บทที่ 4: ตรอกตะวันออกอันหนาวเหน็บ และการพบพานกลางแสงจันทร์
ยามจื่อ (23.00 - 00.59 น.) ท้องฟ้าเหนือเมืองหลวงต้าชิงมืดมิดไร้แสงดาว มีเพียงแสงจันทร์เสี้ยวที่สาดส่องลงมาอย่างเลือนลาง ลมเหมันต์พัดกรรโชกแรง หอบเอาเกล็ดหิมะแรกของปีโปรยปรายลงมาอย่างเงียบเชียบ ความหนาวเย็นยะเยือกแทรกซึมเข้าสู่ร่างกายจนสั่นสะท้าน
ที่ประตูลับท้ายจวนแม่ทัพสกุลเผย รถม้าคันเล็กซอมซ่อที่ไร้ตราสัญลักษณ์ใดๆ จอดซุ่มอยู่ใต้เงาไม้ใหญ่ บานประตูไม้เก่าคร่ำคร่าถูกแง้มออกอย่างระมัดระวัง ร่างของสตรีสองคนในชุดชาวบ้านผ้าฝ้ายเนื้อหยาบสีเทาเข้มก้าวออกมาอย่างเงียบกริบ ศีรษะและใบหน้าถูกคลุมทับด้วยหมวกผ้าปีกกว้างเพื่ออำพรางตัว
“ฮูหยิน ระวังขั้นบันไดนะเจ้าคะ หิมะเริ่มตกแล้ว พื้นจะลื่น” ซุ่ยเอ๋อร์กระซิบเสียงสั่นพลางประคองแขนผู้เป็นนาย
“ข้าไม่เป็นไร เจ้ารีบบอกคนขับรถม้าให้ออกเดินทางเถิด ก่อนที่เวรยามจะเดินผ่านมา” เฟยเหนียงตอบกลับด้วยน้ำเสียงหนักแน่น แม้ร่างกายของนางในวัยห้าสิบปีจะเริ่มรู้สึกถึงความเหน็บหนาวที่กัดกินกระดูก แต่มันไม่อาจเทียบได้กับไฟแห่งความร้อนรุ่มในใจที่ต้องการไปพบสายเลือดเพียงคนเดียวของตน
รถม้าคันเล็กเคลื่อนตัวออกไปตามถนนที่ปูด้วยหินชนวนอย่างเงียบเชียบ ทิ้งจวนแม่ทัพอันหรูหราไว้เบื้องหลัง เฟยเหนียงนั่งหลับตาพิงผนังรถม้า มือข้างหนึ่งกอดกล่องไม้จันทน์หอมที่ซ่อนอยู่ใต้เสื้อคลุมไว้แน่นราวกับเป็นชีวิตจิตใจ ในนั้นคือโฉนดโรงย้อมผ้าสกุลเดิม กุญแจคลังสินค้า และตั๋วเงินจำนวนหนึ่งที่นางให้ผู้เฒ่าสวีแอบเตรียมไว้ให้
ภาพในอดีตชาติไหลย้อนกลับมาในหัวราวกับกระแสน้ำ นางจำได้ดีถึงใบหน้าเสแสร้งของเผยฮั่วหลาน ยามที่เขาสวมชุดขุนนางเต็มยศคุกเข่าต่อหน้าพระพักตร์ฮ่องเต้ เอ่ยปากด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า “กระหม่อมจะถวายชีวิตเพื่อปกป้องราชบัลลังก์พ่ะย่ะค่ะ” ทว่าลับหลังกลับลักลอบยักยอกเสบียงทหารและสมคบคิดกับกบฏเพื่อหาทางหนีทีไล่ ชายผู้นั้นช่างตลบตะแลงจนน่าสะอิดสะเอียน
ใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วยาม รถม้าก็ค่อยๆ ชะลอความเร็วและหยุดลงที่หน้าตรอกแคบๆ แห่งหนึ่งทางทิศตะวันออกของเมือง
“ฮูหยินเจ้าคะ ถึงแล้วเจ้าค่ะ แต่รถม้าเข้าไปไม่ได้ ตรอกนี้แคบและมีของระเกะระกะเต็มไปหมด เราต้องเดินเท้าเข้าไปเจ้าค่ะ” เสียงคนขับรถม้ารายงานเบาๆ
เฟยเหนียงลืมตาขึ้น ก้าวลงจากรถม้า ทันทีที่เท้าแตะพื้น กลิ่นเหม็นอับของน้ำครำ ควันไฟฟืนราคาถูก และกลิ่นของความยากจนก็ลอยมากระทบจมูก ตรอกแห่งนี้มืดมิด มีเพียงแสงสลัวจากโคมกระดาษขาดๆ ที่แขวนอยู่หน้าบ้านบางหลัง สองข้างทางเต็มไปด้วยกองขยะและคนไร้บ้านที่นอนขดตัวสั่นเทาอยู่ใต้เศษผ้าขี้ริ้ว
หัวใจของคนเป็นแม่บีบรัดอย่างรุนแรง ลูกสาวของนาง คุณหนูใหญ่แห่งจวนแม่ทัพที่เคยมีสาวใช้ล้อมหน้าล้อมหลัง ต้องมาทนทุกข์ทรมานอยู่ในสถานที่นรกเช่นนี้ได้อย่างไร
“ตามข้ามา” เฟยเหนียงกัดฟันแน่น ก้าวเดินฝ่าความมืดและความสกปรกเข้าไปในตรอก ซุ่ยเอ๋อร์ถือโคมไฟดวงเล็กๆ เดินนำทางด้วยความหวาดระแวง
พวกนางเดินลึกเข้ามาจนถึงสุดตรอก หยุดยืนอยู่หน้าเรือนไม้ซอมซ่อหลังหนึ่งที่หลังคามุงด้วยหญ้าคาผุพัง บานประตูไม้แตกหักมีเพียงแผ่นกระดาษเก่าๆ ปิดทับรูรั่วเพื่อกันลมหนาว แสงไฟริบหรี่ลอดผ่านรอยแตกออกมา พร้อมกับเสียงไอแหบแห้งของบุรุษและเสียงสะอื้นไห้ของสตรี
“ท่านพี่ ยาลดไข้หมดแล้วเจ้าค่ะ อาเพ่ยตัวร้อนจี๋เลย ข้า ข้าจะทำอย่างไรดี” เสียงสั่นเครือของสตรีที่คุ้นหูดังลอดออกมา
เฟยเหนียงตัวแข็งทื่อ น้ำตาที่พยายามกลั้นไว้ร่วงหล่นลงมาอาบแก้ม นั่นคือเสียงของหลี่ชิง
“ชิงเอ๋อร์ เจ้าอย่าร้องไห้เลย เป็นความผิดของพี่เองที่ไร้ความสามารถ ไม่อาจดูแลเจ้ากับลูกให้สุขสบายได้ พรุ่งนี้พี่จะเอาตำราเก่าไปจำนำที่ร้านหนังสือ น่าจะได้เงินมารักษาลูกสักสองสามอีแปะ” เสียงของฟงเยียน บัณฑิตตกยากผู้เป็นลูกเขยตอบกลับด้วยความปวดร้าว
“ท่านพี่อย่าโทษตัวเองเลยเจ้าค่ะ เป็นข้าเองที่ดื้อรั้น หากข้าเชื่อฟังท่านแม่แต่แรก คงไม่ต้องพาท่านและลูกมาตกระกำลำบากเช่นนี้ ป่านนี้ท่านแม่คงเกลียดชังข้าจนไม่อยากนับญาติแล้ว”
คำพูดประโยคนั้นราวกับมีดนับพันเล่มพุ่งเข้าเสียบทะลุขั้วหัวใจของเฟยเหนียง นางทนฟังต่อไปไม่ไหวอีกแล้ว มือที่สั่นเทายกขึ้นผลักบานประตูไม้ที่ผุพังนั้นให้เปิดออก
เอี๊ยด
เสียงประตูที่ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบทำให้คนในห้องสะดุ้งสุดตัว ฟงเยียนรีบคว้าท่อนไม้ที่วางอยู่ข้างเตียงขึ้นมาบังหน้าร่างของภรรยาและบุตรสาววัยสี่ขวบที่กำลังนอนไม่ได้สติอยู่บนเตียงเตาที่เย็นเฉียบ
“พวกเจ้าเป็นใคร ออกไปนะ ที่นี่ไม่มีของมีค่าอะไรให้พวกเจ้าปล้นหรอก” ฟงเยียนตะโกนเสียงหลง แม้ร่างกายจะผอมบางและสั่นเทาด้วยความกลัว แต่แววตาของเขากลับแน่วแน่ที่จะปกป้องครอบครัว
เฟยเหนียงค่อยๆ ปลดหมวกผ้าที่คลุมศีรษะออก เผยให้เห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตาภายใต้แสงตะเกียงน้ำมันหมูอันริบหรี่
“ชิง ชิงเอ๋อร์” เสียงแหบพร่าหลุดออกจากริมฝีปากของนาง
หลี่ชิงที่ซ่อนตัวอยู่เบื้องหลังสามีเบิกตากว้าง นางจ้องมองสตรีวัยกลางคนในชุดชาวบ้านตรงหน้าด้วยความตกตะลึงจนแทบลืมหายใจ แม้จะไม่ได้พบกันมาหลายปี แม้จะอยู่ในชุดที่มอมแมม แต่นางไม่มีวันลืมใบหน้าของมารดาผู้ให้กำเนิดได้
ทว่าสรรพนามที่หลุดออกจากปากของหลี่ชิง กลับทำให้เฟยเหนียงเจ็บปวดเจียนตาย
“ฮูหยินใหญ่” หลี่ชิงคุกเข่าลงกับพื้นทันที ก้มหน้าลงต่ำด้วยความหวาดกลัว “ท่าน ท่านมาที่นี่ได้อย่างไรเจ้าคะ ข้า ข้าผิดไปแล้ว ข้าไม่กล้ากลับไปสร้างความเสื่อมเสียให้จวนสกุลเผยอีกแล้ว ขอฮูหยินใหญ่อย่าได้ลงโทษพวกเราเลยนะเจ้าคะ”
“ฮูหยินใหญ่” เฟยเหนียงทวนคำนั้นด้วยน้ำเสียงร้าวราน นางทรุดตัวลงนั่งกับพื้นดินที่สกปรก ตรงหน้าบุตรสาว โยนกล่องไม้ในมือทิ้งไว้ข้างกาย ก่อนจะโผเข้ากอดร่างที่ผอมบางของหลี่ชิงไว้แน่น
“ไม่ใช่ฮูหยินใหญ่ ข้าคือแม่ของเจ้า ชิงเอ๋อร์ แม่ผิดไปแล้ว แม่มันโง่เขลาตาบอดที่ผลักไสเจ้าออกมา แม่ขอโทษ แม่ขอโทษ”
เฟยเหนียงปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อายฟ้าดิน นางกอดรัดบุตรสาวแน่นราวกับกลัวว่าหากปล่อยมือ นางจะสูญเสียหลี่ชิงไปอีกครั้งเหมือนในอดีตชาติ
หลี่ชิงตัวแข็งทื่อ นางไม่เคยเห็นมารดาที่เย่อหยิ่งและเย็นชาร้องไห้ฟูมฟายเช่นนี้มาก่อน ตั้งแต่นางจำความได้ มารดามักจะมองนางด้วยสายตาตำหนิติเตียน และเอาแต่ชื่นชม ‘เผยจื่อหาน’ พี่ชายเสมอมา ทว่าอ้อมกอดในยามนี้กลับอบอุ่นและเต็มไปด้วยความปวดร้าวที่ส่งผ่านถึงกันได้
“ท่านแม่” หลี่ชิงค่อยๆ ยกมือขึ้นกอดตอบมารดา น้ำตาที่เหือดแห้งไปแล้วกลับมารินไหลอีกครั้ง “ท่านแม่จริงๆ หรือเจ้าคะ ท่านไม่ได้รังเกียจข้าแล้วใช่หรือไม่”
“แม่จะรังเกียจสายเลือดแท้ๆ ของตนเองได้อย่างไร เป็นแม่ที่ตาบอด หลงผิดไปยกย่องลูกของนังหญิงแพศยาที่บิดาเจ้าซุกซ่อนไว้ แม่เพิ่งตาสว่าง แม่รู้ซึ้งแล้วว่าใครคือคนที่รักแม่ด้วยใจจริง” เฟยเหนียงผละออก มองสำรวจใบหน้าที่ซูบผอมของบุตรสาว ก่อนจะคว้ามือของหลี่ชิงขึ้นมาดู
มือที่เคยขาวผ่องนุ่มนวล บัดนี้หยาบกร้าน แตกเป็นขุยและมีรอยแผลจากการถูกน้ำกัดและของมีคมบาด เฟยเหนียงลูบมือคู่นั้นด้วยความร้าวรานใจ นางหันไปมองเด็กน้อยวัยสี่ขวบที่นอนหายใจรวยรินอยู่บนเตียง
“อาเพ่ย หลานยาย” เฟยเหนียงรีบขยับเข้าไปใกล้ ใช้หลังมืออังหน้าผากของเด็กน้อย ความร้อนจี๋ที่ส่งผ่านมาทำให้นางต้องรีบหันไปสั่งซุ่ยเอ๋อร์ “ซุ่ยเอ๋อร์ รีบเอาตั๋วเงินในกล่องออกไปจ้างคนแถวนี้ให้ไปเชิญหมอที่เก่งที่สุดในเมืองหลวงมาเดี๋ยวนี้ ไม่ต้องเสียดายเงิน จ่ายหนักๆ ให้เขามาเร็วที่สุด”
“เจ้าค่ะฮูหยิน” ซุ่ยเอ๋อร์รับคำและรีบวิ่งออกไปทันที
ฟงเยียนที่ยืนตะลึงอยู่นานรีบคุกเข่าลงประสานมือคารวะ “ท่านแม่ยาย ข้าน้อยฟงเยียน ไร้ความสามารถ ทำให้ชิงเอ๋อร์และลูกต้องลำบาก ข้าน้อยสมควรตาย”
เฟยเหนียงมองลูกเขยผู้นี้ด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป ในอดีตชาตินางเกลียดชังเขาที่ยากจนและพรากลูกสาวไปจากนาง ทว่าในยามที่บ้านเมืองล่มสลายและนางถูกทอดทิ้ง บัณฑิตยากจนผู้นี้กลับยอมเสี่ยงชีวิตพยายามพานางหนี แม้สุดท้ายเขาจะถูกทหารกบฏฟันจนตายเพื่อปกป้องหลี่ชิงก็ตาม ชายผู้นี้อาจจะไร้ทรัพย์สิน แต่เขาเป็นสุภาพบุรุษที่มีรักแท้และซื่อสัตย์ยิ่งกว่าแม่ทัพใหญ่จอมปลอมนั่นเป็นร้อยเท่า
“ลุกขึ้นเถิดฟงเยียน” เฟยเหนียงเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนลงมาก “เจ้าเป็นคนดี ปกป้องลูกสาวและหลานของข้าอย่างสุดกำลัง ข้าไม่โทษเจ้าแล้ว จากนี้ไป เราคือครอบครัวเดียวกัน”
ฟงเยียนเงยหน้าขึ้นมองด้วยความประหลาดใจและตื้นตันใจจนพูดไม่ออก
เมื่อสงบสติอารมณ์ได้ เฟยเหนียงก็หยิบกล่องไม้จันทน์หอมขึ้นมาเปิดออก เผยให้เห็นโฉนดที่ดินและหนังสือสัญญาที่ประทับตราสีแดงสด นางหยิบมันขึ้นมาวางลงในมือของหลี่ชิง
“ชิงเอ๋อร์ รับสิ่งนี้ไป”
“ท่านแม่ นี่มัน โฉนดโรงย้อมผ้าสกุลเดิมของท่าน ตั๋วเงินจำนวนมากปานนี้ นี่มันหมายความว่าอย่างไรเจ้าคะ” หลี่ชิงเบิกตากว้าง มือสั่นเทาจนแทบทำกระดาษหล่น
“นี่คือสมบัติของตาและยายของเจ้า เป็นของสกุลเดิมแม่ ไม่เกี่ยวอันใดกับจวนแม่ทัพโสมมนั่น” เฟยเหนียงอธิบายด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป เจ้าคือเถ้าแก่เนี้ยคนใหม่ของโรงย้อมผ้าแห่งนี้ หลงจู๊สวีที่เป็นคนเก่าคนแก่จะคอยสอนงานและช่วยเหลือเจ้ากับฟงเยียนทุกอย่าง”
“แต่ว่า ท่านแม่ ทำไมจู่ๆ ท่านถึง”
เฟยเหนียงจับไหล่บุตรสาวทั้งสองข้าง จ้องลึกเข้าไปในดวงตา “จงฟังแม่ให้ดี แผ่นดินนี้กำลังจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ พายุแห่งกลียุคกำลังจะพัดมาในอีกไม่ถึงสามเดือน ราชวงศ์อาจจะไม่อยู่รอด จวนแม่ทัพก็เช่นกัน แม่กำลังหาทางหย่าขาดจากเผยฮั่วหลานและเอาสินเดิมทั้งหมดคืนมา แม่จึงต้องให้เจ้ารับช่วงต่อโรงย้อมผ้านี้อย่างลับๆ เพื่อสร้างรากฐานและทางหนีทีไล่ให้พวกเรา”
คำพูดของเฟยเหนียงทำให้ฟงเยียนที่ติดตามข่าวสารบ้านเมืองอยู่บ้างเบิกตากว้าง “ท่านแม่ยาย ท่านหมายความว่า กองทัพกบฏทางใต้ จะทำการสำเร็จหรือขอรับ”
“ยิ่งกว่านั้นเสียอีก” เฟยเหนียงพยักหน้า “พวกเจ้าไม่ต้องถามสิ่งใดให้มากความ เก็บของที่จำเป็นเสีย คืนนี้แม่จะให้คนพารถม้ามารับพวกเจ้าไปพักที่เรือนลับนอกเมืองที่แม่เตรียมไว้ พรุ่งนี้ค่อยเริ่มไปเรียนรู้งานที่โรงย้อมผ้า จำไว้ ห้ามให้ใครรู้เด็ดขาดว่าพวกเจ้าคือสายเลือดของแม่ จนกว่าแม่จะจัดการปัญหาสวะในจวนจบสิ้น”
หลังจากหมอมาถึงและทำการฝังเข็มป้อนยาจนไข้ของหลานสาวลดลง เฟยเหนียงก็จัดการมอบเงินก้อนหนึ่งให้ฟงเยียนเพื่อเตรียมตัวย้ายที่อยู่ นางโอบกอดบุตรสาวและหลานสาวอีกครั้งด้วยความรักเปี่ยมล้น ก่อนจะจำใจต้องเร่งเดินทางกลับจวนก่อนที่ท้องฟ้าจะสาง
ระหว่างทางกลับ รถม้าของเฟยเหนียงวิ่งผ่านย่านการค้าใจกลางเมืองที่เงียบสงัด จู่ๆ คนขับรถม้าก็ดึงบังเหียนม้าให้หยุดกะทันหัน จนเฟยเหนียงและซุ่ยเอ๋อร์เซถลาไปข้างหน้า
“เกิดอะไรขึ้น” ซุ่ยเอ๋อร์ร้องถาม
“ขออภัยขอรับฮูหยิน มีขบวนม้าของคหบดีกำลังแล่นตัดหน้า พวกเราต้องหลบให้ทางขอรับ”
เฟยเหนียงขมวดคิ้ว คหบดีผู้ใดกันที่กล้าขี่ม้าตะบึงไปตามท้องถนนในยามวิกาลเช่นนี้ นางอดไม่ได้ที่จะเลิกม่านหน้าต่างรถม้าขึ้นเล็กน้อยเพื่อแอบดู
ภายใต้แสงจันทร์ที่สาดส่องลงมากระทบถนนหินชนวน บุรุษผู้หนึ่งในชุดคลุมขนจิ้งจอกสีดำสนิทกำลังควบม้าเหงื่อโลหิตผ่านหน้าไปอย่างรวดเร็ว แม้จะเป็นเพียงเสี้ยววินาที แต่แสงสว่างจากโคมไฟหน้าร้านรวงที่สะท้อนใบหน้าด้านข้างของบุรุษผู้นั้น ก็ทำให้หัวใจของเฟยเหนียงกระตุกวูบอย่างรุนแรง
สันกรามคมสัน จมูกโด่งเป็นสัน คิ้วเข้มดุดัน และแววตาที่ลึกล้ำราวกับมหาสมุทรที่แฝงไปด้วยความโดดเดี่ยว
ลู่ฟงซาน
อดีตคู่หมั้นของนาง ขุนนางหนุ่มอนาคตไกลที่ยอมละทิ้งราชการไปทำการค้าเพราะการหายตัวไปของนางในอดีต ชายผู้ที่ครองตัวเป็นโสดมาจวบจนอายุห้าสิบปีเพื่อรอนางเพียงคนเดียว
มือของเฟยเหนียงที่จับผ้าม่านอยู่สั่นระริก ภาพในชาติที่แล้วตอนที่นางและเขาร่วมมือกันเปิดโปงเผยฮั่วหลาน และตอนที่เขาเอาร่างกายกำบังคมดาบของทหารกบฏเพื่อปกป้องนางจนบาดเจ็บสาหัส ไหลบ่าเข้ามาในหัวใจ
“ลู่ฟงซาน” นางพึมพำชื่อเขาแผ่วเบา
ชาตินี้ นางย้อนเวลากลับมาเพื่อแก้แค้นและปกป้องลูกสาว แต่นางรู้ดีว่าด้วยกำลังของสตรีในเรือนหลังเพียงลำพัง ไม่อาจต่อกรกับอิทธิพลของแม่ทัพใหญ่และเอาชีวิตรอดในยุคผลัดแผ่นดินได้อย่างราบรื่น นางต้องการพันธมิตรที่แข็งแกร่งและไว้ใจได้ที่สุด และบนแผ่นดินต้าชิงนี้ จะมีใครที่นางไว้ใจได้มากเท่าบุรุษที่รักนางสุดหัวใจผู้นี้อีกล่ะ
มุมปากของฮูหยินใหญ่วัยห้าสิบปียกขึ้นเป็นรอยยิ้มมุ่งมั่น
“ซุ่ยเอ๋อร์” เฟยเหนียงปล่อยผ้าม่านลง หันมาหาสาวใช้คนสนิท “พรุ่งนี้เช้า ไปสืบมาให้ข้า ว่ากิจการหอการค้าหอไท่ผิงของคหบดีลู่ฟงซาน ตั้งอยู่ที่ใด ข้ามีเรื่องต้องเจรจาการค้ากับเขาสักหน่อย”
แผนการขั้นต่อไปของการทวงคืนและทำลายล้าง กำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว