บท
ตั้งค่า

บทที่ 5: ความจริงที่ถูกฝังกลบ และพันธมิตรแห่งความแค้น

ยามเหม่า (05.00 - 06.59 น.) รุ่งอรุณของวันใหม่มาเยือนพร้อมกับเกล็ดหิมะบางเบาที่เกาะพราวอยู่บนกิ่งเหมยแดงหน้าเรือนกล้วยไม้ อากาศหนาวเย็นยะเยือกทว่าภายในห้องนอนหลักกลับอบอุ่นด้วยเตาผิงที่ลุกโชน เฟยเหนียงนั่งอยู่หน้าคันฉ่อง ปล่อยให้ซุ่ยเอ๋อร์สางผมให้อย่างเงียบเชียบ ร่องรอยความเหนื่อยล้าจากการเดินทางเมื่อคืนถูกซ่อนเร้นไว้ภายใต้แป้งผัดหน้าบางเบาและรอยยิ้มที่อ่านไม่ออก

“ฮูหยินเจ้าคะ เมื่อครู่บ่าวรับใช้จากเรือนของคุณชายใหญ่มาแจ้งว่า คุณชายใหญ่เตรียมรถม้าไว้แล้ว หวังจะเชิญท่านหมอชื่อดังมาตรวจอาการของฮูหยินในเช้าวันนี้เจ้าค่ะ” ซุ่ยเอ๋อร์รายงานเสียงเบา พลางลอบมองสีหน้าของผู้เป็นนาย

เฟยเหนียงแค่นเสียงขึ้นจมูก แววตาเย้ยหยัน “ช่างเป็นลูกที่กตัญญูเสียจริง คงกลัวว่าหากข้าตายไปตอนนี้ ทรัพย์สมบัติจะถูกปิดผนึกและตกเป็นของหลวงกระมัง เจ้าไปบอกคนของมันว่า ข้าดื่มยาที่หมอประจำตระกูลจัดไว้ให้แล้ว ตอนนี้ต้องการพักผ่อนอย่างสงบ ห้ามผู้ใดมารบกวน หากจื่อหานยืนกรานจะเข้ามา ก็บอกไปว่าข้าปวดหัวจนลุกไม่ขึ้น หากฝืนลุกมาเจรจาเรื่องเงินทอง เกรงว่าจะยิ่งทำให้สับสนไปกันใหญ่”

“เจ้าค่ะฮูหยิน บ่าวจะไปจัดการเดี๋ยวนี้” ซุ่ยเอ๋อร์รับคำสั่งอย่างรู้ใจ ข้ออ้างเรื่องการเจ็บป่วยและ ‘สับสนเรื่องสมบัติ’ คืออาวุธชั้นดีที่จะใช้ถ่วงเวลาพวกปลิงดูดเลือดเหล่านั้น

“เดี๋ยวซุ่ยเอ๋อร์” เฟยเหนียงเรียกไว้ก่อนที่สาวใช้จะก้าวพ้นประตู “เรื่องของหอการค้าไท่ผิงที่ข้าให้เจ้าไปสืบ ได้ความว่าอย่างไรบ้าง”

“บ่าวให้คนไปสืบมาแต่เช้าตรู่แล้วเจ้าค่ะ หอการค้าไท่ผิงตั้งอยู่บนถนนใหญ่ทิศใต้ เป็นหอการค้าที่ใหญ่ที่สุดในเมืองหลวงยามนี้ นายท่านลู่ฟงซานมักจะเข้าไปตรวจบัญชีด้วยตนเองในช่วงยามซื่อ (09.00 - 10.59 น.) เจ้าค่ะ”

เฟยเหนียงพยักหน้าช้าๆ สายตาทอดมองออกไปนอกหน้าต่าง “เตรียมชุดคลุมสีเข้มที่รัดกุมที่สุดให้ข้า และสั่งให้คนเตรียมรถม้าคันเล็กออกไปรอที่ประตูลับท้ายจวนเหมือนเมื่อคืน วันนี้ ข้ามีนัดหมายสำคัญที่ไม่อาจพลาดได้”

ยามซื่อ (09.00 - 10.59 น.) ถนนสายใต้ของเมืองหลวงคลาคล่ำไปด้วยผู้คนและขบวนสินค้าที่สัญจรไปมา ท่ามกลางความวุ่นวายนั้น หอการค้าไท่ผิงตั้งตระหง่านอย่างโอ่อ่า ป้ายชื่อสีทองสลักอักษรทรงพลังบ่งบอกถึงความมั่งคั่งและบารมีของเจ้าของ รถม้าคันเล็กที่ไร้ตราสัญลักษณ์แล่นมาจอดเทียบที่ประตูด้านข้างอย่างเงียบเชียบ

เฟยเหนียงในชุดคลุมสีครามเข้ม สวมหมวกที่มีผ้าโปร่งบางปิดบังใบหน้า ก้าวลงจากรถม้าโดยมีซุ่ยเอ๋อร์คอยประคอง นางก้าวเดินเข้าไปในหอการค้าด้วยท่วงท่าที่สง่างามและมั่นคง แม้จะปกปิดใบหน้า แต่กลิ่นอายของสตรีผู้สูงศักดิ์ที่ผ่านโลกมามากกลับแผ่ซ่านจนหลงจู๊ที่กำลังคิดบัญชีอยู่ต้องรีบวางพู่กันและเดินเข้ามาต้อนรับ

“ไม่ทราบว่าฮูหยินท่านนี้ต้องการติดต่อเรื่องการค้าใดหรือขอรับ หอการค้าไท่ผิงของเรามีสินค้าจากทั่วทุกสารทิศ”

“ข้าต้องการพบเถ้าแก่ลู่” เฟยเหนียงเอ่ยตัดบทด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เด็ดขาด

หลงจู๊ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะส่งยิ้มการค้า “ขออภัยฮูหยิน นายท่านลู่กำลังยุ่งอยู่กับการตรวจบัญชีใหญ่ด้านใน หากท่านไม่มีนัดหมายล่วงหน้า เกรงว่า”

เฟยเหนียงไม่รอให้หลงจู๊พูดจบ นางล้วงมือเข้าไปในแขนเสื้อ หยิบเอาหยกขาวเนื้อแกะสลักรูปปลาหลีฮื้อครึ่งซีกออกมาวางลงบนโต๊ะไม้จันทน์ตรงหน้าหลงจู๊

“นำสิ่งนี้ไปให้นายท่านของเจ้า แล้วบอกเขาว่า ‘ปลาหลีฮื้อพลัดถิ่น รอคอยการทวนน้ำมาสามสิบปีแล้ว’ หากเขาเห็นสิ่งนี้ เขาจะยอมพบข้าเอง”

หลงจู๊มองหยกขาวครึ่งซีกในมือ แม้จะไม่เข้าใจความหมายของประโยคนั้น แต่เมื่อเห็นเนื้อหยกที่ล้ำค่าและท่าทีที่ไม่เกรงกลัวผู้ใดของสตรีตรงหน้า เขาจึงไม่กล้าชักช้า รีบโค้งคำนับและประคองหยกชิ้นนั้นเดินเข้าไปยังห้องพักด้านในสุดทันที

เวลาผ่านไปเพียงชั่วก้านธูปไหม้ (ประมาณ 15 นาที) เสียงฝีเท้าที่หนักแน่นและเร่งรีบก็ดังขึ้นจากด้านใน บานประตูไม้แกะสลักถูกเปิดออกอย่างแรง ร่างสูงใหญ่ของบุรุษวัยห้าสิบปีในชุดคลุมสีเทาเข้มก้าวพรวดพวดออกมา ลู่ฟงซานในวัยกลางคนยังคงดูองอาจและน่าเกรงขาม ใบหน้าที่เคยหล่อเหลาในวัยเยาว์บัดนี้เต็มไปด้วยร่องรอยแห่งประสบการณ์และความเคร่งขรึม ทว่าดวงตาคมกริบของเขายามนี้กลับสั่นไหวอย่างรุนแรง ในมือของเขากำหยกขาวรูปปลาหลีฮื้อครึ่งซีกไว้แน่น

สายตาของลู่ฟงซานกวาดมองไปทั่วโถงรับรอง ก่อนจะหยุดลงที่ร่างของสตรีในชุดคลุมสีครามที่ยืนอยู่มุมห้อง แม้จะมีผ้าโปร่งปิดบังใบหน้า แต่เพียงแค่สบตากับดวงตาคู่ที่คุ้นเคยผ่านเนื้อผ้านั้น ลมหายใจของเขาก็สะดุดกึก

“พวกเจ้าออกไปให้หมด” ลู่ฟงซานหันไปตวาดสั่งลูกจ้างและหลงจู๊เสียงกร้าว “ปิดประตูหอการค้า วันนี้งดรับแขก”

บรรดาลูกจ้างต่างสะดุ้งตกใจ ไม่เคยเห็นนายท่านผู้เยือกเย็นมีท่าทีร้อนรนเช่นนี้มาก่อน แต่ก็ไม่มีใครกล้าขัดคำสั่ง ทุกคนรีบโค้งคำนับและทยอยออกไปจนหมด พร้อมกับบานประตูใหญ่ที่ถูกปิดลงจนมิดชิด

เมื่อทั้งโถงรับรองเหลือเพียงพวกเขาและซุ่ยเอ๋อร์ที่ยืนก้มหน้าอยู่ห่างๆ ลู่ฟงซานก็ก้าวเท้าเข้าไปหาสตรีตรงหน้าอย่างช้าๆ ราวกับกลัวว่าภาพตรงหน้าจะเป็นเพียงภาพลวงตาที่เขาฝันไปเองตลอดสามสิบปี

“เหนียงเอ๋อร์ เป็นเจ้า เป็นเจ้าจริงๆ หรือ” เสียงของบุรุษผู้ทรงอิทธิพลสั่นพร่า เขาเอื้อมมือที่สั่นเทาออกไปข้างหน้า แต่ก็ชะงักไว้กลางอากาศ ไม่กล้าแม้แต่จะสัมผัสชายผ้าของนาง

เฟยเหนียงค่อยๆ ยกมือขึ้นปลดหมวกคลุมใบหน้าออก เผยให้เห็นใบหน้าที่ยังคงเค้าความงดงามแม้กาลเวลาจะล่วงเลยมาถึงห้าสิบปี ดวงตาของนางแดงก่ำ รื้นไปด้วยหยาดน้ำตาที่พยายามกลั้นไว้

“พี่ฟงซาน ข้าเองเจ้าค่ะ”

เพียงคำเรียกขานที่คุ้นเคยในอดีต ก็ทำนบน้ำตาของบุรุษชาติอาชาไนยพังทลาย ลู่ฟงซานคุกเข่าลงข้างหนึ่งเบื้องหน้านางอย่างไม่อายศักดิ์ศรี เขาก้มหน้าลงซบกับฝ่ามือที่ประสานกันไว้ที่หัวเข่า “เหนียงเอ๋อร์ ข้า ข้าคิดว่าชาตินี้จะไม่มีวันได้พบเจ้าอีกแล้ว ข้าขอโทษ ข้าปกป้องเจ้าไม่ได้ ข้าปล่อยให้เจ้าหายตัวไป”

ภาพในอดีตชาติที่เขารักและปกป้องนางจนตัวตายผุดขึ้นมาในความทรงจำของเฟยเหนียง ความอ่อนแอและสั่นเทาของลู่ฟงซานตรงหน้า ทำให้นางสัมผัสได้ถึงความรักแท้ที่เขามีต่อสตรีผู้นี้ตลอดมา สามสิบปีที่ไม่เคยมีหญิงอื่น สามสิบปีที่ทิ้งเส้นทางขุนนางมาทำการค้าเพื่อรอปาฏิหาริย์ที่อาจไม่มีวันเกิดขึ้น

เฟยเหนียงทิ้งหมวกผ้าลงบนพื้น รีบก้าวเข้าไปประคองไหล่ที่สั่นเทาของเขาให้ลุกขึ้น “พี่ฟงซาน ท่านอย่าทำเช่นนี้ ลุกขึ้นเถิดเจ้าค่ะ ท่านไม่มีความผิดอันใดเลย”

“ข้าผิดสิ ข้าทิ้งเจ้าไว้ที่เมืองหลวงตอนที่เจ้าถูกลักพาตัว ข้าออกไปทำงานราชการนอกเมืองชั่วคราวเพียงไม่กี่วัน พอกลับมา ข้ากลับได้ยินว่าเจ้า เสียชื่อเสียง ถูกพบอยู่กับเผยฮั่วหลานที่หอสุรา ข้าแทบเป็นบ้า ข้าพยายามจะพังจวนแม่ทัพเข้าไปหาเจ้า แต่ก็สายไปแล้ว เจ้าถูกบิดาของเจ้าบังคับให้แต่งงานกับมัน ข้าไม่สามารถแก้ไขสิ่งใดได้”

ความเจ็บปวดในน้ำเสียงของเขากรี้ดลึกลงไปในหัวใจของเฟยเหนียง นางบีบมือที่สากระคายของเขาแน่นขึ้น “พี่ฟงซาน วันนี้ข้ามาที่นี่ เพื่อมาบอกความจริงทั้งหมดแก่ท่าน และเพื่อขอให้ท่าน ช่วยข้าทวงทุกสิ่งกลับคืนมา”

ลู่ฟงซานชะงัก เงยหน้าขึ้นมองดวงตาที่เด็ดเดี่ยวและไร้ซึ่งความอาลัยอาวรณ์ต่อสามีของนาง “ความจริง ความจริงอันใด เจ้ารักมันไม่ใช่หรือ เจ้ามีบุตรและหลานกับมันแล้ว”

“รักมันงั้นหรือ” เฟยเหนียงหัวเราะออกมาอย่างขมขื่น เสียงหัวเราะนั้นฟังดูหนาวเหน็บเสียยิ่งกว่าเกล็ดหิมะนอกหน้าต่าง “บุตรของข้า หลานของข้า หึ ช่างน่าขันนักที่ข้าโง่เขลามาตลอดสามสิบปี เพิ่งจะตาสว่างเมื่อวานนี้เองว่า ตัวข้าไม่เคยมีบุตรชายกับมันเลย”

เฟยเหนียงสูดลมหายใจลึก กวาดตามองรอบห้องโถง “ที่นี่ปลอดภัยหรือไม่ ข้ามีความลับที่ใหญ่หลวงที่สุดของจวนแม่ทัพ และของตระกูลข้าที่ต้องการให้ท่านรู้เพียงผู้เดียว”

ลู่ฟงซานขมวดคิ้วแน่น แม้จะยังสับสน แต่ความหนักแน่นของนางก็ทำให้เขาดึงสติกลับมาได้ “ตามข้ามาที่ห้องลับด้านหลัง” เขาหันไปสั่งซุ่ยเอ๋อร์ “เจ้าเฝ้าหน้าประตูให้ดี ห้ามให้มดสักตัวเดินผ่านเข้ามา” ซุ่ยเอ๋อร์รับคำเสียงแข็งขัน

ภายในห้องลับที่จุดตะเกียงน้ำมันหอมระเหยและบุด้วยผนังเก็บเสียง เฟยเหนียงนั่งลงฝั่งตรงข้ามกับลู่ฟงซาน นางเริ่มต้นเล่าเรื่องราวทั้งหมด ตั้งแต่ความจริงเรื่องการลักพาตัวในอดีต ว่าแท้จริงแล้วเผยฮั่วหลานไม่ได้บังเอิญไปพบและช่วยเหลือนางที่หอสุรา แต่เป็นมันที่วางแผนจ้างคนไปลักพาตัวนาง ซ้ำยังลอบวางยาสลบให้นางตกอยู่ในสภาพเสื้อผ้าหลุดลุ่ยเพื่อทำลายชื่อเสียง และจงใจล่อให้บิดาของนางไปเห็นกับตา เพื่อบีบบังคับให้นางแต่งงานกับมัน เพื่อหวังจะฮุบอำนาจและเส้นสายการค้าสกุลเดิมของนางที่มั่งคั่ง

เล่าไปถึงความจริงเรื่อง ‘บุตรชาย’ จอมปลอม ที่มันลักลอบนำลูกของหญิงแพศยาที่ซ่อนไว้นอกจวนมาสับเปลี่ยน อ้างว่าเป็นลูกของนางในวันที่นางเพิ่งคลอดลูกชายคนเล็กและหมดสติไป เล่าถึงลูกสาวแท้ๆ ของนางที่ถูกมันเสี้ยมสอนให้นางรังเกียจจนต้องหนีไปตกระกำลำบาก และเล่าถึงแผนการของเผยฮั่วหลานที่เตรียมจะกวาดล้างสินเดิมของนางทั้งหมดเพื่อหนีไปฮ่องกงในอีกสามเดือนข้างหน้าก่อนที่ราชวงศ์จะล่มสลาย

แน่นอนว่านางไม่ได้เล่าเรื่องที่นางตายแล้วเกิดใหม่ เพียงแต่บอกว่านางแอบได้ยินและจับได้ถึงแผนการร้ายของพวกมันทั้งหมดโดยบังเอิญ

ลู่ฟงซานนั่งฟังอย่างเงียบงัน ทว่าสองมือของเขากำแน่นจนเส้นเลือดปูดโปนตามแขน ดวงตาเบิกกว้างด้วยความโกรธแค้นที่ลุกโชนจนแทบจะเผาผลาญห้องลับนี้ให้เป็นจุล

“เผย-ฮั่ว-หลาน เดรัจฉาน” เสียงคำรามของลู่ฟงซานดังลั่นห้อง กำปั้นหนักๆ ของเขาทุบลงบนโต๊ะไม้จันทน์จนเกิดรอยร้าว “มันทำลายชีวิตเจ้า มันทำลายชีวิตข้า มันช่วงชิงความสุขทั้งหมดไปจากพวกเราด้วยแผนการชั่วช้าเช่นนี้มาตลอดสามสิบปี”

“พี่ฟงซาน”

ลู่ฟงซานลุกพรวดขึ้น แววตาแดงก่ำ “ข้าจะไปฆ่ามันเดี๋ยวนี้ ข้าจะสับมันเป็นหมื่นๆ ชิ้นเพื่อล้างแค้นให้เจ้า”

“ช้าก่อน” เฟยเหนียงรีบคว้าแขนเสื้อของเขาไว้แน่น “อย่าเพิ่งวู่วามเด็ดขาด บัดนี้มันคือแม่ทัพใหญ่แห่งแผ่นดิน มีทหารในมือและเส้นสายในวังหลวง หากท่านผลีผลามไปฆ่ามัน ท่านจะต้องโทษประหารและไม่อาจปกป้องข้ากับลูกได้อีก”

ลู่ฟงซานชะงัก หันกลับมามองใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวของเฟยเหนียง “แล้วเจ้าจะให้ข้าทำอย่างไร ให้ทนมองเจ้าต้องกลับไปอยู่ในนรกจวนนั้นกับพวกเดรัจฉานนั่นงั้นหรือ”

“ข้าจะหย่า” เฟยเหนียงเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นดุจหินผา “แต่ก่อนที่ข้าจะหย่า ข้าต้องถ่ายโอนสินเดิมของข้าทั้งหมด ทรัพย์สินทุกชิ้น ร้านค้าทุกแห่ง โรงย้อมผ้าทุกหลัง ข้าจะไม่เหลือแม้แต่เศษฝุ่นไว้ให้พวกมันเหยียบ ข้าจะสูบเลือดมันให้หมดตัว และทิ้งให้มันรับผลกรรมจากแผ่นดินที่กำลังจะล่มสลายนี้”

ลู่ฟงซานสูดลมหายใจลึกเพื่อระงับความโกรธ แววตาที่เคยมืดบอดด้วยอารมณ์ค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นคมกริบแบบคหบดีผู้ทรงอิทธิพล “แล้วเจ้าต้องการให้ข้าช่วยสิ่งใด”

เฟยเหนียงยิ้มบางๆ รอยยิ้มที่แฝงไปด้วยความเจ้าเล่ห์และเยือกเย็น “อันดับแรก ข้าต้องการความช่วยเหลือเรื่องช่องทางการโอนย้ายเงินก้อนใหญ่ ข้าให้หลงจู๊สวีเตรียมเปลี่ยนทรัพย์สินบางส่วนเป็นตั๋วเงินของธนาคารต่างชาติแล้ว แต่เกรงว่าจะกระโดกกระเดกเกินไปหากทำในนามสกุลเดิมของข้า ข้าต้องการใช้เครือข่ายของหอการค้าไท่ผิงของท่านเป็นฉากบังหน้า ในการขนย้ายและซุกซ่อน”

“เรื่องนั้นไม่มีปัญหา” ลู่ฟงซานตอบตกลงโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย “ข้ายินดีมอบเส้นทางการค้าทั้งหมดของข้าให้เจ้าจัดการ ต่อให้เจ้าจะเอาทรัพย์สินของข้าไปทั้งหมดเพื่อล้มล้างมัน ข้าก็ไม่เสียดายแม้แต่อีแปะเดียว”

“ขอบคุณเจ้าค่ะ พี่ฟงซาน” เฟยเหนียงรู้สึกอุ่นวาบในใจ ความซื่อสัตย์ของชายผู้นี้ไม่เคยเปลี่ยนเลย “ข้อที่สอง ข้าอยากให้ท่านใช้เส้นสายในวงการค้าของท่าน ตัดท่อน้ำเลี้ยงทั้งหมดของเครือข่ายธุรกิจที่เชื่อมโยงกับครอบครัวหลินซื่อ (ลูกสะใภ้) และพวกพ่อค้าเสบียงที่สนับสนุนเผยฮั่วหลานอย่างลับๆ บีบให้พวกมันขาดแคลนเงินทุนจนต้องหันกลับมาขอร้องข้า เมื่อนั้น ข้าจะปล่อยกู้ดอกเบี้ยโหดด้วยสัญญาผูกมัด และบีบให้พวกมันต้องจำนองทรัพย์สินของจวนแม่ทัพ”

ลู่ฟงซานหรี่ตาลง มองสตรีตรงหน้าด้วยความชื่นชมและทึ่งในสติปัญญา เฟยเหนียงในอดีตที่อ่อนต่อโลก บัดนี้ได้ตายไปแล้ว เหลือเพียงพยัคฆ์ร้ายที่พร้อมจะขย้ำศัตรูให้แหลกคามือ

“ได้ ข้าจะส่งจดหมายลับถึงเครือข่ายคู่ค้าของหอการค้าไท่ผิงทั้งหมดในเมืองหลวง สั่งระงับการปล่อยสินเชื่อและการค้าข้าวสารเสบียงกับเส้นสายของเผยฮั่วหลานภายในพรุ่งนี้เช้า” ลู่ฟงซานรับคำอย่างหนักแน่น

“และสุดท้าย” เฟยเหนียงทอดสายตาอ่อนลง “ข้าต้องการให้ท่านส่งคนคุ้มกันฝีมือดี ไปเฝ้าดูความปลอดภัยของหลี่ชิง บุตรสาวของข้าอย่างลับๆ ตอนนี้นางและครอบครัวกำลังย้ายไปดูแลโรงย้อมผ้าสกุลเดิมของข้า ข้าเกรงว่าหากเผยฮั่วหลานรู้ตัว มันอาจจะใช้ลูกสาวข้าเป็นเครื่องมือ”

“เรื่องลูกสาวเจ้า ข้าจะดูแลประดุจลูกสาวของข้าเอง” ลู่ฟงซานวางมือทาบลงบนมือของนางอีกครั้ง คราวนี้นางไม่ได้หลบเลี่ยง “เหนียงเอ๋อร์ จากนี้ไป เจ้าไม่ต้องโดดเดี่ยวอีกแล้ว มีข้าอยู่ตรงนี้ ข้าจะใช้ทุกอย่างที่ข้ามีในชีวิต เพื่อทวงความยุติธรรมคืนให้เจ้า”

เฟยเหนียงมองลึกลงไปในดวงตาของบุรุษตรงหน้า ในชาติที่แล้ว นางโง่เขลาที่ไม่เคยเห็นค่าของเขา จนวินาทีสุดท้ายที่เขาเอาร่างกายมารับคมดาบแทนนาง บัดนี้ สวรรค์ประทานโอกาสครั้งใหม่ให้นางได้แก้ไขอดีต นางจะไม่ยอมเสียเขาไปอีกเป็นอันขาด

“เรามาร่วมมือกันเถิด พี่ฟงซาน” ฮูหยินใหญ่แห่งจวนแม่ทัพเอ่ยด้วยรอยยิ้มเยียบเย็น “มาฉีกกระชากหน้ากากจอมปลอมของเดรัจฉานพวกนั้น และทำให้พวกมันรู้ซึ้งว่า นรกที่แท้จริงนั้น หน้าตาเป็นเช่นไร”

กงล้อแห่งโชคชะตาได้หมุนทวนกลับมา การล้างแค้นอันหอมหวานเริ่มต้นขึ้นแล้ว พร้อมกับพันธมิตรที่แข็งแกร่งที่สุดในแผ่นดินต้าชิง
ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel