บทที่ 4 จุดเริ่มต้นของชีวิตคู่
รุ่งเช้า...แสงอาทิตย์อ่อน ๆ สาดผ่านหน้าต่างไม้เข้ามาภายในห้องนอน กลิ่นอายทะเลพัดลอยเข้ามาพร้อมกับเสียงคลื่นซัดฝั่งเป็นจังหวะ
จ้าวชิงหรานค่อย ๆ ลืมตาขึ้น ชั่วขณะหนึ่งเธอยังรู้สึกเหมือนกำลังฝันไป ก่อนจะหันไปเห็นชายหนุ่มที่นอนอยู่ข้างกาย
ซ่งฉางเยว่ยังคงหลับสนิท ใบหน้าคมเข้มที่มักดูสุขุมยามนี้กลับดูอ่อนโยนอย่างประหลาด ราวกับปลดเปลื้องความเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานหนักมาหลายปี
จ้าวชิงหรานยิ้มบาง ๆ ชาติที่แล้ว... เธอไม่เคยมีโอกาสได้ตื่นขึ้นมาพร้อมกับคนที่รักเธอ แต่ชาตินี้ ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว
เธอค่อย ๆ ลุกขึ้นจากเตียง เก็บผ้าห่มให้เรียบร้อย ก่อนจะเดินออกจากห้องอย่างเบามือ ไม่อยากรบกวนการพักผ่อนของเขา
เมื่อออกมาถึงห้องโถง เธอสำรวจบ้านอีกครั้งอย่างละเอียด แม้บ้านหลังนี้จะเล็ก แต่ทุกอย่างถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบ
บนชั้นไม้มีขวดโหลใส่น้ำมัน เกลือและน้ำตาลอย่างละนิดอย่างละหน่อย ในถังข้าวมีข้าวสารเหลือพอกินไปได้หลายวัน ในโอ่งเก็บแป้งมีแป้งเหลืออยู่จำนวนหนึ่ง มีปลาตากแห้งไม่กี่ตัวแขวนอยู่ใต้ชายคา เพียงมองแวบเดียว จ้าวชิงหรานก็คาดเดาสถานะทางการเงินของบ้านตระกูลซ่งในเวลานี้ได้แล้ว แม้ว่าจะไม่ได้ถึงกับอดอยาก... แต่ก็ไม่ได้มีฐานะร่ำรวยมากนัก
เมื่อคิดถึงชีวิตของเขาในชาติที่แล้ว เธอก็ทอดถอนใจออกมาเบา ๆ หากซ่งฉางเยว่ยังคงใช้ชีวิตเช่นเดิม ต่อให้ซ่งฉางเยว่ทำงานหนักเพียงใด ฐานะของบ้านก็เพียงแค่ดีเท่านั้น ตอนนี้เขาแต่งงานแล้ว นอกจากจะมีเธอเข้ามาในชีวิตแล้วในอนาคตยังอาจจะมีลูกๆ ถือกำเนิดมาอีกด้วย ดังนั้นเรื่องการออกทะเลหาปลาของเขาจึงต้องมีการปรับเปลี่ยน
แต่โชคดี... เธอคือคนที่ย้อนเวลากลับมาเกิดใหม่ เธอรู้ว่าหลังจากนี้อีกไม่นาน นโยบายของประเทศจะเริ่มเปิดกว้างมากขึ้น การค้าขายจะคึกคัก อาหารทะเลหลายชนิดที่วันนี้แทบไม่มีราคา จะกลายเป็นสินค้าที่คนในเมืองแย่งกันซื้อ
โอกาสกำลังจะมาถึง และครั้งนี้... เธอจะไม่มีวันปล่อยให้โอกาสหลุดมือในขณะที่จ้าวชิงหรานกำลังครุ่นคิดอยู่ เสียงฝีเท้าก็ดังมาจากด้านหลัง
“ทำไมตื่นแต่เช้าจังเลยล่ะ”
ซ่งฉางเยว่เดินออกมาจากห้องนอน ผมยังยุ่งเล็กน้อย แต่เมื่อเห็นจ้าวชิงหรานยืนอยู่ในบ้านของตน เขาก็อดยิ้มออกมาไม่ได้
จ้าวชิงหรานหันกลับมายิ้มให้เขา
“พี่ตื่นแล้วหรือคะ”
ซ่งฉางเยว่พยักหน้า
“ทุกวันพี่ออกทะเลก่อนฟ้าสาง จึงเคยชินกับการตื่นแต่เช้า”
พูดจบเขาก็เดินไปด้านหลังของบ้าน ล้างหน้าแปรงฟันอย่างเป็นธรรมชาติแล้วจึงได้เดินกลับมาหาเธอ
“เช้านี้กินอะไรง่ายๆ ก่อนก็แล้วกันนะ เธอไปนั่งรอเถิดเดี๋ยวพี่ทำเสร็จแล้วจะยกไปให้”
เขาพูดพลางเดินไปเปิดดูถังข้าว ตักข้าวขึ้นมาจำนวนหนึ่งซาวน้ำอย่างคล่องแคล่วจุดไฟต้มข้าวอย่างรวดเร็ว
จากนั้นจึงเดินไปทางด้านหลังบ้านเก็บผักสดที่ปลูกเอาไว้ นำไปล้างที่บ่อหลังบ้านแล้วจึงนำมาหั่นวางพักไว้ หยิบปลาที่แขวนมาหั่นเป็นท่อนๆ พอข้าวต้มสุกเขาก็ลงมือทอดปลาแล้วก็ผัดผัก หลังจากนั้นก็ยกอาหารไปวางที่โต๊ะ
จ้าวชิงหรานเดินไปนั่งที่โต๊ะ รอเขาไปนั่งกินมื้อเช้าด้วยกัน อาหารที่วางอยู่ตรงหน้าสีสันดูน่ากินอยู่ไม่น้อย เมื่อเขาขยับตะเกียบคีบปลาทอดมาวางลงบนชามของเธอแล้วพูดกับเธอว่า “กินเสียสิ” จ้าวชิงหลานจึงก้มหน้าลงแล้วกินปลาทอดที่ทอดจนเหลืองกรอบขึ้นมากินแล้วยิ้มออกมา
“ไม่เคยรู้เลยว่าพี่จะทำกับข้าวได้คล่องแคล่วถึงเพียงนี้”
คำพูดของจ้าวชิงหรานทำให้ตะเกียบในมือของซ่งฉางเยว่ชะงักไปครู่หนึ่งแล้วเขาจึงเอ่ยออกมาด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม
“อยู่คนเดียวมานานหลายปี ต่อให้ตอนแรกทำไม่เป็นต่อมาก็ต้องทำเป็นจนได้ ไม่อย่างนั้นพี่จะมีข้าวกินได้อย่างไร”
เขาพูดพลางลงมือกินข้าวต่อ ข้าวต้มรสชาติกลมกล่อมมีความเค็มเล็กน้อยจากการใส่เกลือ ปลาตากแห้งก็ถูกทอดจนกรอบกินได้ทั้งชิ้น ผัดผักรสชาติดีมีความกรุบกรอบของผักสดเหลืออยู่ เขาใส่น้ำมันลงไปอย่างไม่ตะหนี่ถี่เหนียวทำให้ผัดผักของเขามีรสชาติดีกว่าผัดผักที่แม่ของเธอทำเสียอีก
“วันนี้พี่จะยังไม่ออกทะเล แต่วันพรุ่งนี้พี่คงต้องออกไปตั้งแต่เช้า เธออยู่บ้านคนเดียวคงต้องทำอาหารเอง”
เขาพูดแล้วก็ชะงักครู่หนึ่งก่อนจะถามเธอออกมาด้วยน้ำเสียงระมัดระวัง
“เธอทำอาหารเป็นใช่ไหม”
คำถามของเขาทำให้จ้าวชิงหรานรีบพยักหน้า
“ถึงจะไม่คล่องแคล่ว และอร่อยสู้ที่พี่ทำไม่ได้ แต่อาหารที่ฉันทำก็พอกินได้อยู่นะ”
“ถ้าอย่างนั้นก็ดีเลย ตอนที่พี่ออกทะเลพี่จะได้ไม่ต้องเป็นห่วงเธอ”
เขาพูดพลางวางตะเกียบลง ข้าวต้มชามโตของเขาตอนนี้ว่างเปล่าไปแล้ว จ้าวชิงหรานก้มลงมามองชามข้าวของเธอที่ตอนนี้ลดลงไปยังไม่ถึงครึ่งแล้วก็พลันยิ้มแหยออกมา
“ไม่ต้องรีบกินหรอก พี่เคยชินกับการกินข้าวอย่างเร่งรีบแล้ว เดี๋ยวพี่จะไปตรวจดูอุปกรณ์จับปลาของพี่เสียหน่อยเธอนั่งกินข้าวไปคนเดียวก่อนนะ กินเสร็จแล้วก็วางเอาไว้พี่จะได้นำไปล้างที่บ่อน้ำหลังบ้าน”
เมื่อเขาพูดจบก็เดินจากไปทิ้งให้จ้าวชิงหรานนั่งกินข้าวอยู่คนเดียว วันนี้ซ่งฉางเยว่กลับมาเป็นคนพูดน้อยและสุขุมดังเช่นทุกวัน อาการของหนุ่มน้อยที่เต็มไปด้วยความเขินอาย ทั้งซุ่มซ่ามและงุ่มง่ามคนนั้นได้จางหายไปจากตัวเขาแล้ว จ้าวชิงหรานยิ้มออกมาพลางรีบกินข้าวจนหมดชาม
“...”
เธอนั่งนิ่งมองชามข้าวต้มชามโตที่ถูกเธอกินจนหมดอย่างคาดไม่ถึง หลังจากนั้นจึงเพิ่งจะรู้สึกตัวว่าตนเองกินมากจนเกินไปแล้ว ตอนนี้ท้องของเธอแน่นจนรู้สึกอึดอัดไปหมด
จ้าวชิงหรานรีบรวบรวมจานชามที่กินเสร็จแล้ว รวมไปถึงของที่ต้องล้างในครัวยกไปที่บ่อน้ำด้านหลังลานบ้าน เตรียมลงมือล้างแต่ซ่งฉางเยว่รีบเดินมาหาเธอเสียก่อน
“เธอไม่ต้องล้างหรอก เดี๋ยวพี่ล้างให้เธอเอง”
คำพูดของเขาทำให้จ้าวชิงหรานส่ายหน้า
“ไม่ต้องหรอกค่ะ ให้ฉันล้างเถิด ถึงอย่างไรวันหน้าหน้าที่นี้ก็ควรจะเป็นของฉัน”
เมื่อจ้าวชิงหรานพูดจบก็ลงมือล้างจานอย่างคล่องแคล่ว เธอใช้ผงทำความสะอาดที่มีอยู่เพียงเล็กน้อยช่วยความสะอาดคราบน้ำมันในภาชนะ จากนั้นจึงล้างออกจนสะอาด พอเงยหน้าขึ้นก็เห็นว่าซ่งฉางเยว่กำลังจ้องมองเธออยู่ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยหลงใหล พอเห็นสายตาของเขาใบหน้าของจ้าวชิงหรานก็พลันร้อนผ่าวในทันที
“พี่ไม่มีอะไรให้ทำแล้วหรือ”
คำถามของเธอทำให้เขาเลิกคิ้วขึ้น พอเห็นความขัดเขินบนใบหน้าของจ้าวชิงหรานเขาก็พลันยกมือขึ้นมาลูบที่ต้นคอของตนเองอย่างทำอันใดไม่ถูก หลังจากนั้นจึงได้เดินเข้าไปในบ้าน ลงมือต้มชาด้วยตนเอง พอจ้าวชิงหรานเข้าไปในบ้านเขาก็ชี้ให้เธอนั่งลงบนเก้าอี้แล้วรินน้ำชาให้ พอจ้าวชิงหรานรับถ้วยชาไป เขาก็ดึงกล่องเหล็กใบหนึ่งออกมาดันกล่องใบนั้นมาวางตรงหน้าจ้าวชิงหราน
“เงินในกล่องตอนนี้มีเหลืออยู่สามสิบหยวน ก่อนหน้านี้มีอยู่สองร้อยกว่าหยวนแต่พี่มอบให้พ่อแม่ของเธอเป็นค่าสินสอดไปแล้ว”
เมื่อเขาพูดเช่นนี้จ้าวชิงหรานก็เงยหน้าขึ้นมามองเขาอย่างคาดไม่ถึง เธอไม่รู้เลยว่าเขามอบสินสอดให้พ่อกับแม่ของเธอด้วย
“พี่เคยพูดแล้วว่าตราบใดที่พี่ยังมีข้าวกินพี่ก็จะไม่ให้เธออด หลังจากนี้พี่จะขยันออกทะเลให้มากขึ้น จะจับปลาให้มากขึ้น พอได้ปลามากขึ้นพี่จะนำไปขายให้หมดไม่ว่าวันหน้าเธออยากได้อะไรพี่ก็จะพยายามหาเงินมาซื้อให้เธอ”
คำพูดของเขาทำให้จ้าวชิงหรานกะพริบตาเพื่อขับไล่น้ำตาแห่งความซาบซึ้งใจ จ้าวชิงหรานยื่นมือไปดึงมือข้างหนึ่งของเขามากุมเอาไว้แล้วพูดกับเขาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยคำมั่นสัญญา
“พี่วางใจเถิด ฉันจะเป็นภรรยาที่ดี จะแบ่งเบาภาระของพี่จะช่วยพี่หาเงิน จะไม่ปล่อยให้พี่ต้องเหน็ดเหนื่อยหาเงินเพียงคนเดียวอย่างแน่นอน”
มือที่เกาะกุมมือหนาของซ่งฉางเยว่ทั้งอ่อนนุ่มและอบอุ่น เขายิ้มบางๆ ออกมาพลางพลิกมือขึ้นมาเกาะกุมมือนุ่มของเธอเอาไว้ เขารู้ดีว่าจ้าวชิงหรานถูกเลี้ยงดูมาอย่างประคบประหงม ไม่เคยทำงานหนักและทำสิ่งใดไม่ค่อยเป็น เขาไม่ได้คาดหวังให้เธอทำสิ่งใดเพื่อเขา แต่แค่ได้ยินเธอพูดออกมาเช่นนี้หัวใจของเขายินดีมากแล้ว
