บทที่ 5: ความจริงที่ถูกฝังกลบ และพันธมิตรแห่งความแค้น
ยามเหม่า (05.00 - 06.59 น.) รุ่งอรุณของวันใหม่มาเยือนพร้อมกับเกล็ดหิมะบางเบาที่เกาะพราวอยู่บนกิ่งเหมยแดงหน้าเรือนกล้วยไม้ อากาศหนาวเย็นยะเยือกทว่าภายในห้องนอนหลักกลับอบอุ่นด้วยเตาผิงที่ลุกโชน เฟยเหนียงนั่งอยู่หน้าคันฉ่อง ปล่อยให้ซุ่ยเอ๋อร์สางผมให้อย่างเงียบเชียบ ร่องรอยความเหนื่อยล้าจากการเดินทางเมื่อคืนถูกซ่อนเร้นไว้ภายใต้แป้งผัดหน้าบางเบาและรอยยิ้มที่อ่านไม่ออก
“ฮูหยินเจ้าคะ เมื่อครู่บ่าวรับใช้จากเรือนของคุณชายใหญ่มาแจ้งว่า คุณชายใหญ่เตรียมรถม้าไว้แล้ว หวังจะเชิญท่านหมอชื่อดังมาตรวจอาการของฮูหยินในเช้าวันนี้เจ้าค่ะ” ซุ่ยเอ๋อร์รายงานเสียงเบา พลางลอบมองสีหน้าของผู้เป็นนาย
เฟยเหนียงแค่นเสียงขึ้นจมูก แววตาเย้ยหยัน “ช่างเป็นลูกที่กตัญญูเสียจริง คงกลัวว่าหากข้าตายไปตอนนี้ ทรัพย์สมบัติจะถูกปิดผนึกและตกเป็นของหลวงกระมัง เจ้าไปบอกคนของมันว่า ข้าดื่มยาที่หมอประจำตระกูลจัดไว้ให้แล้ว ตอนนี้ต้องการพักผ่อนอย่างสงบ ห้ามผู้ใดมารบกวน หากจื่อหานยืนกรานจะเข้ามา ก็บอกไปว่าข้าปวดหัวจนลุกไม่ขึ้น หากฝืนลุกมาเจรจาเรื่องเงินทอง เกรงว่าจะยิ่งทำให้สับสนไปกันใหญ่”
“เจ้าค่ะฮูหยิน บ่าวจะไปจัดการเดี๋ยวนี้” ซุ่ยเอ๋อร์รับคำสั่งอย่างรู้ใจ ข้ออ้างเรื่องการเจ็บป่วยและ ‘สับสนเรื่องสมบัติ’ คืออาวุธชั้นดีที่จะใช้ถ่วงเวลาพวกปลิงดูดเลือดเหล่านั้น
“เดี๋ยวซุ่ยเอ๋อร์” เฟยเหนียงเรียกไว้ก่อนที่สาวใช้จะก้าวพ้นประตู “เรื่องของหอการค้าไท่ผิงที่ข้าให้เจ้าไปสืบ ได้ความว่าอย่างไรบ้าง”
“บ่าวให้คนไปสืบมาแต่เช้าตรู่แล้วเจ้าค่ะ หอการค้าไท่ผิงตั้งอยู่บนถนนใหญ่ทิศใต้ เป็นหอการค้าที่ใหญ่ที่สุดในเมืองหลวงยามนี้ นายท่านลู่ฟงซานมักจะเข้าไปตรวจบัญชีด้วยตนเองในช่วงยามซื่อ (09.00 - 10.59 น.) เจ้าค่ะ”
เฟยเหนียงพยักหน้าช้าๆ สายตาทอดมองออกไปนอกหน้าต่าง “เตรียมชุดคลุมสีเข้มที่รัดกุมที่สุดให้ข้า และสั่งให้คนเตรียมรถม้าคันเล็กออกไปรอที่ประตูลับท้ายจวนเหมือนเมื่อคืน วันนี้ ข้ามีนัดหมายสำคัญที่ไม่อาจพลาดได้”
ยามซื่อ (09.00 - 10.59 น.) ถนนสายใต้ของเมืองหลวงคลาคล่ำไปด้วยผู้คนและขบวนสินค้าที่สัญจรไปมา ท่ามกลางความวุ่นวายนั้น หอการค้าไท่ผิงตั้งตระหง่านอย่างโอ่อ่า ป้ายชื่อสีทองสลักอักษรทรงพลังบ่งบอกถึงความมั่งคั่งและบารมีของเจ้าของ รถม้าคันเล็กที่ไร้ตราสัญลักษณ์แล่นมาจอดเทียบที่ประตูด้านข้างอย่างเงียบเชียบ
เฟยเหนียงในชุดคลุมสีครามเข้ม สวมหมวกที่มีผ้าโปร่งบางปิดบังใบหน้า ก้าวลงจากรถม้าโดยมีซุ่ยเอ๋อร์คอยประคอง นางก้าวเดินเข้าไปในหอการค้าด้วยท่วงท่าที่สง่างามและมั่นคง แม้จะปกปิดใบหน้า แต่กลิ่นอายของสตรีผู้สูงศักดิ์ที่ผ่านโลกมามากกลับแผ่ซ่านจนหลงจู๊ที่กำลังคิดบัญชีอยู่ต้องรีบวางพู่กันและเดินเข้ามาต้อนรับ
“ไม่ทราบว่าฮูหยินท่านนี้ต้องการติดต่อเรื่องการค้าใดหรือขอรับ หอการค้าไท่ผิงของเรามีสินค้าจากทั่วทุกสารทิศ”
“ข้าต้องการพบเถ้าแก่ลู่” เฟยเหนียงเอ่ยตัดบทด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เด็ดขาด
หลงจู๊ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะส่งยิ้มการค้า “ขออภัยฮูหยิน นายท่านลู่กำลังยุ่งอยู่กับการตรวจบัญชีใหญ่ด้านใน หากท่านไม่มีนัดหมายล่วงหน้า เกรงว่า”
เฟยเหนียงไม่รอให้หลงจู๊พูดจบ นางล้วงมือเข้าไปในแขนเสื้อ หยิบเอาหยกขาวเนื้อแกะสลักรูปปลาหลีฮื้อครึ่งซีกออกมาวางลงบนโต๊ะไม้จันทน์ตรงหน้าหลงจู๊
“นำสิ่งนี้ไปให้นายท่านของเจ้า แล้วบอกเขาว่า ‘ปลาหลีฮื้อพลัดถิ่น รอคอยการทวนน้ำมาสามสิบปีแล้ว’ หากเขาเห็นสิ่งนี้ เขาจะยอมพบข้าเอง”
หลงจู๊มองหยกขาวครึ่งซีกในมือ แม้จะไม่เข้าใจความหมายของประโยคนั้น แต่เมื่อเห็นเนื้อหยกที่ล้ำค่าและท่าทีที่ไม่เกรงกลัวผู้ใดของสตรีตรงหน้า เขาจึงไม่กล้าชักช้า รีบโค้งคำนับและประคองหยกชิ้นนั้นเดินเข้าไปยังห้องพักด้านในสุดทันที
เวลาผ่านไปเพียงชั่วก้านธูปไหม้ (ประมาณ 15 นาที) เสียงฝีเท้าที่หนักแน่นและเร่งรีบก็ดังขึ้นจากด้านใน บานประตูไม้แกะสลักถูกเปิดออกอย่างแรง ร่างสูงใหญ่ของบุรุษวัยห้าสิบปีในชุดคลุมสีเทาเข้มก้าวพรวดพวดออกมา ลู่ฟงซานในวัยกลางคนยังคงดูองอาจและน่าเกรงขาม ใบหน้าที่เคยหล่อเหลาในวัยเยาว์บัดนี้เต็มไปด้วยร่องรอยแห่งประสบการณ์และความเคร่งขรึม ทว่าดวงตาคมกริบของเขายามนี้กลับสั่นไหวอย่างรุนแรง ในมือของเขากำหยกขาวรูปปลาหลีฮื้อครึ่งซีกไว้แน่น
สายตาของลู่ฟงซานกวาดมองไปทั่วโถงรับรอง ก่อนจะหยุดลงที่ร่างของสตรีในชุดคลุมสีครามที่ยืนอยู่มุมห้อง แม้จะมีผ้าโปร่งปิดบังใบหน้า แต่เพียงแค่สบตากับดวงตาคู่ที่คุ้นเคยผ่านเนื้อผ้านั้น ลมหายใจของเขาก็สะดุดกึก
“พวกเจ้าออกไปให้หมด” ลู่ฟงซานหันไปตวาดสั่งลูกจ้างและหลงจู๊เสียงกร้าว “ปิดประตูหอการค้า วันนี้งดรับแขก”
บรรดาลูกจ้างต่างสะดุ้งตกใจ ไม่เคยเห็นนายท่านผู้เยือกเย็นมีท่าทีร้อนรนเช่นนี้มาก่อน แต่ก็ไม่มีใครกล้าขัดคำสั่ง ทุกคนรีบโค้งคำนับและทยอยออกไปจนหมด พร้อมกับบานประตูใหญ่ที่ถูกปิดลงจนมิดชิด
เมื่อทั้งโถงรับรองเหลือเพียงพวกเขาและซุ่ยเอ๋อร์ที่ยืนก้มหน้าอยู่ห่างๆ ลู่ฟงซานก็ก้าวเท้าเข้าไปหาสตรีตรงหน้าอย่างช้าๆ ราวกับกลัวว่าภาพตรงหน้าจะเป็นเพียงภาพลวงตาที่เขาฝันไปเองตลอดสามสิบปี
“เหนียงเอ๋อร์ เป็นเจ้า เป็นเจ้าจริงๆ หรือ” เสียงของบุรุษผู้ทรงอิทธิพลสั่นพร่า เขาเอื้อมมือที่สั่นเทาออกไปข้างหน้า แต่ก็ชะงักไว้กลางอากาศ ไม่กล้าแม้แต่จะสัมผัสชายผ้าของนาง
เฟยเหนียงค่อยๆ ยกมือขึ้นปลดหมวกคลุมใบหน้าออก เผยให้เห็นใบหน้าที่ยังคงเค้าความงดงามแม้กาลเวลาจะล่วงเลยมาถึงห้าสิบปี ดวงตาของนางแดงก่ำ รื้นไปด้วยหยาดน้ำตาที่พยายามกลั้นไว้
“พี่ฟงซาน ข้าเองเจ้าค่ะ”
เพียงคำเรียกขานที่คุ้นเคยในอดีต ก็ทำนบน้ำตาของบุรุษชาติอาชาไนยพังทลาย ลู่ฟงซานคุกเข่าลงข้างหนึ่งเบื้องหน้านางอย่างไม่อายศักดิ์ศรี เขาก้มหน้าลงซบกับฝ่ามือที่ประสานกันไว้ที่หัวเข่า “เหนียงเอ๋อร์ ข้า ข้าคิดว่าชาตินี้จะไม่มีวันได้พบเจ้าอีกแล้ว ข้าขอโทษ ข้าปกป้องเจ้าไม่ได้ ข้าปล่อยให้เจ้าหายตัวไป”
ภาพในอดีตชาติที่เขารักและปกป้องนางจนตัวตายผุดขึ้นมาในความทรงจำของเฟยเหนียง ความอ่อนแอและสั่นเทาของลู่ฟงซานตรงหน้า ทำให้นางสัมผัสได้ถึงความรักแท้ที่เขามีต่อสตรีผู้นี้ตลอดมา สามสิบปีที่ไม่เคยมีหญิงอื่น สามสิบปีที่ทิ้งเส้นทางขุนนางมาทำการค้าเพื่อรอปาฏิหาริย์ที่อาจไม่มีวันเกิดขึ้น
เฟยเหนียงทิ้งหมวกผ้าลงบนพื้น รีบก้าวเข้าไปประคองไหล่ที่สั่นเทาของเขาให้ลุกขึ้น “พี่ฟงซาน ท่านอย่าทำเช่นนี้ ลุกขึ้นเถิดเจ้าค่ะ ท่านไม่มีความผิดอันใดเลย”
“ข้าผิดสิ ข้าทิ้งเจ้าไว้ที่เมืองหลวงตอนที่เจ้าถูกลักพาตัว ข้าออกไปทำงานราชการนอกเมืองชั่วคราวเพียงไม่กี่วัน พอกลับมา ข้ากลับได้ยินว่าเจ้า เสียชื่อเสียง ถูกพบอยู่กับเผยฮั่วหลานที่หอสุรา ข้าแทบเป็นบ้า ข้าพยายามจะพังจวนแม่ทัพเข้าไปหาเจ้า แต่ก็สายไปแล้ว เจ้าถูกบิดาของเจ้าบังคับให้แต่งงานกับมัน ข้าไม่สามารถแก้ไขสิ่งใดได้”
ความเจ็บปวดในน้ำเสียงของเขากรี้ดลึกลงไปในหัวใจของเฟยเหนียง นางบีบมือที่สากระคายของเขาแน่นขึ้น “พี่ฟงซาน วันนี้ข้ามาที่นี่ เพื่อมาบอกความจริงทั้งหมดแก่ท่าน และเพื่อขอให้ท่าน ช่วยข้าทวงทุกสิ่งกลับคืนมา”
ลู่ฟงซานชะงัก เงยหน้าขึ้นมองดวงตาที่เด็ดเดี่ยวและไร้ซึ่งความอาลัยอาวรณ์ต่อสามีของนาง “ความจริง ความจริงอันใด เจ้ารักมันไม่ใช่หรือ เจ้ามีบุตรและหลานกับมันแล้ว”
“รักมันงั้นหรือ” เฟยเหนียงหัวเราะออกมาอย่างขมขื่น เสียงหัวเราะนั้นฟังดูหนาวเหน็บเสียยิ่งกว่าเกล็ดหิมะนอกหน้าต่าง “บุตรของข้า หลานของข้า หึ ช่างน่าขันนักที่ข้าโง่เขลามาตลอดสามสิบปี เพิ่งจะตาสว่างเมื่อวานนี้เองว่า ตัวข้าไม่เคยมีบุตรชายกับมันเลย”
เฟยเหนียงสูดลมหายใจลึก กวาดตามองรอบห้องโถง “ที่นี่ปลอดภัยหรือไม่ ข้ามีความลับที่ใหญ่หลวงที่สุดของจวนแม่ทัพ และของตระกูลข้าที่ต้องการให้ท่านรู้เพียงผู้เดียว”
ลู่ฟงซานขมวดคิ้วแน่น แม้จะยังสับสน แต่ความหนักแน่นของนางก็ทำให้เขาดึงสติกลับมาได้ “ตามข้ามาที่ห้องลับด้านหลัง” เขาหันไปสั่งซุ่ยเอ๋อร์ “เจ้าเฝ้าหน้าประตูให้ดี ห้ามให้มดสักตัวเดินผ่านเข้ามา” ซุ่ยเอ๋อร์รับคำเสียงแข็งขัน
ภายในห้องลับที่จุดตะเกียงน้ำมันหอมระเหยและบุด้วยผนังเก็บเสียง เฟยเหนียงนั่งลงฝั่งตรงข้ามกับลู่ฟงซาน นางเริ่มต้นเล่าเรื่องราวทั้งหมด ตั้งแต่ความจริงเรื่องการลักพาตัวในอดีต ว่าแท้จริงแล้วเผยฮั่วหลานไม่ได้บังเอิญไปพบและช่วยเหลือนางที่หอสุรา แต่เป็นมันที่วางแผนจ้างคนไปลักพาตัวนาง ซ้ำยังลอบวางยาสลบให้นางตกอยู่ในสภาพเสื้อผ้าหลุดลุ่ยเพื่อทำลายชื่อเสียง และจงใจล่อให้บิดาของนางไปเห็นกับตา เพื่อบีบบังคับให้นางแต่งงานกับมัน เพื่อหวังจะฮุบอำนาจและเส้นสายการค้าสกุลเดิมของนางที่มั่งคั่ง
เล่าไปถึงความจริงเรื่อง ‘บุตรชาย’ จอมปลอม ที่มันลักลอบนำลูกของหญิงแพศยาที่ซ่อนไว้นอกจวนมาสับเปลี่ยน อ้างว่าเป็นลูกของนางในวันที่นางเพิ่งคลอดลูกชายคนเล็กและหมดสติไป เล่าถึงลูกสาวแท้ๆ ของนางที่ถูกมันเสี้ยมสอนให้นางรังเกียจจนต้องหนีไปตกระกำลำบาก และเล่าถึงแผนการของเผยฮั่วหลานที่เตรียมจะกวาดล้างสินเดิมของนางทั้งหมดเพื่อหนีไปฮ่องกงในอีกสามเดือนข้างหน้าก่อนที่ราชวงศ์จะล่มสลาย
แน่นอนว่านางไม่ได้เล่าเรื่องที่นางตายแล้วเกิดใหม่ เพียงแต่บอกว่านางแอบได้ยินและจับได้ถึงแผนการร้ายของพวกมันทั้งหมดโดยบังเอิญ
ลู่ฟงซานนั่งฟังอย่างเงียบงัน ทว่าสองมือของเขากำแน่นจนเส้นเลือดปูดโปนตามแขน ดวงตาเบิกกว้างด้วยความโกรธแค้นที่ลุกโชนจนแทบจะเผาผลาญห้องลับนี้ให้เป็นจุล
“เผย-ฮั่ว-หลาน เดรัจฉาน” เสียงคำรามของลู่ฟงซานดังลั่นห้อง กำปั้นหนักๆ ของเขาทุบลงบนโต๊ะไม้จันทน์จนเกิดรอยร้าว “มันทำลายชีวิตเจ้า มันทำลายชีวิตข้า มันช่วงชิงความสุขทั้งหมดไปจากพวกเราด้วยแผนการชั่วช้าเช่นนี้มาตลอดสามสิบปี”
“พี่ฟงซาน”
ลู่ฟงซานลุกพรวดขึ้น แววตาแดงก่ำ “ข้าจะไปฆ่ามันเดี๋ยวนี้ ข้าจะสับมันเป็นหมื่นๆ ชิ้นเพื่อล้างแค้นให้เจ้า”
“ช้าก่อน” เฟยเหนียงรีบคว้าแขนเสื้อของเขาไว้แน่น “อย่าเพิ่งวู่วามเด็ดขาด บัดนี้มันคือแม่ทัพใหญ่แห่งแผ่นดิน มีทหารในมือและเส้นสายในวังหลวง หากท่านผลีผลามไปฆ่ามัน ท่านจะต้องโทษประหารและไม่อาจปกป้องข้ากับลูกได้อีก”
ลู่ฟงซานชะงัก หันกลับมามองใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวของเฟยเหนียง “แล้วเจ้าจะให้ข้าทำอย่างไร ให้ทนมองเจ้าต้องกลับไปอยู่ในนรกจวนนั้นกับพวกเดรัจฉานนั่นงั้นหรือ”
“ข้าจะหย่า” เฟยเหนียงเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นดุจหินผา “แต่ก่อนที่ข้าจะหย่า ข้าต้องถ่ายโอนสินเดิมของข้าทั้งหมด ทรัพย์สินทุกชิ้น ร้านค้าทุกแห่ง โรงย้อมผ้าทุกหลัง ข้าจะไม่เหลือแม้แต่เศษฝุ่นไว้ให้พวกมันเหยียบ ข้าจะสูบเลือดมันให้หมดตัว และทิ้งให้มันรับผลกรรมจากแผ่นดินที่กำลังจะล่มสลายนี้”
ลู่ฟงซานสูดลมหายใจลึกเพื่อระงับความโกรธ แววตาที่เคยมืดบอดด้วยอารมณ์ค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นคมกริบแบบคหบดีผู้ทรงอิทธิพล “แล้วเจ้าต้องการให้ข้าช่วยสิ่งใด”
เฟยเหนียงยิ้มบางๆ รอยยิ้มที่แฝงไปด้วยความเจ้าเล่ห์และเยือกเย็น “อันดับแรก ข้าต้องการความช่วยเหลือเรื่องช่องทางการโอนย้ายเงินก้อนใหญ่ ข้าให้หลงจู๊สวีเตรียมเปลี่ยนทรัพย์สินบางส่วนเป็นตั๋วเงินของธนาคารต่างชาติแล้ว แต่เกรงว่าจะกระโดกกระเดกเกินไปหากทำในนามสกุลเดิมของข้า ข้าต้องการใช้เครือข่ายของหอการค้าไท่ผิงของท่านเป็นฉากบังหน้า ในการขนย้ายและซุกซ่อน”
“เรื่องนั้นไม่มีปัญหา” ลู่ฟงซานตอบตกลงโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย “ข้ายินดีมอบเส้นทางการค้าทั้งหมดของข้าให้เจ้าจัดการ ต่อให้เจ้าจะเอาทรัพย์สินของข้าไปทั้งหมดเพื่อล้มล้างมัน ข้าก็ไม่เสียดายแม้แต่อีแปะเดียว”
“ขอบคุณเจ้าค่ะ พี่ฟงซาน” เฟยเหนียงรู้สึกอุ่นวาบในใจ ความซื่อสัตย์ของชายผู้นี้ไม่เคยเปลี่ยนเลย “ข้อที่สอง ข้าอยากให้ท่านใช้เส้นสายในวงการค้าของท่าน ตัดท่อน้ำเลี้ยงทั้งหมดของเครือข่ายธุรกิจที่เชื่อมโยงกับครอบครัวหลินซื่อ (ลูกสะใภ้) และพวกพ่อค้าเสบียงที่สนับสนุนเผยฮั่วหลานอย่างลับๆ บีบให้พวกมันขาดแคลนเงินทุนจนต้องหันกลับมาขอร้องข้า เมื่อนั้น ข้าจะปล่อยกู้ดอกเบี้ยโหดด้วยสัญญาผูกมัด และบีบให้พวกมันต้องจำนองทรัพย์สินของจวนแม่ทัพ”
ลู่ฟงซานหรี่ตาลง มองสตรีตรงหน้าด้วยความชื่นชมและทึ่งในสติปัญญา เฟยเหนียงในอดีตที่อ่อนต่อโลก บัดนี้ได้ตายไปแล้ว เหลือเพียงพยัคฆ์ร้ายที่พร้อมจะขย้ำศัตรูให้แหลกคามือ
“ได้ ข้าจะส่งจดหมายลับถึงเครือข่ายคู่ค้าของหอการค้าไท่ผิงทั้งหมดในเมืองหลวง สั่งระงับการปล่อยสินเชื่อและการค้าข้าวสารเสบียงกับเส้นสายของเผยฮั่วหลานภายในพรุ่งนี้เช้า” ลู่ฟงซานรับคำอย่างหนักแน่น
“และสุดท้าย” เฟยเหนียงทอดสายตาอ่อนลง “ข้าต้องการให้ท่านส่งคนคุ้มกันฝีมือดี ไปเฝ้าดูความปลอดภัยของหลี่ชิง บุตรสาวของข้าอย่างลับๆ ตอนนี้นางและครอบครัวกำลังย้ายไปดูแลโรงย้อมผ้าสกุลเดิมของข้า ข้าเกรงว่าหากเผยฮั่วหลานรู้ตัว มันอาจจะใช้ลูกสาวข้าเป็นเครื่องมือ”
“เรื่องลูกสาวเจ้า ข้าจะดูแลประดุจลูกสาวของข้าเอง” ลู่ฟงซานวางมือทาบลงบนมือของนางอีกครั้ง คราวนี้นางไม่ได้หลบเลี่ยง “เหนียงเอ๋อร์ จากนี้ไป เจ้าไม่ต้องโดดเดี่ยวอีกแล้ว มีข้าอยู่ตรงนี้ ข้าจะใช้ทุกอย่างที่ข้ามีในชีวิต เพื่อทวงความยุติธรรมคืนให้เจ้า”
เฟยเหนียงมองลึกลงไปในดวงตาของบุรุษตรงหน้า ในชาติที่แล้ว นางโง่เขลาที่ไม่เคยเห็นค่าของเขา จนวินาทีสุดท้ายที่เขาเอาร่างกายมารับคมดาบแทนนาง บัดนี้ สวรรค์ประทานโอกาสครั้งใหม่ให้นางได้แก้ไขอดีต นางจะไม่ยอมเสียเขาไปอีกเป็นอันขาด
“เรามาร่วมมือกันเถิด พี่ฟงซาน” ฮูหยินใหญ่แห่งจวนแม่ทัพเอ่ยด้วยรอยยิ้มเยียบเย็น “มาฉีกกระชากหน้ากากจอมปลอมของเดรัจฉานพวกนั้น และทำให้พวกมันรู้ซึ้งว่า นรกที่แท้จริงนั้น หน้าตาเป็นเช่นไร”
กงล้อแห่งโชคชะตาได้หมุนทวนกลับมา การล้างแค้นอันหอมหวานเริ่มต้นขึ้นแล้ว พร้อมกับพันธมิตรที่แข็งแกร่งที่สุดในแผ่นดินต้าชิง