บทที่ 1.8
“พ่อบ้าน ให้คนพาน้องสี่ น้องห้า น้องหกแล้วก็น้องเจ็ดไปที่เรือนข้าตอนนี้เลย จูอี๋เหนียงส่งนางกลับห้องระวังด้วยให้คนเฝ้าเอาไว้ อย่าให้หานอี๋เหนียงเข้าใกล้นางได้”
พ่อบ้านเหลือบมองอวิ๋นเกออวี่ ตอนนั้นเองที่นางเพิ่งนึกขึ้นได้ นาง...เป็นเพียงเด็กสาวอายุสิบสี่มิใช่ฮูหยินน้อยจวนแม่ทัพ!!! “พี่รอง...ข้า...”
“ยังไม่รีบทำตามที่คุณหนูสามสั่งการ?! ต่อไปข้าหวังว่าจะไม่มีเรื่องเช่นนี้อีก หากคุณหนูสามบาดเจ็บแม้แต่น้อย ข้าจะให้ท่านพ่อเปลี่ยนบ่าวไพร่ในจวนทั้งหมด!!!”
พ่อบ้านลนลานรีบทำตาม
“พี่รองข้าไม่เป็นอะไร”
เขาถอนหายใจมองนาง “เจ้ากำลังคิดจะทำอะไร”
นางมองตามน้องสาวทั้งสี่คน คนหนึ่งเพิ่งเก้าขวบ คนหนึ่งเจ็ดขวบ คนหนึ่งห้าขวบ คนสุดท้ายเพิ่งสี่ขวบ พวกเขาล้วนมีท่าทางหวาดกลัว...ตัวสั่น “ช่วยพวกนาง”
มองสภาพมอมแมมแม้แต่สาวใช้ยังดูสะอาดสะอ้านกว่า หัวใจของนางเจ็บปวดบีบรัด นี่น่ะหรือทายาทจวนกั๋วกง แม้บอกว่าพวกเขาก็เป็นเพียงบุตรสาวที่เกิดจากอนุที่มีฐานะเป็นเพียงบ่าวในจวน ถึงอย่างนั้น...สายเลือดก็ยังเป็นคนแซ่อวิ๋น เป็นน้องสาวที่เกิดจากบิดาเดียวกัน
อวิ๋นเกออวี่เองก็มองตาม ทว่าเขากลับละสายตามามองนาง “ท่านพ่อท่านแม่...”
“ขออนุญาตแล้วเจ้าค่ะ นับจากนี้พวกเขาจะมาเข้าเรียนกับข้า แต่ว่า...” นางนิ่วหน้าเพราะเสียงของหานอี๋เหนียงยิ่งมาก็ยิ่งดังขึ้น ขณะกำลังจะกล่าวต่อมารดากับคนสนิทและสาวใช้ก็เดินมา ใบหน้าของมารดาทำให้นาง...สะดุ้ง “ท่านแม่...”
อวิ๋นเกออวี่รั้งแขนนางเอาไว้ “เจ้าไปดูแลน้องๆ ทางนี้ข้าจัดการเอง รู้หรือไม่หากวันนี้เจ้าได้รับบาดเจ็บ ไม่เพียงแต่หานอี๋เหนียง แม้แต่น้องๆ ก็อาจไม่ได้อยู่ที่จวนอีกต่อไป”
หากเรื่องวันนี้ลงเอยด้วยการที่นางถูกทำร้าย เกรงว่าทุกคนในเรือนจื่อชิงคงถูกส่งไปอยู่ที่โรงนานอกเมืองหลวง ไม่ได้กลับเข้ามาอีกเลย...ทั้งชาติ
“น้องสาม”
“เจ้าคะ”
“ในเมื่อเลือกที่จะช่วยน้องๆ เจ้าก็ต้องปล่อยมือจากเรือนจื่อชิง เลือกได้เพียงหนึ่งเท่านั้น”
นางพยักหน้าเข้าใจ หากนางตามมารดาไปเพื่อขอร้องให้หานอี๋เหนียง น้องๆ ของนางก็จะพลอยได้รับผลกระทบไปด้วย บิดาไม่มีทางยอมปล่อยใครสักคนเอาไว้ในจวน หากนางเลือกให้หานอี๋เหนียงถูกลงโทษ เช่นนี้แล้วน้องๆ อีกสี่คนนางก็ยังมีหนทางช่วย
“เช่นนั้นข้าไปดูพวกนางก่อน พี่รองท่านรีบไปดูท่านแม่เถิดเจ้าค่ะ อย่าให้ท่านแม่โกรธจนเกินไป”
เขาพยักหน้าจากนั้นเดินไปยังเรือนจื่อชิง ต่อมา...จึงได้รู้จากเสี่ยวพั่งว่าหานอี๋เหนียงถูกส่งไปโรงนา จูอี๋เหนียงจะยังคงอยู่ที่เรือนจื่อชิงต่อไป และน้องๆ ของนางก็จะได้รับการดูแลจากจูอี๋เหนียง มองเด็กทั้งสี่ที่ยังไร้เดียงสา ทั้งสี่คุกเข่าอยู่ที่กลางโถงของเรือนบุปผา อวิ๋นซูฮวาได้แต่รู้สึกสะท้อนใจ แต่ละคนผอมโซ สภาพมอมแมมราวไม่ได้อาบน้ำล้างเนื้อล้างตัว ผมเผ้าไม่ได้หวี ตามเนื้อตัวมีแผลที่ทั้งหายดีแล้วแต่ยังเขียวช้ำ และแผลใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้น
“คุณหนูสาม...ข้าน้อยจะเชื่อฟัง ดังนั้นท่านอย่าลงโทษท่านแม่เลย ท่านแม่เพียง...เพียง...”
เด็กก็ยังคงเป็นเด็กอยู่วันยังค่ำ จะอย่างไรนั่นก็คือมารดา แม้ถูกทำร้าย ถูกทุบตี ถูกทารุณ ทว่าโลกทั้งใบของพวกเขาก็คือมารดา
นางลุกขึ้นเดินเข้าไปหาทั้งสี่ เห็นท่าทีลนลานหวาดกลัว นางค่อยๆ นั่งลง “ข้าคือพี่สาวคนที่สามของพวกเจ้า เรียกข้าว่าพี่สาม ไม่ก็เรียกข้าพี่ฮวาเอ๋อร์”
“ข้าน้อย...ไม่กล้า!”
นางเข้าใจได้... น้องคนสุดท้องมองจานของว่างของนาง อวิ๋นซูฮวาส่งสายตาให้เสี่ยวฝู อีกฝ่ายถือจานขนมมาให้นาง นางแจกขนมให้น้องๆ คนละชิ้น “ลองกินดูว่าชอบหรือไม่ ขนมดอกกุ้ยอร่อยเชียวละ”
ทั้งสี่กินอย่างลังเลกระทั่งกัดแล้วจึงตาโต เห็นท่าทางรีบกินก็รู้ว่าหิวมาก “กินมื้อเช้าแล้วหรือยัง”
ทั้งสี่ส่ายหน้า “ยังไม่ถึงยามอู่ เลยเจ้าค่ะ”
นางขมวดคิ้ว “หมายความว่าอย่างไรยามอู่”
น้องสาวคนที่ห้าของนางตอบอย่างไร้เดียงสา “ปกติท่านแม่จะให้กินมื้อเช้าได้ก็ต่อเมื่อถึงยามอู่ ได้กินอีกครั้งก็ยามโหย่ว ”
“แล้วมื้อเย็นเล่า” นางพยามยามควบคุมความโกรธ
“ไม่มีแล้วเจ้าค่ะ ปกติจะได้กินข้าวสองมื้อ”