บท
ตั้งค่า

บทที่ 6: เหยื่อล่ออาบยาพิษ และความโลภที่บดบังดวงตา

ยามเว่ย (13.00 - 14.59 น.) รถม้าคันเล็กแล่นกลับมาจอดที่ประตูลับท้ายจวนแม่ทัพสกุลเผยอย่างเงียบเชียบ หิมะที่โปรยปรายลงมาเมื่อช่วงเช้าเริ่มละลายกลายเป็นหยดน้ำเกาะตามกิ่งไม้ อากาศภายนอกยังคงหนาวเย็นจับใจ ทว่าภายในอกของเฟยเหนียงกลับรู้สึกอบอุ่นและปลอดโปร่งอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในรอบหลายสิบปี การได้พูดคุยและปรับความเข้าใจกับลู่ฟงซาน อดีตคู่หมั้นผู้ซื่อสัตย์ เปรียบเสมือนการได้เติมฟืนชั้นดีลงในกองไฟแห่งความแค้นของนาง บัดนี้ เปลวเพลิงแห่งการเอาคืนพร้อมที่จะแผดเผาจวนแม่ทัพแห่งนี้ให้เป็นจุณแล้ว

เมื่อกลับเข้ามาถึงเรือนกล้วยไม้ เฟยเหนียงผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดกระโปรงผ้าไหมสีอ่อน สวมทับด้วยเสื้อคลุมขนจิ้งจอกสีขาวบริสุทธิ์ นางนั่งเอนกายลงบนตั่งไม้อย่างเกียจคร้าน ปล่อยให้ซุ่ยเอ๋อร์ยกเตาผิงใบเล็กเข้ามาวางใกล้ๆ เพื่อคลายความหนาวเย็นที่เกาะกุมร่างกาย

“ฮูหยินเจ้าคะ ช่วงที่ท่านไม่อยู่ บ่าวให้คนไปสืบดูความเคลื่อนไหวที่เรือนของคุณชายใหญ่ตามที่ท่านสั่งแล้วเจ้าค่ะ” ซุ่ยเอ๋อร์รายงานเสียงเบาขณะรินชาพุทราแดงส่งให้ผู้เป็นนาย

“มันทำอะไรบ้างล่ะ” เฟยเหนียงรับถ้วยชามาถือไว้ มุมปากยกยิ้มเย็นชา

“ได้ยินสาวใช้ในเรือนนั้นกระซิบกันว่า คุณชายใหญ่อารมณ์เสียอย่างหนัก เดินวนเวียนไปมาอยู่ในห้องหนังสือตั้งแต่เช้า ซ้ำยังทุบถ้วยชาแตกไปหลายใบ บ่นด่าว่าฮูหยินใหญ่แกล้งป่วยเพื่อบ่ายเบี่ยงไม่ยอมมอบเงินหมื่นตำลึงให้ เขาดูร้อนรนเรื่องเงินก้อนนี้มากเจ้าค่ะ จนถึงขั้นมีปากเสียงกับฮูหยินน้อยหลินซื่อเล็กน้อยด้วย”

“หึ ร้อนรนงั้นหรือ” เฟยเหนียงแค่นเสียงหัวเราะ “เงินก้อนนั้นมิใช่เพื่อนำไปช่วยเหลือกองทัพหรือซื้อเสบียงให้ทหารหรอก แต่เป็นเงินที่พวกมันเตรียมจะรวบรวมไว้สำหรับแผนการหนีไปเสวยสุขที่ฮ่องกงต่างหากเล่า ท้องพระคลังร่อยหรอ ขุนนางต่างรีบกอบโกย จิ้งจอกเฒ่าอย่างเผยฮั่วหลานมีหรือจะยอมควักเนื้อตัวเอง มันจึงใช้ให้ลูกเนรคุณผู้นี้มาสูบเลือดสูบเนื้อจากข้าแทน”

แววตาของเฟยเหนียงทอประกายวาวโรจน์ นางวางถ้วยชาลงบนโต๊ะเสียงดัง ‘กริ๊ก’

“ซุ่ยเอ๋อร์ ไปตามคุณชายใหญ่มาพบข้า บอกเขาว่าข้าดื่มยาแล้วอาการดีขึ้นบ้าง และมีเรื่องสำคัญมากเกี่ยวกับเงินทองที่อยากจะหารือกับเขาเป็นการส่วนตัว”

“เจ้าค่ะฮูหยิน” ซุ่ยเอ๋อร์รับคำและรีบถอยออกไป

เพียงไม่ถึงครึ่งก้านธูป (ประมาณ 7-8 นาที) ร่างสูงโปร่งของเผยจื่อหานก็ปรากฏขึ้นที่หน้าประตูเรือนกล้วยไม้ ใบหน้าที่เคยบูดบึ้งเมื่อครู่ถูกปั้นแต่งให้กลายเป็นรอยยิ้มกว้างขวางของบุตรชายผู้กตัญญู เขารีบก้าวเข้ามากระทำความเคารพมารดาเลี้ยงด้วยท่าทีนอบน้อม

“ท่านแม่ ลูกได้ยินว่าท่านอาการดีขึ้นแล้ว ลูกดีใจยิ่งนักขอรับ เมื่อเช้าลูกตั้งใจจะเชิญท่านหมอมาตรวจ แต่สาวใช้บอกว่าท่านต้องการพักผ่อน ลูกจึงไม่กล้ารบกวน” เผยจื่อหานเอ่ยเจื้อยแจ้ว น้ำเสียงเต็มไปด้วยความห่วงใยจอมปลอม

เฟยเหนียงลอบเบ้ปากในใจ แต่ภายนอกกลับแสดงสีหน้าอ่อนล้าและเปี่ยมไปด้วยความเมตตา นางกวักมือเรียกให้เขาเข้ามานั่งใกล้ๆ

“จื่อหานเอ๋อร์ ลำบากเจ้าแล้วที่ต้องมาเป็นห่วงคนแก่เช่นแม่ ร่างกายของแม่ชราลงมาก เจ็บออดๆ แอดๆ คงอยู่เป็นภาระให้พวกเจ้าได้อีกไม่นาน” เฟยเหนียงแสร้งถอนหายใจยาว ยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นซับหางตา

“ท่านแม่กล่าวอันใดเช่นนั้นขอรับ ท่านแม่ยังมีอายุยืนยาวเป็นร้อยปี เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้ลูกหลานไปอีกนาน” เผยจื่อหานรีบประจบประแจง แต่ในใจกลับคิดว่า ‘รีบตายๆ ไปเสียก็ดี สมบัติจะได้ตกเป็นของข้าแต่เพียงผู้เดียว’

เฟยเหนียงแสร้งทำเป็นไม่เห็นสายตาที่ซ่อนความละโมบของเขา นางปรับสีหน้าให้ดูจริงจังขึ้น “จื่อหานเอ๋อร์ เรื่องเงินหมื่นตำลึงที่เจ้าขอเพื่อนำไปช่วยบิดาเจ้านั้น แม่ไม่ได้นิ่งนอนใจเลยนะ เมื่อเช้าแม้แม่จะปวดหัวจนลุกไม่ขึ้น แต่ก็ให้คนไปตาม ‘หลงจู๊สวี’ ผู้ดูแลกิจการสกุลเดิมของแม่มาพบอย่างลับๆ หวังจะให้เขารวบรวมเงินสดมาให้เจ้า”

ดวงตาของเผยจื่อหานเบิกกว้างเป็นประกายทันที “แล้วหลงจู๊สวีว่าอย่างไรบ้างขอรับท่านแม่ เงินสดในร้านพอจะมีหรือไม่”

“โธ่เอ๊ย นั่นแหละที่ทำให้แม่กลัดกลุ้มใจนัก” เฟยเหนียงทุบอกตนเองเบาๆ แสดงละครอย่างแนบเนียน “หลงจู๊สวีบอกว่า ช่วงนี้บ้านเมืองระส่ำระสาย ข่าวลือเรื่องกบฏทำให้การค้าฝืดเคือง เงินสดในร้านถูกนำไปหมุนเวียนซื้อวัตถุดิบจนหมดสิ้น หากจะรีดเค้นเงินหมื่นตำลึงในเวลานี้ เกรงว่าจะต้องขายโรงย้อมผ้าทิ้งในราคาขาดทุนย่อยยับ ซึ่งแม่ทำใจไม่ได้จริงๆ”

รอยยิ้มบนใบหน้าของเผยจื่อหานแข็งค้างไปชั่วขณะ ความผิดหวังและเกรี้ยวกราดตีตื้นขึ้นมาในอก “เช่นนั้น หมายความว่าท่านแม่ไม่มีเงินให้ลูกแล้วหรือขอรับ”

“อย่าเพิ่งใจร้อนสิลูก” เฟยเหนียงรีบเอื้อมมือไปตบหลังมือของเขาเบาๆ “แม้จะไม่มีเงินสด แต่หลงจู๊สวีกลับนำ ‘โอกาสทอง’ บางอย่างมาบอกกล่าวแก่แม่ เป็นโอกาสที่สามารถทำกำไรได้มหาศาลภายในเวลาไม่ถึงสิบวัน หากทำสำเร็จ เงินหมื่นตำลึงที่เจ้าต้องการก็เป็นเพียงเศษเงินไปเลย”

คำว่า ‘กำไรมหาศาล’ และ ‘เศษเงิน’ ราวกับมนตร์สะกดที่ทำให้ความโกรธของเผยจื่อหานมลายหายไปสิ้น เขารีบขยับเก้าอี้เข้าไปใกล้มารดาเลี้ยง กระซิบถามด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น “โอกาสทองอันใดหรือขอรับท่านแม่ โปรดชี้แนะลูกด้วย”

เฟยเหนียงหรี่ตาลง มองซ้ายมองขวาราวกับกลัวว่าจะมีใครแอบฟัง ก่อนจะลดเสียงลงจนเกือบเป็นเสียงกระซิบ “หลงจู๊สวีมีสหายเป็นพ่อค้าใหญ่จากทางใต้ สหายผู้นี้เพิ่งลอบนำเข้า ‘ยารักษาโรคบาดทะยักและยาชา’ จากฝั่งตะวันตกมาได้ลอตใหญ่ เจ้าก็รู้ใช่หรือไม่ว่าช่วงนี้ตามชายแดนมีการปะทะกันบ่อยครั้ง ยาพวกนี้เป็นที่ต้องการของกองทัพและโรงหมอทั่วแผ่นดิน มีทองคำก็ใช่ว่าจะหาซื้อได้ง่ายๆ”

เผยจื่อหานพยักหน้าหงึกหงัก เขาย่อมรู้ดี บิดาของเขามักจะบ่นเรื่องกองทัพขาดยาชาและยาสมานแผลอยู่เสมอ หากใครมีของพวกนี้อยู่ในมือ ย่อมสามารถโก่งราคาได้หลายสิบเท่า

“พ่อค้าผู้นั้นเดิมทีตั้งใจจะนำยาเข้ามาประมูลในเมืองหลวง แต่บังเอิญเกิดเหตุสุดวิสัย สายข่าวรายงานว่าทางการกำลังเข้มงวดเรื่องการลักลอบนำเข้าสินค้าตะวันตก พ่อค้าผู้นั้นขี้ขลาดตาขาว กลัวจะถูกจับกุมและยึดทรัพย์ จึงร้อนใจอยากจะเทขายยาทั้งหมดแบบเหมาเข่งในราคาที่ถูกแสนถูก เพียงเพื่อเอาทุนคืนและรีบหนีกลับลงใต้ให้เร็วที่สุด”

เฟยเหนียงทอดถอนใจอีกครั้ง “หลงจู๊สวีเห็นว่าเป็นโอกาสดี จึงนำเรื่องนี้มาเสนอแม่ หากเรากว้านซื้อยาลอตนี้ไว้ในราคาห้าหมื่นตำลึง แล้วค่อยๆ ทยอยปล่อยขายให้โรงหมอและกองทัพอย่างลับๆ กำไรที่จะได้กลับมา อย่างน้อยก็ต้องสามแสนตำลึงเป็นอย่างต่ำ”

“สามแสนตำลึง” เผยจื่อหานอุทานเสียงหลง ดวงตาของเขาเบิกโพลงราวกับไข่ห่าน ตัวเลขมหาศาลนั้นทำให้หัวใจของเขาเต้นกระหน่ำจนแทบจะทะลุออกมานอกอก เงินสามแสนตำลึง หากเขามีเงินจำนวนนี้ เขาและบิดามารดาแท้ๆ จะสามารถซื้อคฤหาสน์หลังใหญ่ที่สุดในฮ่องกง มีบ่าวไพร่รับใช้เป็นร้อยคน ใช้ชีวิตเยี่ยงราชาได้อย่างสุขสบายตลอดชาติ

“ใช่ สามแสนตำลึง” เฟยเหนียงพยักหน้า แววตาแฝงความเสียดายอย่างสุดซึ้ง “แต่ช่างน่าเสียดายนัก แม่แก่ชราแล้ว ร่างกายก็อ่อนแอ ไม่มีเรี่ยวแรงจะไปจัดการเรื่องค้าขายที่เสี่ยงภัยเช่นนี้ ซ้ำเงินสดห้าหมื่นตำลึงที่จะนำไปลงทุน แม่ก็ไม่มีอยู่กับตัว แม่จึงได้แต่ปฏิเสธหลงจู๊สวีไป และสั่งให้เขาปิดปากเงียบ ห้ามนำเรื่องนี้ไปบอกใครเด็ดขาด เกรงว่าหากผู้อื่นรู้เข้า จะมาแย่งชิงตัดหน้าไป”

เฟยเหนียงลอบสังเกตปฏิกิริยาของบุตรชายจอมปลอม นางเห็นความโลภที่พุ่งทะยานจนมิดหลอดในดวงตาของเขา เหยื่อล่ออาบยาพิษชิ้นนี้ มันกลืนลงคอไปครึ่งตัวแล้ว

“ท่านแม่ โอกาสดีงามถึงเพียงนี้ จะปล่อยให้หลุดมือไปได้อย่างไรขอรับ” เผยจื่อหานรีบจับมือมารดาเลี้ยงไว้แน่น “หากท่านแม่ไม่สะดวก ลูก.. ลูกยินดีออกหน้าจัดการเรื่องนี้แทนท่านแม่เองขอรับ ลูกจะรับหน้าที่เป็นตัวแทนไปเจรจากับพ่อค้าผู้นั้น ท่านแม่เพียงแค่มอบเงินห้าหมื่นตำลึงให้ลูก”

“แม่เพิ่งบอกเจ้าไปอย่างไรเล่า ว่าแม่ไม่มีเงินสดห้าหมื่นตำลึง” เฟยเหนียงตัดบทเสียงแข็ง แสร้งทำเป็นหงุดหงิด “เงินในร้านถูกนำไปหมุนหมดแล้ว หากจะเอาเงินก้อนใหญ่ปานนั้น ต้องใช้เวลาขายที่ดินและจำนำของมีค่าอย่างน้อยครึ่งเดือน พ่อค้าคนนั้นเร่งรีบจะหนี เขาคงไม่รอเราหรอก ปล่อยมันไปเถิด ถือเสียว่าเราไม่มีวาสนาต่อเงินก้อนนี้”

“แต่ท่านแม่”

“พอแล้ว จื่อหาน แม่ปวดหัวเหลือเกิน” เฟยเหนียงยกมือขึ้นนวดขมับ แสร้งหลับตาลง “เจ้ากลับไปเถิด เรื่องเงินหมื่นตำลึงช่วยบิดาเจ้า แม่จะพยายามหาทางอื่นให้ภายหลัง ตอนนี้แม่อยากพักผ่อน”

เมื่อเห็นมารดาเลี้ยงมีท่าทีรำคาญและไม่อยากสนทนาต่อ เผยจื่อหานจึงจำต้องกลืนคำพูดทั้งหมดลงคอ เขาลุกขึ้นคำนับแล้วเดินออกจากเรือนกล้วยไม้ไป ทว่าในหัวของเขากลับมีแต่ตัวเลข ‘สามแสนตำลึง’ วนเวียนอยู่ไม่หยุดหย่อน

ลับร่างของบุตรชาย เฟยเหนียงค่อยๆ ลืมตาขึ้น รอยยิ้มเยือกเย็นปรากฏบนริมฝีปาก “ปลาติดเบ็ดแล้ว”

นางหันไปพยักหน้าให้ซุ่ยเอ๋อร์ “ส่งข่าวไปให้พี่ฟงซาน บอกเขาว่า ‘สุนัขเริ่มหิวโซแล้ว ให้เตรียมเนื้อติดยาพิษไว้ให้พร้อม’“

ณ เรือนของฮูหยินน้อย

ทันทีที่เผยจื่อหานก้าวเท้าเข้ามาในห้อง เขาก็สั่งให้บ่าวไพร่ทั้งหมดออกไปและปิดประตูลงกลอนอย่างแน่นหนา ท่าทีร้อนรนของเขาทำให้หลินซื่อที่กำลังปักผ้าอยู่ถึงกับขมวดคิ้ว

“ท่านพี่ เป็นอันใดไปเจ้าคะ ไปพบท่านแม่มาได้เรื่องเงินหรือไม่” หลินซื่อวางสะดึงปักผ้าลง รีบเดินเข้ามารินน้ำชาให้สามี

“เรื่องเงินหมื่นตำลึงน่ะลืมไปได้เลย นังแก่โง่เง่านั่นไม่มีเงินสดให้เราหรอก” เผยจื่อหานกระแทกตัวลงนั่งบนเก้าอี้ รับถ้วยชามาดื่มรวดเดียวหมด “แต่นางกลับคาบข่าวที่ประเสริฐยิ่งกว่ามาให้ข้า”

จากนั้น เผยจื่อหานก็เล่าเรื่อง ‘โอกาสทอง’ ที่จะลงทุนซื้อยาจากฝั่งตะวันตกให้ภรรยาฟังอย่างละเอียด เมื่อหลินซื่อได้ยินตัวเลขกำไรสามแสนตำลึง ดวงตาของนางก็เบิกกว้างด้วยความโลภไม่แพ้ผู้เป็นสามี

“สวรรค์ กำไรมากมายถึงเพียงนี้ ท่านพี่ หากเราได้เงินก้อนนี้มา ท่านพ่อและท่านแม่ (มารดาแท้ๆ ของเผยจื่อหาน) จะต้องภูมิใจในตัวท่านมากแน่ๆ พวกเราไม่ต้องทนอุดอู้รอเบี้ยหวัดรายเดือนอีกต่อไป” หลินซื่อตื่นเต้นจนจับมือสามีเขย่า

“แต่ปัญหาคือ นังแก่นั่นไม่มีเงินสดห้าหมื่นตำลึง และพ่อค้าคนนั้นก็รอไม่ได้ ข้าเชื่อว่าหากข่าวนี้หลุดรอดออกไป คหบดีคนอื่นต้องแย่งกันซื้อแน่นอน เราจะทำอย่างไรดีเล่า ซื่อเอ๋อร์” เผยจื่อหานขยี้ผมตัวเองด้วยความหงุดหงิด

หลินซื่อหรี่ตาลงใช้ความคิด นางเป็นบุตรีเสนาบดีที่ถูกสอนเรื่องการแก่งแย่งชิงดีในเรือนหลังมาตั้งแต่เด็ก ความทะเยอทะยานของนางมีไม่น้อยไปกว่าสามี

“ท่านพี่ ในเมื่อฮูหยินใหญ่ไม่ยอมลงทุน และไม่มีเรี่ยวแรงจะจัดการ ทำไมพวกเราไม่ชิงตัดหน้านางเสียเองเล่าเจ้าคะ” หลินซื่อกระซิบเสียงแผ่ว

“ตัดหน้า แต่เราจะเอาเงินห้าหมื่นตำลึงมาจากไหน เงินเดือนขุนนางของข้าเก็บทั้งปียังไม่ได้ถึงครึ่งหมื่นเลยนะ”

หลินซื่อฉีกยิ้มเจ้าเล่ห์ “ท่านลืมไปแล้วหรือเจ้าคะ ว่าท่านมีสิทธิ์จัดการดูแลบัญชี ‘เงินกองกลางฉุกเฉิน’ ของจวนแม่ทัพ ข้าเคยแอบดูสมุดบัญชี ในนั้นมีเงินสดสำรองอยู่ราวๆ สามหมื่นตำลึง เป็นเงินที่ท่านพ่อเก็บไว้ใช้ยามฉุกเฉินในจวน”

“บ้าไปแล้ว นั่นมันเงินกองกลาง หากท่านพ่อรู้ว่าข้าแอบเอาไปลงทุนโดยไม่บอกกล่าว ข้าโดนตีขาหักแน่” เผยจื่อหานสะดุ้งเฮือก

“ท่านพี่ช่างขลาดเขลาเสียนี่กระไร” หลินซื่อค้อนปะหลับปะเหลือก “การค้าครั้งนี้ใช้เวลาไม่ถึงสิบวัน เมื่อท่านซื้อยามาและนำไปปล่อยขายให้กองทัพได้กำไรสามแสนตำลึง ท่านก็นำเงินสามหมื่นตำลึงกลับไปใส่คืนในคลังกองกลางอย่างเงียบๆ ก็ไม่มีใครรู้แล้ว ส่วนกำไรที่เหลือ ท่านก็นำไปมอบให้ท่านพ่อ สร้างความดีความชอบใหญ่หลวง ท่านพ่อมีแต่จะชื่นชมและยกย่องท่านว่าเป็นบุตรชายที่ฉลาดหลักแหลม”

คำพูดของภรรยาราวกับน้ำมันที่ราดลงบนกองไฟแห่งความโลภ เผยจื่อหานเริ่มคล้อยตาม “แต่ มันก็ยังขาดอีกสองหมื่นตำลึงนะ ถึงจะครบห้าหมื่น”

หลินซื่อกัดริมฝีปากล่างอย่างชั่งใจ ก่อนจะตัดสินใจเด็ดขาด “ข้า... ข้าจะนำเครื่องประดับหยก ทองคำ และโฉนดที่ดินสินเดิมของข้าบางส่วน ไปจำนำที่โรงรับจำนำลับนอกเมือง น่าจะได้เงินสดมาสักหมื่นกว่าตำลึง ส่วนที่เหลือ ท่านพี่ก็ลองหยิบยืมจากสหายขุนนางของท่านดูเถิด อ้างว่านำไปหมุนเวียนเล็กน้อย สัญญาจะให้ดอกเบี้ยงามๆ พวกเขาย่อมยอมให้ยืมแน่”

เพื่อเงินสามแสนตำลึง หลินซื่อยอมเทหมดหน้าตัก นางมั่นใจว่าการลงทุนครั้งนี้ไร้ความเสี่ยง เพราะข่าวกรองมาจาก ‘ฮูหยินใหญ่’ ผู้โง่เขลาที่ไม่เคยหลอกลวงพวกตนเลยสักครั้งในชีวิต

“ดี ตกลงตามนี้” เผยจื่อหานตบโต๊ะดังปัง ดวงตาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น “ข้าจะรีบไปสืบหาตัวพ่อค้าทางใต้ผู้นั้นให้พบโดยเร็วที่สุด ก่อนที่ฮูหยินใหญ่หรือคนอื่นจะไหวตัวทัน เราจะรวยกันแล้วซื่อเอ๋อร์”

สองวันต่อมา ณ ห้องลับชั้นบนสุดของโรงเตี๊ยมจินอวี้ ซึ่งเป็นกิจการในเครือข่ายของลู่ฟงซาน

บุรุษวัยกลางคนรูปร่างท้วม สวมชุดผ้าไหมราคาแพงแต่ท่าทางดูลุกลี้ลุกลน กำลังนั่งเช็ดเหงื่อที่ซึมตามหน้าผากอยู่ตรงข้ามกับเผยจื่อหาน บุรุษผู้นี้อ้างตนว่าคือ ‘เถ้าแก่หวัง’ พ่อค้ายารักษาโรคบาดทะยักจากทางใต้ (ซึ่งแท้จริงแล้วคือมือขวาคนสนิทของลู่ฟงซานที่ปลอมตัวมาอย่างแนบเนียน)

บนโต๊ะมีกล่องไม้หลายใบเปิดอ้าอยู่ ภายในบรรจุขวดยาชาและยาสมานแผลตะวันตกของแท้ที่ลู่ฟงซานนำมาจากคลังสินค้าของตนเพื่อใช้เป็น ‘เหยื่อล่อ’ ให้สมจริง

“คุณชายเผย ข้าน้อยร้อนใจจริงๆ ขอรับ สายข่าวของข้าบอกว่าทางการกำลังจะลงตรวจค้นโกดังสินค้าริมแม่น้ำในอีกสามวัน หากยาลอตนี้ถูกยึด ข้าน้อยคงหมดตัวแน่ๆ” เถ้าแก่หวังเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “ข้าน้อยยอมขายขาดทุนย่อยยับ สินค้าในโกดังทั้งหมดมูลค่าแสนตำลึง ข้าน้อยขอแค่ห้าหมื่นตำลึงถ้วน ขอแค่เอาทุนกลับไปตั้งตัวที่บ้านเกิดก็พอแล้วขอรับ”

เผยจื่อหานใช้มือลูบคลำขวดยาชาอย่างหลงใหล เขาแอบนำหมอที่ไว้ใจได้มาตรวจสอบตัวอย่างยาแล้วเมื่อวาน และได้รับการยืนยันว่าเป็นของแท้คุณภาพสูงลิบลิ่ว หากนำไปขายให้กองทัพ อย่างน้อยๆ ก็ต้องได้ราคาสามถึงสี่เท่า

“เถ้าแก่หวังไม่ต้องกังวล ข้าเป็นบุตรชายของแม่ทัพใหญ่แห่งแผ่นดินต้าชิง ข้ารับรองความปลอดภัยให้ท่านได้” เผยจื่อหานยืดอกอย่างภาคภูมิ ก่อนจะล้วงมือเข้าไปในสาบเสื้อ ดึงปึกตั๋วเงินปึกใหญ่ที่หนาเตอะออกมาวางทับลงบนโต๊ะเสียงดังปึก

“นี่คือตั๋วเงินของธนาคารต้าชิง จำนวนห้าหมื่นตำลึงถ้วน สามารถเบิกถอนได้ทันทีทุกสาขา”

หลินซื่อถึงกับต้องแอบจำนำสินเดิมของตนไปกว่าครึ่ง ซ้ำเขายังต้องลอบขโมยเงินกองกลางของจวนมาจนเกลี้ยงคลัง แถมยังแบกหน้าไปกู้หนี้ยืมสินสหายมาอีกก้อน เพื่อรวบรวมเงินจำนวนนี้มาให้ครบภายในเวลาเพียงสองวัน

เถ้าแก่หวังตาลุกวาว แสร้งทำเป็นดีใจจนน้ำตาไหล เขารีบกวาดตั๋วเงินทั้งหมดเข้าหาตัว และหยิบพู่กันขึ้นมาเซ็นสลักหลัง ‘หนังสือสัญญาโอนสิทธิ์สินค้า’ ให้กับเผยจื่อหานทันที

“ขอบพระคุณคุณชายเผย ขอบพระคุณสวรรค์ที่เมตตา คุณชายช่างเป็นผู้มีพระคุณของข้าน้อยโดยแท้” เถ้าแก่หวังโขกศีรษะให้หลายครั้ง “ใบสัญญานี้ระบุชัดเจนว่า สินค้าในโกดังหมายเลขสี่ริมแม่น้ำตะวันตก ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของคุณชายแต่เพียงผู้เดียว กุญแจโกดังอยู่ที่นี่ขอรับ ข้าน้อยขอตัวไปเก็บของหนีกลับลงใต้ก่อนนะขอรับ”

ว่าแล้ว เถ้าแก่หวังก็รีบหอบตั๋วเงินและวิ่งออกจากห้องลับไปอย่างรวดเร็วราวกับลมพัด

เผยจื่อหานกำหนังสือสัญญาและพวงกุญแจโกดังไว้แน่น เขาระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง “ฮ่าๆๆๆ สำเร็จแล้ว ข้าได้มันมาแล้ว นังแก่โง่เง่านั่นอุตส่าห์ชี้โพรงให้กระรอกแท้ๆ สามแสนตำลึงเป็นของข้าแล้ว”

ความโลภบดบังดวงตาและสติปัญญาของเขาจนหมดสิ้น เขาหารู้ไม่ว่า โกดังหมายเลขสี่ที่ริมแม่น้ำตะวันตกนั้น ภายในมีเพียงกล่องเปล่าและเศษอิฐเศษหินที่ถูกจัดฉากไว้อย่างสวยงามเท่านั้น และเมื่อเขาเปิดโกดังออกดู เงินห้าหมื่นตำลึงที่เขารวบรวมมาด้วยชีวิตก็จะสูญสลายไปราวกับควันไฟ

เวลาเดียวกันนั้น ณ ห้องหนังสือส่วนตัวในหอการค้าไท่ผิง

ลู่ฟงซานกำลังจิบชาหลงจิ่งอย่างอารมณ์ดี มือขวาคนสนิทที่เพิ่งสลัดคราบ ‘เถ้าแก่หวัง’ ทิ้งไป ก้าวเข้ามารายงานพร้อมกับวางปึกตั๋วเงินห้าหมื่นตำลึงลงบนโต๊ะนายท่าน

“นายท่านลู่ ทุกอย่างเรียบร้อยขอรับ ปลาหน้าโง่ตัวนั้นกลืนเบ็ดลงคอไปจนมิดแล้ว มันมอบตั๋วเงินทั้งหมดมาให้โดยไม่เอะใจเลยสักนิด แถมยังลงนามในสัญญาที่ระบุว่า ‘ซื้อตามสภาพ ห้ามเรียกร้องค่าเสียหายคืน’ อีกด้วยขอรับ”

ลู่ฟงซานหยิบตั๋วเงินปึกนั้นขึ้นมาพลิกดู รอยยิ้มหยันปรากฏบนใบหน้า “ทำได้ดีมาก เอาตั๋วเงินพวกนี้ไปส่งมอบให้ฮูหยินใหญ่ที่จวนแม่ทัพอย่างลับๆ บอกนางว่า เงินกองกลางของจวนศัตรู บัดนี้ตกอยู่ในกำมือของนางแล้ว”

“ขอรับนายท่าน”

หิมะตกหนักขึ้นเรื่อยๆ จนบดบังทัศนียภาพของเมืองหลวงจนขาวโพลน เฟยเหนียงยืนอยู่ริมหน้าต่างเรือนกล้วยไม้ ทอดสายตามองไปทางเรือนของคุณชายใหญ่ด้วยสายตาที่เย็นเยียบยะเยือก

หมากตัวแรกถูกผลักให้ล้มลงแล้ว การล่มสลายทางการเงินของจวนแม่ทัพสกุลเผย เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ
ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel