บท
ตั้งค่า

บทที่ 7 แอบอ้างท่านปู่ทวด

เด็กสาววัย 13 ปีผู้หนึ่งดื้อรั้นจะนอนห้องพักในเรือนฉางโซ่วเพื่อขอช่วยดูแลปรนนิบัติอาการป่วยของผู้อาวุโสที่เป็นบุรุษ ถ้าหากเป็นตระกูลอื่นย่อมจะทำไม่ได้ เพราะต้าโจวมีธรรมเนียมว่าชายหญิงมีความแตกต่างกัน ดังนั้นเด็กผู้หญิงตั้งแต่อายุแปดปีขึ้นไปจะต้องมีการแยกแยะระหว่างชายหญิง

แต่จวนตระกูลหลีกลับยอมปล่อยให้หลีเซียงอวี้นอนพักอยู่ห้องพักในเรือนฉางโซ่วได้ ทั้งๆ ที่ในยามนี้ท่านลุงทั้งสอง บิดาและเหล่าพี่ชายทั้งหลายต่างพักอยู่ที่นี่เพื่อช่วยกันปรนนิบัติท่านผู้เฒ่าหลี ทว่าหลีเซียงอวี้กลับพักในเรือนนี้ได้อย่างที่ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยห้าม สาเหตุที่ทุกคนต้องยอมให้เป็นเช่นนี้ก็เพราะยาลดไข้และยาทาแผลที่หลีเซียงอวี้ช่วยปรุงยามอบให้แก่ท่านผู้เฒ่าหลีนั้นได้ผลดียิ่ง

อีกทั้งหลีเซียงอวี้ยังมีวิธีการทำความสะอาดแผลได้ไม่เหมือนผู้ใด นางเอาสุรามากลั่นเพื่อให้ได้สุราแบบบริสุทธิ์มาเช็ดแผลเพื่อฆ่าเชื้อ วิธีการใช้เข็มลนไฟเพื่อเขี่ยหนองแล้วค่อยทำความสะอาด ก่อนจะโรยผงยาห้ามเลือด

หลีกวงมองดูหลานสาวนั่งพูดคุยกับบิดาของเขาด้วยสายตาซับซ้อนเล็กน้อย ท่านผู้เฒ่าหลีที่นอนป่วยหายใจรวยรินในยามที่เขาเพิ่งมาถึงเมืองหลวงใหม่ๆ ผ่านมาแค่เพียงห้าวัน หลีเหวินเสียงก็ช่วยประคองบิดาของเขาให้สามารถลุกขึ้นมานั่งภายใต้คำแนะนำของหลานสาวได้แล้ว

“ผู้ป่วยที่นอนคว่ำหน้านานเกิดไปเสี่ยงที่จะเกิดภาวะน้ำท่วมปอด ลมปราณติดขัด หายใจลำบากทำให้เกิดสภาวะหัวใจขาดเลือดได้ ที่หลานพูดถูกไหมเจ้าคะท่านปู่”

หลีฮวนเองก็สงสัยในวิธีการรักษาของหลานสาวเช่นกัน วันนี้เป็นวันแรกที่เขามีสติแจ่มใส จึงไล่ทุกคนออกจากห้องนี้ไปให้หมด เหลือเพียงบุตรชายคนโต หลานชายคนรองและหลานสาวคนเล็กของตนเท่านั้น เพราะเขาตัดสินใจว่าในวันนี้เขาจะถามหาความจริงจากปากหลานสาว

“ถูกต้อง อาเซียงนี่เจ้ากำลังรักษาปู่ตามตำราแพทย์ของปู่ทวดตระกูลหลีใช่หรือไม่ ในตำราเล่มนั้นมีหลายคำที่ปู่อ่านแล้วไม่เข้าใจ แล้วเหตุใดเจ้าจึงเข้าใจตำราเหล่านั้นได้เจ้าจงบอกปู่มาตามตรงเถิด”

หลีเซียงอวี้ยกยิ้ม ความจริงแล้วที่นางอ่านตำราของท่านปู่ทวดได้เข้าใจ เป็นเพราะว่าในชีวิตก่อนหลังจากนี้อีกหนึ่งปีให้หลังนางจะได้พบกับครูสอนภาษาต่างแคว้น สองสามีภรรยาเป็นผู้สอนภาษาของแคว้นอื่นให้แก่นาง พวกเขาเดินทางไกลมาจากอีกฟากของท้องทะเล ช่างเป็นเรื่องน่าแปลกที่ในตำราของท่านปู่ทวดมีคำบางคำที่ตรงกับภาษาของสามีภรรยาคู่นั้น นางจึงจดคำศัพท์หลายคำในตำราแพทย์เล่มนั้นไปถามสามีภรรยาคู่นั้นจนเข้าใจตำราการแพทย์ของท่านปู่ทวดอย่างกระจ่างแจ้ง

ครูสอนภาษาคู่นั้นพักอยู่ที่หมู่บ้านถงหลินเพื่อเผยแผ่ศาสนา นางในยามนั้นเป็นเด็กสาวที่ร่าเริงและซุกซนแม้จะอยู่ในช่วงไว้ทุกข์ให้ท่านปู่แต่ก็ไม่ได้ทิ้งนิสัยอย่างเด็กสาวไป นางยังไม่รู้ผลที่ร้ายแรงของผู้ที่นับถือศาสนาอื่นในต้าโจว นางจึงได้แอบไปเรียนภาษาต่างแคว้นอยู่นานช่วงหนึ่ง ก่อนที่ครูสอนภาษาสองสามีภรรยาคู่นั้นจะถูกทางการขับไล่ออกไปจากต้าโจว

หลีเซียงอวี้แกล้งพูดเฉไฉไปทางอื่นอย่างอารมณ์ดีว่า “อาจจะเป็นเพราะหลานได้รับสายเลือดของท่านปู่ทวดมาเยอะมากกว่าผู้ใด หลานจึงเข้าใจตำราแพทย์ของท่านปู่ทวดมากกว่าผู้อื่นตามไปด้วยกระมังเจ้าคะ”

หลีฮวนมองดูดวงตากลมโตถูกล้อมรอบด้วยแพขนตาที่ดกหนาดูแตกต่างจากดวงตาของผู้อื่นในต้าโจวของหลานสาวแล้วส่งเสียง “อื้ม… นี่ก็อาจจะเป็นไปได้” แล้วเขาจึงเอ่ยถามหลานสาวต่ออย่างตื่นเต้นว่า “เจ้าได้เอาตำราหลายเล่มเหล่านั้นติดตัวมาเมืองหลวงด้วยหรือไม่ปู่เองก็อยากรู้และมีข้อสงสัยบางจุดที่อยากจะถามเจ้า”

คราวนี้ไม่ใช่เพียงหลีฮวนที่ตื่นเต้น หลีกวงและหลีเหวินเสียงต่างก็ตื่นเต้นและแปลกใจมากเช่นกัน “เซียงเอ๋อร์ เจ้าอ่านตำราเหล่านั้นเข้าใจทำไมเจ้าจึงไม่บอกลุงก่อนหน้านี้ มิน่าเล่าช่วงนี้เจ้าจึงมีการพัฒนาที่ดีในการปรุงยาขั้นสูงและยังทำแผลได้เก่งขึ้นมาก”

“มิน่าช่วงนี้เจ้าจึงดูเปลี่ยนไป เจ้าแอบศึกษาตำราของท่านปู่ทวดโดยไม่บอกพี่อย่างนั้นหรือ ไม่ถูก! ก่อนขึ้นเรือเจ้ายังไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับเส้นเลือดหัวใจ การล้างแผลอะไรนี่เลยด้วยซ้ำ”

ในที่สุดก็ถูกหลีเหวินเสียงจับพิรุธในคำพูดของนางได้ หลีเซียงอวี้จึงส่งเสียงหัวเราะอย่างสบายใจ พี่ชายรองของนางยังคงฉลาดเฉลียวเหมือนเช่นเดิมในความทรงจำของนางเขาไม่ได้เปลี่ยนไปจริงๆ

ความจริงในอีกสองปีข้างหน้านางจึงจะอ่านตำราแพทย์ของท่านปู่ทวดได้เข้าใจ และนำเรื่องเหล่านั้นมาสอนท่านลุงใหญ่และพี่รองของนาง

หลังจากคนทั้งตระกูลถูกสั่งประหารหลีเซียงอวี้จึงแอบโทษตนเองอยู่ในใจว่าถ้าหากนางไม่ได้สอนให้ท่านลุงใหญ่และพี่ชายรองอ่านตำราที่ท่านปู่ทวดทิ้งไว้ให้ ท่านลุงใหญ่และพี่รองก็คงจะปรุงยาแก้พิษให้แก่องค์ชายรองไม่สำเร็จ และไม่ได้โดนใส่ความจนถูกประหารชีวิตในโทษฐานกบฏเช่นนั้น

แต่คราวนี้หลีเซียงอวี้คิดหาคำแก้ตัวและคิดป้องกันเรื่องที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตเอาไว้เรียบร้อยแล้ว นางจึงพูดขึ้นว่า “ความจริงแล้วเซียงอวี้มีเรื่องที่มหัศจรรย์บางอย่างที่เกิดขึ้นกับตนเอง ถ้าหากเล่าให้ท่านปู่ ท่านลุงใหญ่และพี่รองฟังพวกท่านอาจจะไม่เชื่อและคิดว่าเซียงอวี้กำลังพูดเรื่องเหลวไหลอยู่ก็ได้เจ้าค่ะ”

“เรื่องมหัศจรรย์อันใด” / “เรื่องเหลวไหลอันใด”

หลีกวงและหลีเหวินเสียง สองพ่อลูกพูดขึ้นมาพร้อมกันก่อนจะหันไปมองสบตากันด้วยท่าทางนิ่งอึ้งเล็กน้อย

หลีฮวนกลับใจเย็นและพูดกับหลานสาวด้วยเสียงเมตตาว่า “อาเซียง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรเจ้าจะต้องบอกเล่าให้ปู่และท่านลุงของเจ้าฟัง เจ้าจงเล่ามาตามตรงว่าเจ้าอ่านตำราการแพทย์ของท่านปู่ทวดเข้าใจได้อย่างไร”

หลีเซียงอวี้ทำท่าทางลังเลและไม่แน่ใจ หลีกวงจึงพูดขึ้นว่า “หลานสาวเจ้าเล่ามาเถิด ลุงใหญ่จะได้รู้ว่าเจ้าพบเรื่องมหัศจรรย์อันใด และจะได้ช่วยเจ้าจัดการเรื่องหลังจากนี้ได้ถูก”

“หลานฝันเจ้าคะ”

“ฝัน?” คราวนี้บุรุษทั้งสามคนต่างแปลกใจ และทวนคำของหลีเซียงอวี้ด้วยน้ำเสียงแปลกและแตกต่างกันออกไป

“เจ้าค่ะ หลานฝันเห็นว่าท่านปู่ทวดตัวสูงมากมีสีผมสีน้ำตาลอมแดง พูดจาภาษาต่างถิ่นได้ แต่เมื่อท่านปู่ทวดเห็นหลานไม่เข้าใจตำราแพทย์ ท่านปู่ทวดจึงสอนภาษาต่างถิ่นให้แก่หลาน รวมทั้งท่านปู่ทวดยังสอนการปรุงยา การปลูกพืชสมุนไพรที่แปลกประหลาด และการตรวจโรคโดยการสังเกต การสัมผัส การถามและการฟังอาการของผู้ป่วยอีกด้วยเจ้าค่ะ”

“ถ้าหากทุกคนคิดว่าหลานพูดเหลวไหล หลานสามารถนำตำราของท่านปู่ทวดมาให้ทุกคนดูแล้วหลานจะอ่านและอธิบายข้อความในตำราเหล่านั้นให้ทุกคนฟังก็ได้นะเจ้าคะ”

หลีเซียงอวี้เตรียมจะลุกขึ้นเดินไปหยิบตำราในห้องพักที่นางใช้นอนในเรือนฉางโซ่วมาให้ทุกคนดู

แต่หลีฮวนกลับทำท่าห้าม “อาเซียง เจ้าจงบอกปู่มาก่อนว่าท่านปู่ทวดบอกอะไรแก่เจ้าอีกนอกจากเรื่องตำรา”

คราวนี้หลีเซียงอวี้จ้องมองไปที่หลีฮวนด้วยแววตาจับผิดเล็กน้อย ก่อนจะตัดสินใจพูดถ้อยคำด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า “ท่านปู่ทวดฝากหลานมาบอกกับท่านปู่ว่า ใจกษัตริย์คาดเดายาก อยู่ใกล้กษัตริย์ก็เปรียบเหมือนอยู่ใกล้สัตว์ร้าย ห้ามไม่ให้ทุกคนนำความรู้ของท่านปู่ทวดไปรักษาคนในเชื้อพระวงศ์มิเช่นนั้นตระกูลหลีจะสิ้นชื่อเจ้าค่ะ”

หลีฮวนถึงกับตัวสั่นเล็กน้อย หลีเซียงอวี้จึงแอบถอนหายใจที่แท้ท่านปู่ก็รู้ข้อห้ามที่ถูกเขียนขึ้นในภาษาแปลกประหลาดนั้นของท่านปู่ทวดอยู่ก่อนแล้ว แต่ท่านปู่แค่แสร้งไม่เข้าใจข้อห้ามในบรรทัดสุดท้ายของตำราแพทย์เล่มนั้น

ก่อนจะเหลือบสายตาไปมองท่านลุงใหญ่ ในชีวิตก่อนข้อความในบรรทัดสุดท้ายนั้นนางได้อ่านให้ท่านลุงใหญ่ฟังเช่นกัน แต่ท่านลุงใหญ่ทำเป็นลืมเลือนข้อห้ามบรรทัดนั้น เคราะห์ร้ายของตระกูลหลีจึงตามมาในภายหลัง

หลีเซียงอวี้จึงพูดขึ้นว่า “ท่านปู่ทวดรู้ว่าหลานไม่เชื่อฟังคำเตือน ท่านปู่ทวดจึงพูดว่าคนดื้อดึงจะต้องได้รับโทษ หลังจากนั้นท่านลุงใหญ่และพี่รองก็น่าจะรู้แล้วว่าเซี้ยงอวี้ป่วยหนักมากเพียงใด ยิ่งกินยาของท่านลุงใหญ่ อาการของข้าก็ยิ่งแย่ลง สุดท้ายเซียงอวี้จึงเอ่ยคำสาบานต่อท่านปู่ทวดว่า ถ้าหากไม่จำเป็นตระกูลหลีจะไม่รักษาคนป่วยในเชื้อพระวงศ์อีก จะไม่ข้องเกี่ยวกับกษัตริย์และราชบัลลังก์ของแคว้น จะทุ่มเทกายใจรักษาโรคเพื่อช่วยเหลือคนทั่วไปเท่านั้น ถ้าหากไม่ปฏิบัติตามนี้หลีเซียงอวี้จะต้องตายอย่างโดดเดี่ยวเจ้าค่ะ ท่านปู่ทวดจึงยอมสอนวิธีการอ่านสูตรปรุงยาลดไข้ให้แก่เซียงอวี้”

หลีเซียงอวี้ใช้ชีวิตของตนเองมาข่มขู่ท่านปู่ ท่านลุงใหญ่และพี่ชายรองของนาง เพื่อหวังว่าทั้งสามคนจะปฏิบัติตามคำสั่งเสียของท่านปู่ทวด

“เหลวไหลเจ้าเอ่ยคำสาบานเกี่ยวกับชีวิตของตนเองได้อย่างไร” หลีฮวนดุหลานสาวด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ

แต่หลีเหวินเสียงกลับรีบพูดขึ้นมาเพื่อปกป้องน้องสาวว่า “ถ้าเซียงอวี้ไม่เอ่ยคำสาบานเช่นนั้น ในยามนี้พวกเราอาจจะต้องแบกศพน้องสาวลงมาจากเรือแล้วก็ได้ขอรับท่านปู่”

ทุกคนจึงนิ่งเงียบและครุ่นคิดอยู่ในใจว่า ถ้าไม่ได้ยาลดไข้และยาบำรุงร่างกายที่เซียงอวี้ช่วยปรุงขึ้น ไม่แน่ว่าในยามนี้ท่านผู้เฒ่าหลีก็อาจจะยังนอนป่วยหนักใกล้ตายอยู่ก็ได้

หลีเซียงอวี้ก้มหน้าและไม่พูดอะไรเพิ่ม เพราะการพูดมากจะยิ่งฟังมีพิรุธ มิสู้นางปล่อยให้ท่านปู่ ท่านลุงใหญ่และพี่ชายรองคิดจินตนาการกันต่อไปจะดีกว่า และนางได้แต่แอบคิดในใจว่าอีกประเดี๋ยวนางจะไปยังหอพระเพื่อนั่งคัดลอกบทพระธรรมมอบให้แก่ท่านปู่ทวดเป็นการขออภัยที่หลานสาวอกตัญญูผู้นี้กล้าบังอาจนำท่านปู่ทวดมาใช้แอบอ้าง…

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel