บทที่ 1.5
หัวใจของนางเต้นเร็วมาก ทั้งที่นางวิ่งสุดแรงแต่ทุกอย่างกลับเชื่องช้าราวกับชั่วอายุขัย ในใจของนางโลดแล่น หลินกวานอี ผู้บังคับบัญชาหลิน นางต้องเห็นกับตาตัวเองว่าเขายังมีชีวิตอยู่
ห้องโถงหน้าอยู่ไกลออกไปอีกสิบก้าว นางลดความเร็วลงกลายเป็นเดิน ลมหายใจหอบหนักด้วยความเหนื่อย ข้างหลังมีเสียงของเสี่ยวอี๋ดังตามมาแต่นางไม่ได้หยุด
สวี่เชียนมองเห็นเงาร่างของบุรุษสองคนในโถงรับรอง ทั้งสองดูเหมือนจะมองเห็นแล้วว่านางกำลังเดินเข้าไป ทว่า...ขณะที่สวี่เซียวกำลังเดินออกมาและเอ่ยถาม หญิงสาวกลับเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า
“หิมะ...ตกแล้ว” นางพึมพำยื่นมือออกไปข้างหน้าแบมือรองรับเกล็ดหิมะที่เริ่มโปรยปราย
อากาศหนาวเหน็บ สายลมพัดผ่าน ในยามที่นางก้มหน้าลงมองฝ่ามือตัวเอง หันสายตากลับไปยังประตูโถงรับรอง สายตาคมคู่หนึ่งกำลังจ้องมองตรงมา เขายืนอยู่ตรงนั้นมองมาที่นาง
หลินกวานอี...
“คุณหนูหิมะตกแล้วท่านไม่หนาวหรือเจ้าคะ” เสี่ยวอี๋รีบคลุมเสื้อคลุมให้นาง
“เชียนเชียน” สวี่เซียวเองก็เดินมาหยุดลงตรงหน้า เขาก้มลงขมวดคิ้วสบตากับนางนิ่ง “หิมะตกแล้ว” นางมองเห็นความตื่นตระหนกในแววตาของผู้เป็นพี่ชาย “อย่างที่เจ้าบอก”
นางละสายตามองข้ามไหล่ของพี่ชายไปมองบุรุษอีกคน สวี่เซียวหมุนตัวกลับไป “เขาคือหัวหน้าองครักษ์ หลินกวานอี ผู้บังคับบัญชาของข้า นางคือน้องสาวของข้าเอง เสียมารยาทแล้ว”
หลินกวานอีกำลังเดินตรงเข้ามา หัวใจของนางเต้นแรงมาก จ้องมองเขาตาไม่กะพริบ กว่าจะนึกขึ้นได้ว่าตัวเองกำลังเสียมารยาท อีกฝ่ายก็เลิกคิ้วมองมาด้วยสายตาประหลาดใจ
สวี่เชียนยอบกายให้เขา “หัวหน้าองครักษ์หลิน”
“คุณหนูรองสวี่”
นางก้มหน้าลงหรุบตาไม่มองเขา ขอบตาของนางร้อนผ่าว ดีใจทว่าก็เศร้าใจไปพร้อมๆ กัน เขามีชีวิตอยู่...ดีเหลือเกิน ภาพศีรษะของเขาที่ถูกเสียบประจานยังประตูเมือง ยังคงหลอกหลอนทำให้นางหวาดหวั่นตกใจกลัวทุกคืน
“เสียมารยาทแล้ว ได้ยินน้องๆ ตื่นเต้นดีใจที่มีแขกมา ดังนั้นจึงออกมาดู”
“อ้อ ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้” เขาพยักหน้า “มาเยือนครั้งแรกจึงมีของเล็กน้อยติดมือมาฝาก ซื่อจื่อจวนกั๋วกงแม้เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาทว่าข้าเห็นเขาเป็นสหาย นี่ให้เจ้า”
หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองกล่องไม้ยาวๆ ที่อีกฝ่ายส่งให้ สวี่เซียวเป็นคนรับจากนั้นส่งต่อให้นาง
“ข้าเลือกของไม่เก่ง แต่รู้จากพี่ชายของเจ้าว่าเจ้าชอบคัดอักษร พู่กันดีๆ สักเล่มน่าจะเหมาะเป็นของขวัญพบหน้า”
“ขอบคุณหัวหน้าองครักษ์หลินเจ้าค่ะ” นางเปิดออกดูพบว่าเป็นพู่กันจริงๆ ปลายด้ามยังแกะสลักกิ่งดอกเหมยเล็กๆ ที่ไม่ง่ายนักที่จะทำ
“เข้าข้างในกันเถิดหิมะน่าจะตกหนักแล้ว”
แรกๆ ก็แค่โปรยปรายยืนเพียงครู่เดียวกับยิ่งตกหนักเรื่อยๆ สีหน้าของสวี่เซียวยิ่งมาก็ยิ่งกังวล ทั้งสามเพิ่งกลับเข้าห้องโถงรับรอง สวี่เหยียนก็กลับจวนพอดี
“คารวะสวี่กั๋วกง”
“ลูกคารวะท่านพ่อขอรับ/เจ้าค่ะ”
“อยู่กันพร้อมหน้า หลินซื่อจื่อเองก็อยู่หรอกหรือนี่”
“แวะมาเยี่ยมและแสดงความยินดีกับเซียวขอรับ วันนี้เข้าได้เลื่อนขึ้นมาเป็นองครักษ์ขั้นหกแล้ว”
“เกรงใจไปแล้ว อนาคตยังอีกยาวไกล ยังดีที่ได้หลินซื่อจื่อดูแล”
“เขาเป็นคนมีความสามารถไม่นานย่อมส่งผลให้ได้เลื่อนขั้น”
ตลอดเวลานางเผลอจ้องมองหลินกวานอีโดยไม่รู้ตัว กระทั่งครู่ต่อมาพ่อบ้านก็เข้ามาแจ้งว่าหิมะตกหนักมาก หลังคาคอกม้าพังลงมาต้องรีบซ่อมเป็นการด่วน
สามพ่อลูกมองสบตากันไปมา หลินกวานอีเอ่ยลาเมื่อเห็นว่าหากยังรั้งอยู่การกลับจวนจะยิ่งลำบาก วันนี้เขาขี่ม้ามาดังนั้นสมควรกลับจวนได้แล้วก่อนที่บนถนนจะสัญจรไม่ได้