ตอนที่ 3 ชดใช้หนี้
เช้าวันต่อมา แทนที่จางเสี่ยวหนูจะไปที่ทำการผู้ใหญ่บ้าน เธอกลับไปเชิญผู้ใหญ่บ้านหวังและกลุ่มคณะกรรมการหมู่บ้าน รวมถึงชาวบ้านที่ชอบสอดรู้สอดเห็นให้มาที่บ้านของเธอแต่เช้าตรู่ โดยอ้างว่าอยากให้ช่วยเป็นพยานในการแบ่งทรัพย์สินอย่างเป็นธรรม เพราะกลัวจะถูกสามีข่มเหง
หลี่เหวินตงและแม่สามีที่เตรียมห่อเงินสามพันหยวนไว้ในอกเสื้อ ยืนหน้าตึงอยู่กลางลานบ้าน
“ทำไมต้องเรียกคนมาเยอะแยะขนาดนี้เสี่ยวหนู รีบๆ เซ็นใบหย่าแล้วเอาเงินไปซะ” เหวินตงตะคอกอย่างร้อนรน เพราะเขาอยากรีบหย่าให้จบๆ ไป
“เดี๋ยวก่อนสิ ผู้ใหญ่บ้านยังไม่จัดการเรื่องสินสมรสเลย” เธอพูดประวิงเวลา รอให้ถึงเวลาที่เจ้าหนี้จะมาถึง
แต่ไม่ทันขาดคำ ชายฉกรรจ์หน้าตาเหี้ยมเกรียมสี่ห้าคนก็เดินเข้ามา
“หลี่เหวินตง ในที่สุดก็ตามตัวเจอสักที หนี้สามพันหยวนที่แกกู้ไปซื้องานที่โรงงานให้ตัวเองถึงกำหนดคืนแล้วนะเว้ย” คนทวงหนี้ยกใบสัญญาเงินกู้ขึ้นมา แล้วยังพูดเหตุผลที่เขาเอาเงินไปใช้จ่ายอีกด้วย
หลี่เหวินตงหน้าซีดเผือด รีบหันไปหาภรรยา
“เสี่ยวหนู เธอเป็นคนค้ำประกันนะ เธอรับเงินสามพันนี่ไปแล้วจ่ายพวกนี้ไปสิ”
จางเสี่ยวหนูแสร้งทำหน้าตกใจต่อหน้าผู้ใหญ่บ้าน
“อะไรนะเหวินตง เงินที่นายกู้มาปรนเปรอตัวเองกับครอบครัว นายจะให้ฉันที่ลำบากตรากตรำเป็นคนใช้หนี้แทนเหรอ ผู้ใหญ่บ้านคะ ช่วยด้วยค่ะ เงินกู้นี้ฉันถูกบังคับให้เซ็นค้ำประกัน ทั้งที่เงินทุกหยวนเหวินตงเอาไปใช้ส่วนตัวทั้งนั้น ไม่เคยตกถึงฉันกับลูกเลย”
ผู้ใหญ่บ้านหวังขมวดคิ้วมองอย่างตำหนิ
“เหวินตง ในเมื่อแกเป็นคนกู้ แกก็ต้องเป็นคนใช้คืนสิ จะโยนให้ผู้หญิงได้ยังไง อีกอย่างตอนนี้แกมีเงินอยู่ในกระเป๋านี่นา ข้าเห็นแกกำไว้อยู่”
“มีเงินแล้วไม่จ่ายเรอะ เอามานี่” เจ้าหนี้เดินเข้าไปกระชากคอเสื้อเขา
“อย่า เงินนี่มัน...” เหวินตงพยายามขัดขืนแต่ก็สู้แรงนักเลงไม่ได้ ห่อเงินสามพันหยวนถูกกระชากออกไปต่อหน้าต่อตาลู่ฉีที่กรีดร้องเหมือนใจจะขาด
“ไม่ได้นะ นั่นเงินที่จะใช้หย่า” แม่สามีโวยวาย
พอเจ้าหนี้ได้เงินครบก็คืนสัญญาให้แล้วกลับไป ทิ้งให้หลี่เหวินตงยืนตัวสั่นพั่บๆ และแม่สามีที่แทบจะล้มพับ จางเสี่ยวหนูเดินเข้าไปหาผู้ใหญ่บ้านด้วยสีหน้าเศร้าสร้อยแต่ดวงตาคมกริบ
“ผู้ใหญ่บ้านคะ ในเมื่อเหวินตงชดใช้หนี้ของเขาไปแล้ว ตอนนี้เรามาคุยเรื่องเงินค่าหย่าของฉันเถอะค่ะ”
“แกว่าอะไรนะ เงินสามพันนั่นมันก็หมดไปแล้วไง” หลี่เหวินตงตะโกนลั่น
“นั่นมันหนี้ของนาย ไม่เกี่ยวกับค่าเลี้ยงดูฉันกับลูก” จางเสี่ยวหนูพูดเสียงเรียบพลางหันไปหาผู้ใหญ่บ้าน
“เขากู้เงินมาซื้อตำแหน่งให้ตัวเอง ไม่เกี่ยวกับฉันเลย จ่ายเงินกู้คืนไปก็ไม่เกี่ยวกับเงินค่าเลี้ยงดูฉันกับลูกที่ต้องจ่ายนี่คะ”
“จริงของเสี่ยวหนูนะเหวินตง เงินกู้เมื่อกี้แกกู้มาใช้เอง แกใช้หนี้ไปก็ถูกต้องแล้ว แต่เงินชดเชยให้เมียที่แกจะหย่า แกก็ต้องจ่ายแยกต่างหาก” ผู้ใหญ่บ้านพยักหน้าเห็นพ้อง
“แต่ฉันไม่มีเงินแล้ว” เขาโอดครวญ
“มีสิ ไปเอาที่ไป๋หลินเม่ยไง ถ้าเธออยากให้นายหย่าสำเร็จ เธอต้องควักออกมาอีกสามพัน ไม่อย่างนั้นเตรียมตัวรับตำแหน่งชู้รักและท้องลูกนอกสมรสได้เลย” เธอกระซิบเบาๆ ให้ได้ยินกันแค่สองคน
“เธอว่าไง” ลู่ฉีถามลูกชาย
“เราต้องหาเงินให้เธอ” เขาบอกแค่นั้น ก่อนจะโวยวายไล่ทุกคนออกไปจากบ้าน
“ต้องขอโทษทุกคนด้วยนะคะ” จางเสี่ยวหนูพูดด้วยน้ำเสียงที่เกรงใจ ผิดกับสองแม่ลูกที่เอาแต่โวยวาย ทำให้สายตาของคนที่มองนั้นเหมือนจะเข้าข้างฝ่ายภรรยาที่จะถูกหย่ามากกว่าเจ้าบ้านทั้งสอง
หลังจากทุกคนกลับไป ลู่ฉีถึงกับเข่าอ่อนทรุดลงกับพื้น เสียเงินสามพันไปให้เจ้าหนี้ที่มาไม่ถูกเวลา แล้วยังต้องจ่ายลูกสะใภ้ให้หย่าอีกสามพันอีก
ในตอนบ่ายที่บ้านพักสวัสดิการ บรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออก ไป๋หลินเม่ยกวาดข้าวของบนโต๊ะเครื่องแป้งลงมากระจัดกระจายบนพื้น ใบหน้าที่เคยแต่งแต้มอย่างดีบัดนี้บิดเบี้ยวด้วยความโกรธ
“อะไรนะ สามพันหยวนนั่นโดนเจ้าหนี้เอาไปหมดแล้วงั้นเหรอ คุณมันโง่ ปล่อยให้มันหลอกใช้พยานในหมู่บ้านมากดดันคุณได้ยังไง” ไป๋หลินเม่ยแผดเสียงใส
“เม่ยเม่ย ฟังผมก่อน” หลี่เหวินตงพยายามเข้าไปกอดปลอบ แต่ถูกผลักออกมาอย่างแรง
“เสี่ยวหนูรู้เรื่องหนี้ที่ผมกู้มาซื้อตำแหน่งงาน เจ้าหนี้มาทวงตอนผู้ใหญ่บ้านอยู่ด้วย ถ้าผมไม่จ่ายผมต้องติดคุกนะ แล้วถ้าผมไม่หย่ากับมันตอนนี้ เรื่องของเราก็จะไม่จบ ลูกในท้องคุณจะเกิดมาสุขสบายได้อย่างไรเล่า อีกอย่างที่ผมซื้อตำแหน่งก็เพราะคุณเองบอกว่าอยากให้ผมมีตำแหน่งงานสูงๆ ครอบครัวคุณจะได้ยอมรับไม่ใช่เหรอ”
ครอบครัวเธอมีฐานะ เขาซื้อตำแหน่งก็เพราะจะได้ให้เธอมีหน้ามีตา เงินเดือนที่ได้จนถึงตอนนี้แม้ยังไม่เท่าเงินที่ซื้อตำแหน่งงานไป แต่ก็ทำให้ภาพลักษณ์เขาดูดีขึ้นมาก และมีความเหมาะสมกับเธอที่เป็นถึงลูกสาวเจ้าของภัตตาคารชื่อดังในตัวเมืองจิ่ง
“แล้วจะให้ฉันทำยังไง บ้านฉันไม่ได้ผลิตเงินเองได้นะเหวินตง” ไป๋หลินเม่ยร้องไห้โฮ ความรู้สึกหลงใหลในตัวชายตรงหน้าเริ่มถูกแทนที่ด้วยความระแวง เธอเริ่มรู้สึกว่าผู้ชายคนนี้คือภาระ
“เงินสามพันที่เสียไปเมื่อเช้าก็มากพอจะซื้อบ้านได้หลังหนึ่งแล้วนะ นี่ต้องจ่ายเพิ่มอีกสามพันงั้นเหรอ” เธอยังคร่ำครวญไม่หยุด
“ถ้าไม่จ่าย เสี่ยวหนูก็ไม่หย่า เธอบอกว่าถ้าอยากให้เธอไปพร้อมลูก ก็เอาเงินมาอีกสามพัน ถ้าคุณอยากให้ผมเป็นอิสระเพื่อแต่งงานกับคุณ คุณต้องช่วยผมครั้งสุดท้าย” หลี่เหวินตงกัดฟันพูด
“เม่ยเม่ยจ๊ะ คิดเสียว่าซื้อขยะพ้นบ้านไปเถอะนะ ถ้าเสี่ยวหนูออกไปแล้ว บ้านเราก็จะมีแต่ความสุข เธอจะได้เป็นสะใภ้หนึ่งเดียวของบ้านหลี่นะจ๊ะ” แม่สามีที่ตามมาด้วยรีบช่วยเสริม
หลินเม่ยกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ เธอไม่มีทางเลือก เพราะท้องที่เริ่มโตขึ้นทุกวันคือชนักติดหลัง สุดท้ายเธอจึงต้องเดินสะบัดก้นไปเปิดหีบไม้ใต้เตียง ควักเงินก้อนสุดท้ายที่แอบเก็บไว้ออกมาโยนใส่หน้าหลี่เหวินตง
“เอาไป แล้วจำไว้ด้วยนะเหวินตง เงินนี้คือก้อนสุดท้ายของฉันที่พกติดตัวมา ถ้าวันหน้าเราแต่งงานกันแล้วนายยังทำตัวโง่ๆ ให้ใครหลอกอีก ฉันไม่เอานายไว้แน่” เธอพูดเสียงเจือสะอื้น
เธอไม่อยากขอเงินจากที่บ้านแม้ครอบครัวจะร่ำรวย เพราะเกรงว่าครอบครัวจะดูถูกว่าหลี่เหวินตงดูแลเธอไม่ได้ อยากให้ครอบครัวมองเขาดีๆ จนกว่าจะได้แต่งงาน
หลี่เหวินตงยืนนิ่ง เขาหวังพึ่งพาฐานะครอบครัวเธอเพื่อความสุขสบายในอนาคต แต่ก็อดไม่ได้ที่จะเปรียบเทียบสิ่งที่เธอกดดันเขา ต่างจากภรรยาที่ให้เกียรติและเชื่อฟังแต่ไม่มีครอบครัวหนุนหลังให้เขามีอนาคตที่สดใส
ลู่ฉีรีบก้มเก็บเงินแล้วยัดใส่มือลูกชายด้วยความดีใจ
“พรุ่งนี้รีบหย่ากับมัน ไล่มันออกไปให้พ้นบ้านเราได้เสียที” เธอพูดแล้วยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ ก่อนจะเดินอ้อมไปประคองว่าที่สะใภ้ไปนั่งที่โซฟา กล่อมให้อีกฝ่ายใจเย็น
********************