บท
ตั้งค่า

บทที่ 3: ละครฉากใหญ่ตบตาจิ้งจอกเฒ่า และหยาดน้ำตาแห่งความสำนึกผิด

ยามโหย่ว (17.00 - 18.59 น.) ดวงอาทิตย์อัสดงสาดแสงสีส้มแดงอาบไล้หลังคากระเบื้องเคลือบของจวนแม่ทัพสกุลเผย บรรยากาศยามเย็นควรจะสงบร่มรื่น ทว่าสำหรับเฟยเหนียงแล้ว แสงสีแดงที่ทาบทับลงมานั้นกลับดูละม้ายคล้ายคลึงกับสีของโลหิตที่เคยไหลอาบพื้นเรือนในวาระสุดท้ายของชีวิตนาง

เสียงฝีเท้าม้าควบกุบกับดังแว่วมาจากหน้าประตูใหญ่จวน ตามมาด้วยเสียงตะโกนต้อนรับของบ่าวไพร่ที่ดังอย่างพร้อมเพรียง

“นายท่านกลับมาแล้ว ต้อนรับนายท่าน”

ภายในห้องนอนหลักของเรือนกล้วยไม้ เฟยเหนียงที่กำลังหลับตาพักผ่อนอยู่บนตั่งไม้บุผ้านุ่มค่อยๆ ลืมตาขึ้น แววตาที่เคยสงบนิ่งพลันแปรเปลี่ยนเป็นคมกริบและเย็นเยียบประดุจใบมีดที่ซ่อนอยู่ในฝัก มือที่วางอยู่บนตักกำเข้าหากันแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในฝ่ามือ ความเกลียดชังและเคียดแค้นสายหนึ่งแล่นพล่านไปทั่วร่างกาย ราวกับมีเปลวเพลิงสุมอยู่ในอกเมื่อได้รับรู้ถึงการมาเยือนของบุรุษผู้นั้น

เผยฮั่วหลาน ชายสารเลวที่สวมหน้ากากวิญญูชน บิดาจอมปลอมที่ร่วมมือกับบุตรชายทรยศฆ่านางอย่างเลือดเย็น

“ฮูหยินใหญ่เจ้าคะ นายท่านกลับมาแล้วเจ้าค่ะ กำลังมุ่งหน้ามาที่เรือนกล้วยไม้” บ่าวรับใช้หน้าห้องร้องรายงานด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น

เฟยเหนียงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ บังคับร่างกายที่กำลังสั่นสะท้านด้วยความโกรธให้ผ่อนคลายลง นางหลับตาลงชั่วครู่ เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง แววตาคมกริบเมื่อครู่ก็มลายหายไป สวมทับด้วยแววตาของสตรีวัยกลางคนที่อ่อนโยน รักใคร่สามี และกำลังป่วยไข้ด้วยความอ่อนเพลีย

“ประคองข้าลุกขึ้นที” เฟยเหนียงเอ่ยเสียงแผ่วเบา ซุ่ยเอ๋อร์ที่เพิ่งกลับมาจากการลอบออกไปทำธุระและเปลี่ยนชุดเสร็จเรียบร้อย รีบก้าวเข้ามาพยุงนายหญิงของตน

บานประตูไม้แกะสลักถูกผลักออก ร่างสูงใหญ่ของบุรุษวัยห้าสิบเศษก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามา เผยฮั่วหลานยังคงสวมชุดขุนนางชุดใหญ่ ใบหน้าของเขาแม้จะมีริ้วรอยตามวัย ทว่ายังคงเค้าโครงความหล่อเหลาและองอาจสมฐานะแม่ทัพใหญ่แห่งแผ่นดินต้าชิง แววตาของเขาดูอบอุ่นและเปี่ยมไปด้วยความห่วงใยเมื่อทอดมองมาที่สตรีบนตั่งไม้

หากเป็นเฟยเหนียงในอดีตชาติ นางคงจะใจเต้นแรงและรีบปรี่เข้าไปปรนนิบัติถอดเสื้อคลุมให้เขาด้วยความรักและเทิดทูน แต่ในยามนี้ ทุกย่างก้าวของเขา ทุกสายตาที่เขามองมา ทำให้นางรู้สึกสะอิดสะเอียนจนแทบอยากจะอาเจียน

“เหนียงเอ๋อร์ ข้าได้ยินจื่อหานบอกว่าเจ้าหน้ามืดล้มพับไปเมื่อช่วงบ่าย อาการเป็นอย่างไรบ้าง เหตุใดไม่ให้บ่าวไปตามหมอมาตรวจดูเล่า” เผยฮั่วหลานก้าวเข้ามานั่งลงเคียงข้าง เอื้อมมือหนามาวางทาบลงบนหลังมือของเฟยเหนียงอย่างแผ่วเบา

สัมผัสนั้นทำให้เฟยเหนียงต้องใช้ความอดทนอย่างสูงสุดที่จะไม่สะบัดมือทิ้ง นางปั้นหน้ารู้สึกผิดและทอดถอนใจออกมาเบาๆ “ท่านพี่กลับมาเหนื่อยๆ แท้ๆ กลับต้องมาวุ่นวายเพราะความอ่อนแอของข้า ข้าไม่เป็นอะไรมากหรอกเจ้าค่ะ คงเพราะช่วงนี้อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย ประกอบกับข้ากังวลเรื่องสถานการณ์บ้านเมืองและเรื่องของท่านพี่จนนอนไม่ค่อยหลับ”

เผยฮั่วหลานเลิกคิ้วเล็กน้อย แววตาพึงพอใจพาดผ่านดวงตาคู่นั้นอย่างรวดเร็ว ก่อนจะสวมบทบาทสามีผู้แสนดีต่อไป “โธ่เอ๋ย ภรรยาข้า เจ้าจะกังวลไปไย เรื่องบ้านเมืองเป็นหน้าที่ของบุรุษอย่างข้าที่ต้องแบกรับ เจ้าเพียงดูแลสุขภาพของตนเองให้ดีก็พอแล้ว ข้าไม่อยากให้เจ้าต้องมาล้มหมอนนอนเสื่อ”

“จะมิให้ข้ากังวลได้อย่างไรเจ้าคะ” เฟยเหนียงบีบน้ำตาให้รื้นขึ้นมาที่หางตา “จื่อหานมาบอกข้าว่า กองทัพขาดแคลนเสบียงและเสื้อกันหนาว ท่านพี่ต้องแบกรับภาระหนักอึ้งเพื่อชาติบ้านเมือง ฮ่องเต้ก็ทรงเลื่อนการประทานรางวัลออกไป ข้าในฐานะภรรยา ย่อมอยากจะแบ่งเบาภาระของท่านพี่”

เฟยเหนียงเว้นจังหวะเล็กน้อย ลอบสังเกตสีหน้าของเผยฮั่วหลาน มุมปากของเขากระตุกขึ้นนิดหนึ่งคล้ายกำลังรอคอยประโยคถัดไปอย่างใจจดใจจ่อ

“ข้าตั้งใจจะนำเงินจากบัญชีสินเดิมของข้าออกมาช่วยท่านพี่สักหมื่นตำลึงทอง” ทันทีที่ตัวเลขหลุดออกจากปาก แววตาของเผยฮั่วหลานก็ทอประกายวาบวับด้วยความโลภที่ไม่อาจปิดบังมิด ทว่าประโยคต่อมาของนางกลับทำให้เขาต้องชะงัก “แต่ทว่า ช่วงนี้ข้ารู้สึกอ่อนเพลียเหลือเกินร่างกายไม่สู้ดี สติปัญญาก็เลอะเลือนจำรหัสกุญแจหีบสมบัติและสมุดบัญชีสับสนไปหมด ข้าเกรงว่าหากฝืนจัดการตอนนี้อาจจะเกิดความผิดพลาดได้”

เผยฮั่วหลานขมวดคิ้วเข้าหากันเล็กน้อย ความหงุดหงิดพาดผ่านใบหน้า แต่เขาก็รีบปรับสีหน้าให้กลับมาอ่อนโยนดังเดิมอย่างรวดเร็ว “โธ่ เหนียงเอ๋อร์ของข้า เรื่องเงินทองของนอกกาย หาสำคัญเท่าสุขภาพของเจ้าไม่ เจ้าพักผ่อนให้เพียงพอเถิด รอให้เจ้าค่อยยังชั่วแล้วค่อยจัดการเรียกหลงจู๊มาพบก็ยังไม่สาย”

“ท่านพี่ช่างประเสริฐนัก ข้าช่างโชคดีที่มีสามีเช่นท่าน” เฟยเหนียงแสร้งซบหน้าลงกับท่อนแขนของเขา ซ่อนรอยยิ้มหยันที่มุมปากไว้มิดชิด ‘รอให้ข้าค่อยยังชั่วงั้นหรือ รอไปจนถึงชาติหน้าเถิดจิ้งจอกเฒ่า เงินทุกอีแปะของข้า จะไม่มีวันตกถึงมือสวะเช่นพวกเจ้าอีกแม้แต่แดงเดียว’

“เอาล่ะ เจ้าพักผ่อนเถอะ ข้าจะไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ห้องหนังสือเสียหน่อย คืนนี้มีราชการด่วนต้องสะสาง อาจจะไม่ได้มาค้างที่เรือนกล้วยไม้นะ” เผยฮั่วหลานตบหลังมือของนางเบาๆ เป็นการปลอบประโลม ก่อนจะลุกขึ้นยืน

“ท่านพี่อย่าหักโหมนักนะเจ้าคะ รักษาสุขภาพด้วย” เฟยเหนียงเอ่ยตามหลังด้วยน้ำเสียงห่วงใย

ทันทีที่แผ่นหลังของเผยฮั่วหลานลับสายตาไปและบานประตูถูกปิดลง บรรยากาศอบอุ่นในห้องก็มลายหายไปสิ้น เฟยเหนียงผุดลุกขึ้นนั่งหลังตรงแน่ว แววตาอ่อนโยนเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าวดุดัน นางก้าวฉับๆ ไปที่อ่างล้างหน้าทองเหลืองที่ตั้งอยู่มุมห้อง คว้าผ้าชุบน้ำขึ้นมาเช็ดถูบริเวณหลังมือและท่อนแขนที่ถูกเผยฮั่วหลานสัมผัสอย่างรุนแรง

นางเช็ดถูครั้งแล้วครั้งเล่า ถูจนผิวเนื้อบริเวณนั้นแดงเถือกและแสบไปหมด แต่ก็ยังไม่อาจล้างความรู้สึกขยะแขยงที่เกาะกินอยู่ในใจออกไปได้

“ฮูหยินเจ้าคะ พอเถิดเจ้าค่ะ ผิวท่านถลอกหมดแล้ว” ซุ่ยเอ๋อร์รีบเข้ามายื้อแย่งผ้าในมือของนายหญิงด้วยความตกใจ นางไม่เคยเห็นฮูหยินใหญ่มีท่าทีรังเกียจนายท่านถึงเพียงนี้มาก่อน

เฟยเหนียงโยนผ้าเปียกลงในอ่างน้ำดังแหมะ นางหอบหายใจลึก พยายามระงับอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน “ข้าไม่เป็นไร ซุ่ยเอ๋อร์ เรื่องที่ข้าให้เจ้าไปจัดการ ได้เรื่องว่าอย่างไรบ้าง”

นางเปลี่ยนเรื่องอย่างรวดเร็ว ก้าวเดินกลับมานั่งที่ตั่งไม้และปรับสีหน้าให้กลับมาเป็นนายหญิงผู้เยือกเย็น ทรงอำนาจ

ซุ่ยเอ๋อร์มองซ้ายมองขวา เมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครอยู่ใกล้บริเวณนั้น จึงขยับเข้าไปใกล้และรายงานด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “บ่าวลอบนำป้ายหยกไปพบผู้เฒ่าสวีที่โรงเตี๊ยมลับตามที่ท่านสั่งแล้วเจ้าค่ะ ตอนแรกผู้เฒ่าสวีตกใจมากที่เห็นป้ายหยกและคำสั่งของท่าน แต่เมื่อบ่าวอธิบายย้ำว่าเป็นคำสั่งเด็ดขาดจากฮูหยินใหญ่ ผู้เฒ่าสวีก็รับปากว่าจะเร่งจัดการทำบัญชีทรัพย์สิน โฉนดที่ดิน และกรรมสิทธิ์โรงย้อมผ้าทั้งหมดให้เสร็จสิ้นภายในสามวันเจ้าค่ะ”

“ดีมาก” เฟยเหนียงพยักหน้าอย่างพึงพอใจ “ผู้เฒ่าสวีเป็นคนเก่าคนแก่ที่ติดตามท่านพ่อของข้ามาตั้งแต่ข้ายังเด็ก เขาซื่อสัตย์และไว้ใจได้ที่สุด กำชับเขาว่าทุกอย่างต้องทำอย่างเงียบเชียบที่สุด อย่าให้ทางจวนแม่ทัพหรือสายสืบของเผยฮั่วหลานระแคะระคายได้เป็นอันขาด”

“บ่าวกำชับอย่างดีแล้วเจ้าค่ะ นอกจากนี้ ผู้เฒ่าสวียังฝากบ่าวมาบอกฮูหยินด้วยว่า เงินสดในธนาคารต้าชิงที่ฮูหยินฝากไว้ในนามสกุลเดิม เขาได้ทยอยถอนออกมาเปลี่ยนเป็นทองคำแท่งและตั๋วเงินของธนาคารต่างชาติเตรียมไว้ให้แล้วตามที่ท่านเคยเปรยไว้เมื่อเดือนก่อนเจ้าค่ะ”

“เยี่ยม” เฟยเหนียงตาลุกวาว นับว่านางยังมีความโชคดีอยู่บ้างที่ในอดีตชาติ นางเคยคิดจะนำเงินส่วนนี้ไปซื้อของขวัญชิ้นใหญ่ให้บุตรชายจอมปลอม จึงสั่งให้ผู้เฒ่าสวีเตรียมการไว้ล่วงหน้า บัดนี้เงินก้อนนี้จะกลายเป็นทุนรอนสำคัญในการโต้กลับของนาง

“แล้วเรื่องของ หลี่ชิงล่ะ” น้ำเสียงของเฟยเหนียงแผ่วเบาลงกะทันหัน ความเด็ดขาดเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความสั่นเครือ แววตาของนางไหวระริกเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นและรอคอย

ซุ่ยเอ๋อร์ก้มหน้าลง หลบสายตาของนายหญิง “บ่าวให้คนไปสืบดูแล้วเจ้าค่ะ คุณหนู เอ้อ ตอนนี้คุณหนูและท่านเขยพักอาศัยอยู่ในตรอกยากจนทางทิศตะวันออกของเมืองหลวงเจ้าค่ะ”

“ตรอกยากจนทิศตะวันออก” เฟยเหนียงพึมพำ หัวใจของนางกระตุกวูบ สถานที่แห่งนั้นเป็นแหล่งรวมของขอทาน กรรมกรแบกหาม และผู้ลี้ภัยความอดอยาก มันเต็มไปด้วยความสกปรกและอันตราย ลูกสาวที่นางอุ้มท้องมาเก้าเดือน ลูกสาวที่เคยเกิดในจวนแม่ทัพอันสุขสบาย กลับต้องไปตกระกำลำบากในสถานที่เยี่ยงนั้น

“พวกเขามีความเป็นอยู่อย่างไรบ้าง” เฟยเหนียงเค้นเสียงถามแทบไม่ออก

“ท่านเขยฟงเยียน แม้จะไม่มีตำแหน่งขุนนาง แต่ก็เป็นบัณฑิตที่มีความรู้ เขาหาเลี้ยงครอบครัวด้วยการรับจ้างเขียนจดหมาย คัดลอกตำรา และวาดภาพขายอยู่ริมถนนเจ้าค่ะ รายได้ไม่แน่นอนนัก บางวันก็พอประทังชีวิต บางวันก็แทบไม่มีข้าวสารกรอกหม้อ” ซุ่ยเอ๋อร์เล่าด้วยน้ำเสียงสลด “ส่วนคุณหนูหลี่ชิง นางรับจ้างซักผ้าและปะชุนเสื้อผ้าให้ชาวบ้านในละแวกนั้น บ่าวที่ไปสืบข่าวบอกว่า มือของคุณหนูที่เคยจับพู่กันวาดภาพ บัดนี้หยาบกร้านและเต็มไปด้วยรอยแตกจากการแช่น้ำเย็นจัดในฤดูหนาวเจ้าค่ะ”

น้ำตาที่เฟยเหนียงพยายามกลั้นไว้ร่วงเผาะลงมาอาบสองแก้ม นางยกมือขึ้นปิดปาก กลั้นเสียงสะอื้นที่กำลังจะหลุดลอดออกมา ภาพของบุตรสาวที่งดงามและหยิ่งทะนง ต้องมานั่งซักผ้าท่ามกลางลมหนาวจนมือแตกเลือดซิบ กรีดแทงหัวใจของคนเป็นแม่อย่างรุนแรง

“แล้ว.. แล้วหลานสาวของข้าล่ะ เด็กคนนั้นเป็นอย่างไรบ้าง”

“คุณหนูน้อยอายุเพิ่งจะสี่หนาวเจ้าค่ะ รูปร่างผอมบางเพราะขาดสารอาหาร แต่เป็นเด็กที่ฉลาดและกตัญญูมาก มักจะช่วยมารดาหยิบจับสิ่งของเล็กๆ น้อยๆ เสมอ ทว่า” ซุ่ยเอ๋อร์อึกอักเล็กน้อย “บ่าวได้ยินมาว่า ช่วงนี้คุณหนูน้อยร่างกายอ่อนแอ มักจะป่วยเป็นไข้หวัดอยู่บ่อยๆ แต่คุณหนูกับท่านเขยไม่มีเงินพอที่จะไปเชิญหมอดีๆ มาตรวจดูอาการ ได้แต่ต้มยาสมุนไพรราคาถูกให้ดื่มประทังไปวันๆ เจ้าค่ะ”

“พอแล้ว เลิกพูดเถิด” เฟยเหนียงร้องห้ามเสียงหลง นางทนฟังต่อไปไม่ไหวอีกแล้ว

ขณะที่บุตรชายจอมปลอมของสตรีแพศยานั่น เสวยสุขอยู่ในจวนหลังใหญ่ สวมใส่เสื้อผ้าไหมเนื้อดี กินอาหารเลิศรส และหลานชายจอมปลอมนั่นอ้วนท้วนสมบูรณ์จนเนื้อปลิ้น แต่สายเลือดแท้ๆ ของนางกลับต้องอดมื้อกินมื้อ ล้มป่วยโดยไม่มีแม้แต่เงินจะไปหาหมอ

ความผิดทั้งหมดนี้ เป็นเพราะความโง่เขลาและความลำเอียงของนางเอง นางผลักไสลูกสาวแท้ๆ ให้ไปตกระกำลำบาก เพียงเพราะทิฐิและต้องการให้ตระกูลมีหน้ามีตา โดยไม่รู้เลยว่ากำลังกอดงูพิษไว้ในอก

“ชิงเอ๋อร์ แม่ขอโทษ แม่ขอโทษ” เฟยเหนียงร่ำไห้ออกมาอย่างไม่อายบ่าวรับใช้ น้ำตาแห่งความสำนึกผิดและความเจ็บปวดไหลรินไม่ขาดสาย นางทุบหน้าอกตัวเองอย่างแรงเพื่อระบายความอัดอั้น

“ฮูหยิน อย่าทำเช่นนี้เจ้าค่ะ ท่านต้องรักษาสุขภาพนะเจ้าคะ” ซุ่ยเอ๋อร์รีบเข้ามากอดรัดนายหญิงไว้แน่น ร้องไห้ตามไปด้วยความสงสาร

เฟยเหนียงใช้เวลาครู่ใหญ่ในการระงับอารมณ์ นางสูดลมหายใจเข้าลึก ปาดน้ำตาทิ้งอย่างลวกๆ เมื่อเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง แววตาของนางเต็มเปี่ยมไปด้วยความเด็ดเดี่ยวและไฟแห่งความมุ่งมั่นที่ไม่มีสิ่งใดมาดับลงได้

“ซุ่ยเอ๋อร์ ฟังคำสั่งข้า” เฟยเหนียงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด “คืนพรุ่งนี้ยามจื่อ (23.00 - 00.59 น.) เตรียมชุดชาวบ้านธรรมดาให้ข้าสองชุด และเตรียมรถม้าคันเล็กๆ ที่ไม่สะดุดตาไปจอดรอที่ประตูลับท้ายจวน ข้าจะออกไปข้างนอก”

“ฮูหยินจะไปที่ใดหรือเจ้าคะ ยามวิกาลเช่นนั้น อันตรายมากนะเจ้าคะ ยิ่งช่วงนี้ทหารลาดตระเวนเข้มงวดนัก” ซุ่ยเอ๋อร์เบิกตากว้างด้วยความกังวล

เฟยเหนียงหรี่ตาลง มองทะลุผ่านความมืดมิดของรัตติกาลออกไปนอกหน้าต่าง “ข้าจะไปตรอกทิศตะวันออก ข้าจะไปรับลูกสาวและหลานสาวของข้า และข้าจะนำกรรมสิทธิ์โรงย้อมผ้าสกุลเดิมทั้งหมด ไปมอบให้นางด้วยมือของข้าเอง”

เวลาของนางมีไม่มากนัก เหลืออีกเพียงไม่ถึงสามเดือนก่อนที่พายุแห่งการเปลี่ยนแปลงจะพัดกวาดทำลายทุกสิ่ง นางต้องรีบติดปีกให้กับลูกสาวของนาง เพื่อให้นางสามารถยืนหยัดและรอดพ้นจากกลียุคที่กำลังจะมาถึง ส่วนสวะในจวนแห่งนี้ ปล่อยให้พวกมันเสวยสุขกับภาพลวงตาที่นางสร้างขึ้นไปก่อนเถิด เมื่อถึงเวลา นางจะกระชากหน้ากากและถีบพวกมันลงนรกด้วยตนเอง
ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel