เพราะในเมื่อเธอรู้แล้วว่าในอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น การทำงานต่อไปก็คงเป็นเพียงการเสียเวลา เธอคิดว่าจะยื่นใบลาออกเร็ว ๆ นี้ เพราะเธอเหลือเวลาแค่หนึ่งเดือนในการเตรียมตัว เพื่อให้ครอบครัวอยู่รอดและปลอดภัยจากสิ่งที่กำลังจะมา
ปัญหาก็คือ…เธอไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นบอกครอบครัวอย่างไรดี เพื่อให้พวกเขาเชื่อว่าโลกกำลังจะเผชิญวิกฤติครั้งใหญ่
ซูเมิ่งหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเพื่อดูว่ามีใครที่เธอจะปรึกษาได้บ้าง…แต่กลับไม่มีเลย
‘ตอนแรกทำไมเราไม่เปิดดูวันที่กับเดือนในโทรศัพท์เองนะ จะได้ไม่ต้องถามให้แม่กับซีซวนสงสัย’
เธอเคาะหน้าผากตัวเองเบา ๆ อย่างหงุดหงิด
“ซูเมิ่ง เธอเป็นอะไรหรือเปล่า? เห็นนั่งเคาะหัวตัวเองอยู่นานแล้วนะ”
เสียงของเพื่อนสนิทชื่อ ซีฮัน ดังขึ้นข้าง ๆ เธอ
‘ซีฮัน เพื่อนสาวคนนี้เป็นคนที่นิสัยดีมาก เข้าอกเข้าใจคนอื่นได้เป็นอย่างดี’
“ไม่เป็นไรหรอก เราแค่คิดอะไรเพลินไปหน่อยน่ะ”
“จริงหรือเปล่า? ช่วงนี้เธอดูแปลก ๆ นะ เอ้อ…นี่ ซูเมิ่ง เธอได้ดูข่าวล่าสุดหรือยัง? ที่เขาเตือนให้ประชาชนเริ่มกักตุนอาหารและเครื่องนุ่งห่มน่ะ ข่าวนี้ดูน่าเชื่อถืออยู่นะ หลายพื้นที่เริ่มมีเหตุการณ์แปลก ๆ เกิดขึ้นแล้ว มีคนเอาคลิปมาโพสต์ในโซเชียลเต็มไปหมด แต่ก็มีหลายคนไม่เชื่อ บางคนยังมองว่าเป็นเรื่องตลกอีก”
“แล้วเธอล่ะ ซีฮัน เธอเชื่อข่าวที่รัฐบาลประกาศหรือเปล่า?”
“ฉันก็เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งนะ แต่ก็เตรียมของไว้บ้างแล้ว อย่างน้อยถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ฉันก็แค่เอาของพวกนั้นไปขายต่อก็ได้”
“ดีแล้วล่ะ ที่เธอเชื่อไว้บ้างก็ดี”
ซีฮันมองหน้าซูเมิ่งอย่างสับสน เพราะโดยปกติซูเมิ่งไม่ใช่คนที่เชื่อเรื่องพวกนี้ง่าย ๆ แต่ครั้งนี้กลับพูดเหมือนสนับสนุนให้เตรียมตัวไว้… มันแปลกจริง ๆ
ซูเมิ่งมองหน้าซีฮันก็พอจะเดาได้ว่าเพื่อนกำลังคิดอะไรอยู่ แต่เธอก็อยากให้เพื่อนรอดไปพร้อมกัน หลังจากคุยกันจบ ซูเมิ่งจึงตัดสินใจเขียนใบลาออกและนำไปยื่นให้หัวหน้า
แม้หัวหน้าจะพยายามรั้งไว้ แต่เมื่อเห็นว่าเธอตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว ก็ทำได้เพียงเซ็นใบลาออกและอวยพรให้โชคดี ซูเมิ่งเก็บของส่วนตัวและกล่าวลาเพื่อนสนิทบางคนก่อนเดินออกไปยังลานจอดรถหน้าบริษัท หลังจัดเก็บสัมภาระในรถเรียบร้อย จึงนั่งครุ่นคิดว่าจะเลือกที่ใดเป็นสถานที่หลบภัยของครอบครัวดี
‘จำได้ว่าบ้านของพ่อยังมีอยู่อีกหลังหนึ่ง ตั้งอยู่บนเขาทางตอนเหนือ เป็นพื้นที่สูง คิดว่าน่าจะเหมาะสำหรับใช้เป็นที่หลบภัย’
บ้านหลังนั้นพ่อเคยไปรื้อของเก่าออก แล้วสร้างใหม่เป็นบ้านอิฐแข็งแรง เพราะตอนนั้นได้รับเงินจากคุณปู่ที่แบ่งให้ ซึ่งก็พอเพียงกับการก่อสร้าง พ่อยังจ้างคนแถวนั้นให้ไปปัดกวาดเช็ดถูอยู่เป็นประจำ คิดว่าภายในคงไม่สกปรกเท่าไหร่
ครอบครัวของซูเมิ่งมีสมาชิกทั้งหมดห้าคน พ่อ แม่ และลูกสามคน พ่อมีแซ่เซียว ชื่อเซียวกัง แม่ชื่อเซียวซูซ่าน พี่ชายชื่อเซียวตงหยาง เป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง และน้องชายคนเล็กชื่อเซียวซีซวน
ซูเมิ่งอยากจะบอกเรื่องทั้งหมดที่กำลังจะเกิดขึ้นให้ครอบครัวรับรู้ แต่ก็ยังต้องหาวิธีพูดที่ดีที่สุดก่อน
