ตอนที่ 5 อิสรภาพ
ที่สำนักงานเขตของเมืองจิ่ง มณฑลซานซี
ทั้งสองยื่นเอกสารคำร้องขอหย่าที่มีลายเว้นของผู้นำหมู่บ้านและทำการหย่ากันโดยที่ฝ่ายภรรยาอย่างจางเสี่ยวหนูไม่ลังเลเลยสักนิด
หลี่เหวินตงมองหน้าอดีตภรรยาที่เข้มแข็งจนเขาใจหาย แต่เพื่ออนาคตและลูกอีกคนที่อยู่ในท้องไป๋หลินเม่ย ทำให้เขาไม่ได้อาลัยอาวรณ์ภรรยาบ้านนอกคนนี้นัก
หลังจากที่ทั้งสองทำการหย่าจนเสร็จสิ้น จางเสี่ยวหนูถือหนังสือรับรองสิทธิ์การเลี้ยงดูบุตรและใบหย่าที่มีตราประทับสีแดงสดไว้ในมืออย่างทะนุถนอม ความรู้สึกหนักอึ้งที่กดทับหัวใจมาสองชาติภพพังทลายลงในวินาทีนี้
เมื่อเธอเดินทางกลับมาถึงหมู่บ้าน หลี่เหวินตงก็นำหน้าเข้าไปในบ้านก่อน ในขณะที่หญิงสาวแวะเวียนไปยังบ้านผู้ใหญ่บ้านเพื่อขอบคุณที่ช่วยเหลือให้เธอได้รับความเป็นธรรม พร้อมกับมอบยาสูบที่ซื้อจากในตัวเมืองมาให้เขา ทำให้ผู้ใหญ่บ้านหวังยิ้มกริ่มด้วยความพอใจ
“ยินดีด้วยนะเสี่ยวหนู จากนี้ไปเธอกับลูกเป็นอิสระแล้ว” ผู้ใหญ่บ้านหวังตบไหล่เธอเบาๆ ด้วยความสงสารและยินดีกับอิสรภาพ
“ขอบคุณอีกครั้งนะคะ ฉันกับหนิงหนิงได้ที่อยู่ใหม่แล้ว เราจะรีบเดินทางไปวันนี้” จางเสี่ยวหนูขอบคุณผู้ใหญ่บ้านอีกครั้ง ก่อนจะจูงมือหนิงหนิงกลับมาที่บ้านตระกูลหลี่เพื่อขนย้ายของจากไป
แต่เมื่อมาถึง ภาพที่เห็นกลับทำให้ดวงตาของเธอเกรี้ยวกราดขึ้น เสื้อผ้าเก่าๆ ของเธอและของเล่นไม้ไม่กี่ชิ้นลูกสาวถูกโยนออกมากองพะเนินอยู่บนพื้นดินที่ชื้นแฉะนอกรั้วบ้าน ลู่ฉียืนเท้าสะเอวอยู่หน้าประตูบ้าน ใบหน้าเต็มไปด้วยความสะใจ
“หย่าแล้วก็ไสหัวไป บ้านนี้ไม่มีที่ว่างให้ตัวอัปมงคลอย่างแกกับลูกของแกอีกแล้ว เงินก็ได้ไปตั้งเยอะแล้วนี่ รีบเก็บขยะของแกแล้วออกไปซะ” แม่สามีแผดเสียงหัวเราะ
จางเสี่ยวหนูก้มลงเก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋าผ้าใบเก่าอย่างใจเย็น เมื่อพบว่าสินสมรสบางส่วนที่ผู้ใหญ่บ้านแบ่งให้ไม่ได้อยู่ในข้าวของพวกนี้ หญิงสาวก็จ้องหน้าอดีตแม่สามีอย่างเย็นชา ก่อนจะเดินดุ่มๆ ฝ่าลู่ฉีเข้าไปในบ้าน
“นี่แกจะทำอะไร ออกไปนะ”
“ฉันจะมาเอาของที่เป็นของฉัน” แม่ม่ายสาวผลักอดีตแม่สามีวัยกลางคนจนเซถลา เธอตรงดิ่งเข้าไปขนเอาหม้อหุงข้าว ผ้าห่มหนาที่เธอใช้เงินน้ำพักน้ำแรงซื้อมา และของใช้อื่นๆ ที่เธอเป็นคนจ่ายเงินซื้อเองทั้งหมดออกมา
และเป้าหมายสุดท้ายคือ ห้องนอนของลู่ฉี
“แกเข้าไปในนั้นไม่ได้นะเสี่ยวหนู” อดีตแม่สามีรีบวิ่งตามมาหวังจะขวางประตู แต่จางเสี่ยวหนูที่แข็งแรงกว่าผลักประตูโครมเดียวจนเข้าไปได้ เธอตรงไปที่กล่องไม้บนหัวเตียง แล้วกระชากมันออกมา
ในนั้นมีแหวนทอง มันเป็นของหมั้นชิ้นเดียวที่พ่อของเธอทิ้งไว้ให้ก่อนเสียชีวิต แต่กลับถูกแม่สามียึดไปตั้งแต่วันแรกที่แต่งงานเข้าบ้าน โดยอ้างว่าจะเก็บรักษาไว้ให้ แต่จริงๆ คือแอบเอาไปใส่โอ้อวดชาวบ้าน
“นั่นของฉัน แกให้ฉันมาแล้ว” แม่สามีพยายามจะเข้ามาแย่ง
“นี่คือของของพ่อฉัน แกไม่มีสิทธิ์” หญิงสาวสะบัดมือแม่สามีออกอย่างแรงจนนางล้มลงบนเตียง ก่อนจะหยิบกำไลทองที่พ่อของเธอซื้อรับขวัญตอนที่หนิงหนิงเกิดกลับคืนมาด้วย
“ถ้าแกยังกล้าโวยวายอีกแม้แต่คำเดียว ฉันจะบอกให้ผู้ใหญ่บ้านกลับมาที่นี่แล้วแจ้งความเรื่องที่แกยักยอกทรัพย์สินส่วนตัวของฉัน” เธอพูดด้วยความโมโห รู้แบบนี้น่าจะพกติดตัวไปตั้งแต่แรก และดูจากที่หลี่เหวินตงไม่ได้ออกมาช่วยแม่ของเขา เดาว่าคงรีบไปหาชู้รักของตนแล้ว
ลู่ฉีชะงักไป ปากที่กำลังจะสบถค้างเติ่ง เพราะตอนนี้เธอกลัวกฎหมายและกลัวจะเสียเงินมากกว่าสิ่งใด
จางเสี่ยวหนูเดินออกมาจากบ้านด้วยท่วงท่าที่สง่างาม มือหนึ่งหิ้วกระเป๋า อีกมือหนึ่งจูงหนิงหนิงที่มองแม่ด้วยสายตาชื่นชม เธอไม่หันหลังกลับไปมองบ้านหลังนั้นที่เปรียบเสมือนนรกนั้นอีกเลย
“แม่จ๋า เราจะไปไหนกันคะ” หนิงหนิงถามขณะเดินตามแม่ไปตามทางลูกรังของหมู่บ้าน
จางเสี่ยวหนูมองไปที่พระอาทิตย์ที่กำลังจะตกดิน แสงสีทองส่องสว่างไปตามทางข้างหน้า
“เราจะไปในเมืองกันลูก จากนี้ไปเราสองคนจะสร้างบ้านที่มีแต่ความสุขของเราเอง”
เธอกระชับห่อเงินสามพันหยวนในอกเสื้อและกำไลหยกในกระเป๋าไว้แน่น เงินก้อนนี้บวกกับความรู้จากอนาคต เธอจะกลายเป็นเศรษฐินีที่ใครๆ ก็ต้องก้มหัวให้ในปี 1988 นี้ให้ได้
ในตอนหัวค่ำ หลังจากลงจากรถประจำทางเที่ยวสุดท้าย พวกเธอก็เดินทางมาถึงห้องเช่าขนาดเล็กในตัวเมืองจิ่ง ที่มีเพียงเตียงไม้เก่าๆ และโต๊ะหนึ่งตัว แต่กลายเป็นวิมานที่ปลอดภัยที่สุดของทั้งคู่
ในตอนนี้ แม้สภาพจะซอมซ่อไปบ้าง แต่มันก็ไม่มีเสียงด่าทอของแม่สามี หรือสายตาเย็นชาของหลี่เหวินตงให้ต้องหวาดระแวงอีกต่อไป
เสี่ยวหนูนั่งลงบนขอบเตียง พลางหยิบสมุดบันทึกเล่มเล็กขึ้นมาขีดเขียน เธอพยายามนึกทบทวนเหตุการณ์สำคัญที่จะเกิดขึ้นหลังจากปี 1988
‘เราย้อนกลับมาตั้ง 38 ปี’ เธอถอนหายใจแผ่วเบา
ในชาติก่อนเธอใช้ชีวิตอยู่แต่ในความทุกข์ระทม ทำงานใช้หนี้งกๆ อยู่ในโรงงานนรก ข่าวสารบ้านเมืองหรือเรื่องหุ้นเรื่องเศรษฐกิจเธอแทบไม่เคยใส่ใจ รู้เพียงว่าจีนกำลังจะปฏิรูปเศรษฐกิจครั้งใหญ่ แต่จะเริ่มที่ไหน หุ้นตัวไหนจะขึ้น หรือที่ดินตรงไหนจะราคาพุ่ง ความทรงจำของหญิงชราวัยหกสิบสองปีที่ป่วยติดเตียงมันช่างพร่าเลือนเหลือเกิน
‘จำได้แค่ว่า หลังจากนี้อีกไม่กี่ปี ของกินและเสื้อผ้าแฟชั่นจากต่างประเทศจะเริ่มเข้ามา คนจะเริ่มมีกำลังซื้อมากขึ้น เงินก้อนนี้ต้องงอกเงย ไม่ใช่แค่ใช้วันต่อวัน’ เธอมองเงินสามพันหยวนในห่อผ้า
“แม่จ๋า” เสียงเล็กๆ เรียกสติของเธอ หนิงหนิงเดินเข้ามาเกาะเข่าแม่ ดวงตากลมโตมองไปรอบๆ ห้องเช่าอย่างสงสัย
“เราจะอยู่ที่นี่ตลอดไปเลยเหรอคะ”
แม่ม่ายสาววางสมุดลงแล้วอุ้มลูกสาวขึ้นมานั่งบนตัก
“ไม่ใช่หรอกลูก เราจะอยู่ที่นี่แค่ชั่วคราว พอทุกอย่างลงตัวและแม่หาลู่ทางได้แล้ว แม่จะพาหนิงหนิงไปอยู่ในเมืองที่ใหญ่กว่านี้ ที่นั่นจะมีโรงเรียนสวยๆ มีสนามเด็กเล่น และเราจะมีบ้านที่เป็นของเราจริงๆ”
หนิงหนิงซบหน้าลงกับอกของแม่
“ขอบคุณนะคะแม่ ขอบคุณที่พาหนิงหนิงมาด้วย หนิงหนิงนึกว่าแม่จะทิ้งหนิงหนิงไว้กับคุณย่าเสียแล้ว” คำพูดไร้เดียงสานั้นเหมือนเข็มที่ทิ่มแทงใจเสี่ยวหนู เธอกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้น
“แม่รักหนิงหนิงที่สุดในโลกนะลูก จำไว้ว่าจากนี้ไป แม่จะไม่มีวันปล่อยมือหนูอีกเด็ดขาด” เธอมองใบหน้าของลูกสาวด้วยความมุ่งมั่น ในใจวางแผนการสำหรับวันพรุ่งนี้เป็นอย่างแรก
‘พรุ่งนี้เช้า ฉันจะพาหนิงหนิงไปเปลี่ยนชื่อและแซ่ให้ลูกใหม่ ไม่ต้องใช้แซ่ของคนใจดำพวกนั้นอีกต่อไป ให้ลูกใช้แซ่จางของฉัน เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่เป็นของครอบครัวเราจริงๆ’
ส่วนเรื่องอาชีพ ในเมื่อนึกเรื่องหุ้นหรือโชคลาภใหญ่ๆ ไม่ได้ เธอก็จะใช้ฝีมือและประสบการณ์ของคนที่เคยผ่านโลกมาถึงหกสิบปีในการทำมาหากิน
เธอรู้ว่าคนในยุคนี้โหยหารสชาติอาหารที่สะอาดและถูกปาก และเธอก็มีความลับของสูตรอาหารที่เคยเรียนรู้มาในยุค 2000 ซึ่งน่าจะดึงดูดเงินในกระเป๋าของชาวเมืองในยุค 80 ได้ไม่ยาก
********************