บทที่ 7: วิมานทลายลงตรงหน้า และเพลิงโทสะแห่งจวนแม่ทัพ
ยามเฉิน (07.00 - 08.59 น.) หิมะที่ตกหนักตลอดทั้งคืนเริ่มซาลง เหลือเพียงเกล็ดสีขาวบางเบาที่ปลิวว่อนไปตามสายลมเหมันต์ พื้นถนนในเมืองหลวงถูกปกคลุมด้วยพรมหิมะหนาเตอะ ทว่าความหนาวเย็นยะเยือกของอากาศ ไม่อาจดับความร้อนรุ่มในใจของบุรุษหนุ่มที่กำลังนั่งกระวนกระวายอยู่ภายในรถม้าคันหรูได้เลย
เผยจื่อหานสวมเสื้อคลุมขนจิ้งจอกราคาแพง ในมือยังคงกำพวงกุญแจทองเหลืองพวงใหญ่ไว้แน่นจนเหงื่อซึม แววตาของเขาเปล่งประกายด้วยความปีติยินดีและตื่นเต้นอย่างปิดไม่มิด รถม้ากำลังมุ่งหน้าไปยังโกดังหมายเลขสี่ริมแม่น้ำตะวันตก สถานที่ที่เขาเชื่อมั่นว่ามี ‘ขุมทรัพย์’ มูลค่ากว่าสามแสนตำลึงนอนรอให้เขาไปครอบครอง
“เร็วเข้า เร่งม้าให้เร็วกว่านี้” เผยจื่อหานตะโกนเร่งคนขับรถม้า เขาแทบจะทนรอไม่ไหวที่จะได้เห็นขวดยาชาและยาสมานแผลจากตะวันตกนับหมื่นขวดเรียงรายอยู่ตรงหน้า
เมื่อรถม้าจอดสนิทที่หน้าโกดังขนาดใหญ่ริมแม่น้ำ เผยจื่อหานก็กระโดดลงมาโดยไม่รอให้บ่าวรับใช้ตั้งตั่งไม้ เขาก้าวฉับๆ ตรงไปยังบานประตูไม้เนื้อแข็งที่ถูกคล้องด้วยแม่กุญแจเหล็กกล้าขนาดใหญ่ บ่าวรับใช้คนสนิทสองคนรีบวิ่งตามมาคุ้มกันซ้ายขวา
“เปิดประตู เปิดคลังสมบัติของข้าเดี๋ยวนี้” เผยจื่อหานโยนพวงกุญแจให้บ่าวรับใช้ด้วยมือที่สั่นเทา
เสียงลูกกุญแจกระทบกันดังแกรกกราก ก่อนที่แม่กุญแจเหล็กจะถูกปลดออก บ่าวรับใช้ทั้งสองออกแรงผลักบานประตูที่หนักอึ้งให้เปิดกว้าง บานพับที่ขึ้นสนิมส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดบาดแก้วหู แสงสว่างจากภายนอกสาดส่องเข้าไปในความมืดมิดของโกดัง เผยให้เห็นลังไม้ขนาดใหญ่จำนวนนับร้อยลังที่วางซ้อนกันสูงตระหง่านจนเกือบถึงหลังคา
“ฮ่าๆๆๆ สวรรค์ ของข้า ทั้งหมดนี่คือของข้า” เผยจื่อหานระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความโลภที่พุ่งทะยานจนถึงขีดสุด เขาวิ่งถลันเข้าไปในโกดังราวกับคนเสียสติ ลูบคลำลังไม้เหล่านั้นด้วยความหลงใหล
“คุณชาย จะให้พวกบ่าวเปิดลังดูสินค้าเลยหรือไม่ขอรับ” บ่าวรับใช้ถามด้วยความตื่นเต้นไม่แพ้กัน
“เปิด งัดมันออกให้หมด ข้าจะดูสินค้าของข้าให้ชื่นใจ” เผยจื่อหานสั่งเสียงกร้าว
บ่าวรับใช้ใช้ชะแลงเหล็กงัดฝาลังไม้ลังแรกที่อยู่ใกล้มือที่สุด เสียงตะปูหลุดออกจากเนื้อไม้ดัง ‘ปัง’ ฝาลังถูกเปิดอ้าออก เผยจื่อหานชะโงกหน้าเข้าไปดูทันที ทว่ารอยยิ้มที่กำลังเบ่งบานบนใบหน้ากลับแข็งค้างไปชั่วขณะ
ภายในลังไม้นั้น ไม่มีขวดยาแก้วใสแพรวพราว ไม่มีกล่องบรรจุภัณฑ์ที่เขียนอักษรตะวันตก มีเพียงฟางข้าวแห้งๆ ที่อัดแน่นอยู่เต็มลัง
“ฟางข้างงั้นหรือ อ้อ คงเป็นวัสดุกันกระแทกกระมัง เถ้าแก่หวังผู้นั้นช่างรอบคอบนัก รื้อฟางออก ขวดยาต้องอยู่ข้างใต้แน่ๆ” เผยจื่อหานพึมพำปลอบใจตนเอง รีบยื่นมือลงไปกอบเอาฟางข้าวออกอย่างร้อนรน
ทว่ายิ่งขุดลึกลงไป มือของเขากลับสัมผัสได้เพียงความสากระคายและน้ำหนักที่ผิดปกติ เมื่อฟางข้าวถูกโกยออกจนหมด สิ่งที่ปรากฏอยู่ก้นลังกลับไม่ใช่ยารักษาโรคแสนล้ำค่า แต่เป็นก้อนอิฐดินเผาและเศษหินหยาบๆ ที่ถูกจัดเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบ
“นี่มัน นี่มันเรื่องบ้าอันใดกัน” เผยจื่อหานเบิกตากว้างจนแทบถลนออกจากเบ้า เลือดในกายเย็นเฉียบประดุจถูกสาดด้วยน้ำแข็ง “ลังอื่น งัดลังอื่นเดี๋ยวนี้ งัดมันให้หมดทุกลัง”
เสียงชะแลงเหล็กงัดฝาลังดังระงมไปทั่วโกดัง ลังที่สอง ลังที่สาม ลังที่สิบ ลังที่ห้าสิบ ทุกลังถูกเปิดออกอย่างบ้าคลั่ง ฟางข้าวปลิวว่อนไปทั่วอากาศ ทว่าผลลัพธ์ที่ได้กลับเหมือนเดิมทุกประการ ไม่มีสินค้าใดๆ มีเพียงก้อนหิน ทราย และเศษอิฐปรักหักพังเท่านั้น
“ไม่ ไม่จริง มันต้องมียาสิ ข้าตรวจดูตัวอย่างแล้ว มันเป็นของแท้ ของต้องซ่อนอยู่ลังในสุดแน่ๆ” เผยจื่อหานกรีดร้องเสียงหลง เขากระโจนเข้าไปใช้มือเปล่าๆ คุ้ยเขี่ยฟางข้าวและก้อนหินอย่างคนเสียสติ จนเล็บหักและนิ้วมือมีเลือดไหลซิบ แต่เขาก็ไม่สนใจความเจ็บปวดใดๆ
ความจริงอันโหดร้ายกำลังตอกตะปูปิดตายโลงศพแห่งความหวังของเขา เขาถูกหลอก ถูกหลอกอย่างสมบูรณ์แบบ ตั๋วเงินห้าหมื่นตำลึงที่เขารวบรวมมาด้วยชีวิต แลกมาได้เพียงกองหินไร้ค่าพวกนี้
“เถ้าแก่หวัง ไอ้สารเลวเถ้าแก่หวัง ข้าจะฆ่าแก” เผยจื่อหานแผดเสียงคำรามลั่นโกดัง ร่างสูงโปร่งทรุดฮวบลงกับพื้นอย่างหมดสภาพ สองมือกุมศีรษะ ร่างกายสั่นสะท้านอย่างรุนแรงด้วยความหวาดกลัวและสิ้นหวัง
เงินห้าหมื่นตำลึงนั้น ไม่ใช่เงินของเขาแม้แต่อีแปะเดียว มันคือเงินกองกลางของจวนแม่ทัพที่บิดาหวงแหนยิ่งกว่าชีวิต มันคือสินเดิมของภรรยาที่ถูกนำไปจำนำ และมันคือหนี้สินดอกเบี้ยโหดที่เขากู้ยืมมาจากบรรดาสหายขุนนาง หากเรื่องนี้แดงขึ้นมา อย่าว่าแต่สืบทอดตำแหน่งแม่ทัพเลย บิดาของเขาจะต้องทุบตีเขาจนตายคาจวนเป็นแน่
“คุณ... คุณชาย เราจะทำอย่างไรกันดีขอรับ” บ่าวรับใช้ถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ หน้าซีดเผือดเป็นไก่ต้ม
“กลับจวน รีบกลับจวน เรื่องนี้ห้ามแพร่งพรายให้ใครรู้เด็ดขาด เข้าใจหรือไม่ หากใครปากโป้ง ข้าจะตัดลิ้นมันแล้วโยนให้สุนัขกิน” เผยจื่อหานตะคอกกลับด้วยดวงตาแดงก่ำราวกับสัตว์ป่าจนตรอก เขาลุกขึ้นยืนอย่างทุลักทุเล เดินโซเซกลับขึ้นรถม้าด้วยสภาพราวกับคนตายที่ไร้วิญญาณ
ณ เรือนของฮูหยินน้อย ภายในจวนแม่ทัพสกุลเผย
หลินซื่อกำลังนั่งสางผมอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง ฮัมเพลงเบาๆ อย่างอารมณ์ดี นางกำลังคำนวณกำไรสามแสนตำลึงอยู่ในหัว วางแผนว่าจะนำเงินไปไถ่ถอนสินเดิมที่จำนำไว้ และจะซื้อปิ่นมุกเม็ดงามที่สุดในเมืองหลวงมาประดับบารมี เพื่อข่มรัศมีของบรรดาฮูหยินจวนอื่นให้มิด
ปัง!!
ประตูห้องถูกผลักเปิดออกอย่างแรงจนกระแทกผนังเสียงดังสนั่น หลินซื่อสะดุ้งสุดตัว หันไปมองด้วยความหงุดหงิด ทว่าคำด่าทอที่เตรียมจะพ่นออกมากรรมกลับจุกอยู่ที่ลำคอ เมื่อเห็นสภาพของผู้เป็นสามี
เผยจื่อหานก้าวเข้ามาในห้องด้วยใบหน้าที่ซีดขาวราวกับกระดาษ เส้นผมหลุดลุ่ย เสื้อคลุมขนจิ้งจอกเปื้อนฝุ่นดินและเศษฟาง ซ้ำที่ปลายนิ้วยังมีคราบเลือดแห้งเกรอะกรัง เขาล้มพับลงบนเก้าอี้ หอบหายใจอย่างหนักหน่วง
“ท่านพี่ เกิดอะไรขึ้นเจ้าคะ เหตุใดสภาพท่านจึงเป็นเช่นนี้ โจรดักปล้นหรือเจ้าคะ” หลินซื่อรีบวิ่งเข้ามาดูสามีด้วยความตกใจ
“หมดแล้ว ซื่อเอ๋อร์ หมดสิ้นแล้ว” เผยจื่อหานเค้นเสียงออกมาจากลำคอที่แห้งผาก น้ำตาแห่งความขลาดกลัวไหลรินอาบสองแก้ม “เถ้าแก่หวัง มันเป็นนักต้มตุ๋น โกดังนั่น มีแต่ก้อนหินกับเศษอิฐ ไม่มีหยูกยาใดๆ ทั้งสิ้น”
“ท่านว่าอย่างไรนะ” หลินซื่อเบิกตากว้าง ถอยหลังไปสองก้าวราวกับถูกฟ้าผ่ากลางแสกหน้า “ก้อนหิน ท่านตาฝาดไปหรือไม่ ท่านบอกเองว่าตรวจดูตัวอย่างยาแล้วว่าเป็นของแท้นี่นา”
“มันสับเปลี่ยนสินค้า มันหลอกเอาตั๋วเงินห้าหมื่นตำลึงของข้าไปแล้ว ป่านนี้มันคงหนีลงใต้ไปถึงไหนต่อไหนแล้ว ซื่อเอ๋อร์ เราหมดตัวแล้ว” เผยจื่อหานทึ้งผมตัวเองอย่างบ้าคลั่ง
ขาของหลินซื่ออ่อนแรงจนทรุดลงไปกองกับพื้น หน้ามืดวิงเวียนจนแทบจะหมดสติ “เงินห้าหมื่นตำลึง นั่นมันเงินกองกลางของจวนนะเจ้าคะ และสินเดิมของข้า ปิ่นปักผมหยก กำไลทองคำ โฉนดร้านผ้า ท่านพี่ ท่านเอาสมบัติของข้าไปละลายแม่น้ำจนหมดแล้ว”
หลินซื่อกรีดร้องเสียงแหลม ทุบตีท่อนขาของสามีอย่างไม่คิดชีวิต “ท่านมันตัวโง่งม หลงเชื่อคนง่าย แล้วเราจะทำอย่างไรทีนี้ หากท่านพ่อรู้เรื่องนี้เข้า เราสองคนถูกไล่ออกจากจวนแน่ๆ”
“เงียบเดี๋ยวนี้นะนังแพศยา เจ้าเป็นคนยุยงให้ข้าขโมยเงินกองกลางและเอาสินเดิมไปจำนำเองไม่ใช่หรือ ตอนนี้จะมาโยนความผิดให้ข้าคนเดียวงั้นหรือ” เผยจื่อหานที่กำลังเครียดจัดตวาดกลับเสียงกร้าว ง้างมือขึ้นจะตบหน้าภรรยา แต่ก็ต้องชะงักเมื่อเสียงฝีเท้าหนักๆ และเสียงตะโกนเรียกดังมาจากหน้าเรือน
“คุณชายใหญ่ คุณชายใหญ่อยู่หรือไม่ขอรับ นายท่านเรียกพบด่วนที่ห้องหนังสือใหญ่ขอรับ” เสียงของพ่อบ้านประจำจวนดังขึ้น
เผยจื่อหานและหลินซื่อชะงักงัน มองหน้ากันด้วยความหวาดผวา ลางสังหรณ์มรณะคืบคลานเข้ามาเกาะกุมหัวใจ
“ท่าน... ท่านพ่อเพิ่งกลับมาจากค่ายทหารเมื่อคืน เหตุใดจึงรีบเรียกพบข้าแต่เช้าเช่นนี้” เผยจื่อหานกระซิบเสียงสั่น
“ห้ามบอกความจริงเด็ดขาดนะเจ้าคะ ท่านต้องหาข้ออ้างบ่ายเบี่ยงไปก่อน บอกว่านำเงินไปลงทุนระยะยาว หรืออะไรก็ได้” หลินซื่อรีบกระซิบเตือน แม้จะโกรธแค้นเพียงใด แต่นางก็รู้ดีว่าพวกตนลงเรือลำเดียวกันแล้ว หากเรือล่มก็ต้องจมไปด้วยกัน
เผยจื่อหานพยายามสูดลมหายใจลึก ปรับเสื้อผ้าให้เข้าที่ เช็ดคราบเลือดที่มือออกอย่างลวกๆ แล้วเดินออกไปพบพ่อบ้านด้วยขาทั้งสองข้างที่หนักอึ้งราวกับถ่วงด้วยตะกั่ว
ณ ห้องหนังสือใหญ่ของจวนแม่ทัพ
บรรยากาศภายในห้องตึงเครียดจนแทบจะหายใจไม่ออก เผยฮั่วหลานในชุดขุนนางชุดเล็กนั่งหน้าดำคร่ำเครียดอยู่หลังโต๊ะทำงานไม้สน คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันแน่น บนโต๊ะมีจดหมายลับฉบับหนึ่งวางเปิดอยู่
สถานการณ์บ้านเมืองภายนอกกำลังเลวร้ายลงทุกขณะ กองทัพกบฏทางใต้รุกคืบเข้ามาใกล้เมืองหลวงเรื่อยๆ สายข่าวที่เขาฝังไว้ในราชสำนักรายงานว่า ฮ่องเต้เริ่มหวาดผวาและเตรียมจะหลบหนีออกจากเมืองหลวงในไม่ช้านี้ เผยฮั่วหลานที่เตรียมการหนีไปฮ่องกงไว้ล่วงหน้า จำเป็นต้องเร่งแผนการให้เร็วขึ้น เขาต้องการเงินสดจำนวนมากเพื่อนำไปจ่ายเป็นค่าผ่านทางให้กับเรือสำเภาของชาวต่างชาติที่จะลักลอบพาครอบครัวของเขาหนี
ทันทีที่เผยจื่อหานก้าวเข้ามาในห้อง เขาก็สัมผัสได้ถึงรังสีอำมหิตที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวบิดา
“คารวะท่านพ่อ เรียกหาลูกแต่เช้า มีเรื่องด่วนอันใดหรือขอรับ” เผยจื่อหานประสานมือคารวะ พยายามบังคับเสียงไม่ให้สั่น
“จื่อหาน เจ้ามาพอดี” เผยฮั่วหลานเงยหน้าขึ้น แววตาคมกริบจ้องมองบุตรชาย “ไปหยิบสมุดบัญชีเงินกองกลางฉุกเฉิน และกุญแจหีบเหล็กในคลังลับมาให้ข้า ข้ามีเรื่องด่วนต้องใช้เงินสดสามหมื่นตำลึงเดี๋ยวนี้”
ประโยคนั้นราวกับสายฟ้าที่ฟาดลงมากลางกะโหลกของเผยจื่อหาน ร่างกายของเขาเย็นเฉียบจนแทบเป็นน้ำแข็ง ขาทั้งสองข้างอ่อนปวกเปียกจนแทบจะยืนไม่อยู่
สามหมื่นตำลึง บิดาต้องการเบิกเงินก้อนนั้นเดี๋ยวนี้ เงินที่เขานำไปละลายทิ้งกับกองหินพวกนั้นแล้ว
“เอ่อ ท่านพ่อ คือว่า” เผยจื่อหานอึกอัก เหงื่อกาฬแตกพลั่กเต็มหน้าผาก “เงินสามหมื่นตำลึงนั้น ตอนนี้ เบิกออกมาไม่ได้ขอรับ”
“ทำไมจะเบิกไม่ได้ ข้าเป็นคนสั่งให้เจ้าเก็บรักษากุญแจและบัญชีไว้เพื่อรอเวลาฉุกเฉิน บัดนี้ถึงเวลาแล้ว ไปเอามา” เผยฮั่วหลานตบโต๊ะดังปัง
“คือ ลู...ก ลูกเห็นว่าเงินกองกลางวางไว้เฉยๆ ไม่เกิดดอกออกผล ลูกจึง จึงนำไปลงทุนซื้อข้าวสารเพื่อเก็งกำไรขอรับ ตอนนี้ข้าวสารยังขายไม่ออก เงินจึง... จึงจมอยู่ขอรับ” เผยจื่อหานหลับหูหลับตาโกหกออกไปคำโต หวังเพียงจะถ่วงเวลาให้รอดพ้นจากสถานการณ์ตรงหน้านี้ไปก่อน
เผยฮั่วหลานหรี่ตาลง แววตาจับผิดฉายชัด “ลงทุนซื้อข้าวสาร โดยไม่บอกกล่าวข้างั้นหรือ ข้าเคยเตือนเจ้าแล้วใช่หรือไม่ว่าเงินก้อนนี้ห้ามแตะต้องเด็ดขาด แล้วเจ้าเอาไปซื้อข้าวสารจากที่ใด ใครเป็นพ่อค้าคนกลาง”
คำถามที่ไล่ต้อนอย่างหนักทำให้เผยจื่อหานจนมุม เขาอ้าปากพะงาบๆ ไม่รู้จะตอบอย่างไรดี
“พูดมา เงินของข้าอยู่ที่ไหน” เผยฮั่วหลานลุกพรวดขึ้น เดินอ้อมโต๊ะตรงเข้ามาคว้าคอเสื้อของบุตรชายอย่างแรง
ความกลัวตายทำให้เผยจื่อหานสติแตก เขาทรุดตัวลงคุกเข่า ร้องไห้โฮออกมาอย่างน่าเวทนา “ท่านพ่อ โปรดไว้ชีวิตลูกด้วย ลูกถูกหลอก ลูกนำเงินไปลงทุนซื้อยาจากตะวันตก หวังจะได้กำไรมหาศาลมาตอบแทนท่านพ่อ แต่พ่อค้าคนนั้นมันสับเปลี่ยนสินค้า มันเอาหินใส่ลังมาหลอกลูก เงินสามหมื่นตำลึงของท่านพ่อ หายไปหมดแล้วขอรับ”
ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมห้องหนังสืออยู่ชั่วอึดใจ ก่อนที่พายุทอร์นาโดแห่งความโกรธแค้นจะปะทุขึ้น
“ไอ้ลูกเดรัจฉาน ไอ้สารเลว”
เผยฮั่วหลานคำรามลั่นราวกับสัตว์ป่าบาดเจ็บ เขาง้างเท้าขึ้นเตะเข้าที่ยอดอกของเผยจื่อหานอย่างเต็มแรง ร่างกายของบุตรชายกระเด็นลอยไปกระแทกกับตู้หนังสือด้านหลังจนหนังสือหล่นกระจัดกระจาย
“อั้ก” เผยจื่อหานกระอักเลือดออกมาคำโต นอนขดตัวกุมหน้าอกด้วยความเจ็บปวด
“สามหมื่นตำลึง นั่นมันเส้นทางรอดชีวิตของพวกเรา เจ้าเอาไปละลายแม่น้ำจนหมดเพียงเพราะความโลภงั้นหรือ” เผยฮั่วหลานไม่ปรานี เขาพุ่งเข้าไปเตะและกระทืบซ้ำลงบนร่างกายของบุตรชายอย่างบ้าคลั่ง “ข้าอุตส่าห์กราบทูลฮ่องเต้ว่าจะจัดหาเสบียงก็เพื่อลอบยักยอกเงินมาสมทบทุนก้อนนี้ แต่เจ้ากลับทำลายมันจนย่อยยับ ตายซะเถอะไอ้ลูกชั่ว”
เสียงทุบตีและเสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดของเผยจื่อหานดังลอดออกไปถึงนอกเรือน บ่าวไพร่ต่างอกสั่นขวัญแขวน ไม่มีใครกล้าเข้าไปห้ามปรามพยัคฆ์ร้ายที่กำลังคลุ้มคลั่ง
ณ เรือนกล้วยไม้ อันเงียบสงบ
เฟยเหนียงเอนกายพักผ่อนอยู่บนตั่งไม้บุผ้านุ่ม ในมือของนางถือถ้วยชาหลงจิ่งชั้นเลิศที่ส่งกลิ่นหอมกรุ่น ซุ่ยเอ๋อร์กำลังนั่งนวดขาให้ผู้เป็นนายอย่างเบามือ
บนโต๊ะไม้จันทน์ข้างกาย มีหีบไม้ใบเล็กที่เพิ่งถูกส่งมาอย่างลับๆ จากหอการค้าไท่ผิง ภายในหีบนั้นบรรจุตั๋วเงินจำนวนห้าหมื่นตำลึงถ้วน ซึ่งเป็นเงินที่เผยจื่อหานเพิ่งจะนำไปมอบให้ ‘เถ้าแก่หวัง’ เมื่อสองวันก่อน
เสียงกรีดร้องและเสียงข้าวของแตกหักจากทางเรือนหลักดังแว่วมาตามสายลม เฟยเหนียงหลับตาลงพริ้ม ริมฝีปากบางยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเยือกเย็นที่ไปไม่ถึงดวงตา
“ฮูหยินเจ้าคะ ดูเหมือนว่าทางเรือนหนังสือใหญ่จะเกิดเรื่องใหญ่แล้วนะเจ้าคะ บ่าวได้ยินเสียงนายท่านลงไม้ลงมือกับคุณชายใหญ่รุนแรงมากเจ้าค่ะ” ซุ่ยเอ๋อร์กระซิบรายงานด้วยแววตาสะใจ
“ปล่อยให้สุนัขลอบกัดกันเองไปเถิด” เฟยเหนียงลืมตาขึ้น เอื้อมมือไปหยิบปึกตั๋วเงินในหีบขึ้นมาลูบคลำ “นี่เป็นเพียงการสั่งสอนเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น เงินกองกลางของพวกมันหายไปแล้ว หนี้สินของหลินซื่อก็กำลังจะพอกพูน ท้องพระคลังก็ร่อยหรอ”
ดวงตาของฮูหยินใหญ่วัยห้าสิบปีทอประกายเหี้ยมเกรียม นางโยนตั๋วเงินกลับลงไปในหีบเสียงดังปึก
“อีกไม่นาน เผยฮั่วหลานที่กำลังจนตรอก จะต้องหันกลับมาบีบบังคับเอาเงินจากสินเดิมของข้าอย่างแน่นอน และเมื่อนั้นแหละ ซุ่ยเอ๋อร์” เฟยเหนียงจิบชาช้าๆ ลิ้มรสชาติความหอมหวานของชัยชนะก้าวแรก “ข้าจะมอบ ‘เชือก’ เส้นสุดท้ายให้พวกมัน เชือกที่พวกมันจะใช้แขวนคอตัวเองให้ตายตกไปตามกัน”