บท
ตั้งค่า

บทที่ 2: หน้ากากแห่งความเมตตาและรอยยิ้มที่ซ่อนดาบ

คันฉ่องทองเหลืองบานใหญ่ที่ตั้งอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้งไม้จันทน์แดง สะท้อนภาพของสตรีวัยห้าสิบปีที่กำลังนั่งนิ่งงันราวกับรูปสลัก เฟยเหนียงจ้องมองเงาของตนเองในกระจกด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา ริ้วรอยแห่งวัยที่ปรากฏบนหางตาและหน้าผากบ่งบอกถึงกาลเวลาที่ล่วงเลย ทว่าผิวพรรณยังคงได้รับการบำรุงอย่างดีเยี่ยมสมฐานะฮูหยินใหญ่แห่งจวนแม่ทัพ

นิ้วเรียวที่สวมปลอกเล็บทองคำประดับหยกเนื้อดีค่อยๆ ยกขึ้นลูบไล้ใบหน้าของตนเองอย่างเชื่องช้า เมื่อวานนี้นางยังนอนจมกองเลือด หายใจรวยรินอยู่บนพื้นกระดานเย็นเฉียบของเรือนซอมซ่อท้ายจวน ความเจ็บปวดแสนสาหัสที่แล่นพล่านไปทั่วร่างกายจากการถูกโบยตีและทรมานยังคงฝังรากลึกอยู่ในความทรงจำ ทว่าบัดนี้ นางกลับมานั่งอยู่ที่นี่ ในห้องนอนอันหรูหราที่คุ้นเคย ในช่วงเวลาสามเดือนก่อนที่แผ่นดินต้าชิงจะล่มสลาย

“ฮูหยินใหญ่เจ้าคะ ปิ่นปะการังแดงชิ้นนี้เข้ากับชุดผ้าไหมสีน้ำเงินเข้มของท่านยิ่งนัก วันนี้คุณชายใหญ่และครอบครัวมาคารวะประจบเอาใจ ท่านต้องงดงามและน่าเกรงขามที่สุดนะเจ้าคะ” ซุ่ยเอ๋อร์ สาวใช้คนสนิทที่ติดตามนางมาตั้งแต่ก่อนแต่งงานเอ่ยปากเจื้อยแจ้ว พลางบรรจงเสียบปิ่นปะการังแดงลงบนมวยผมที่เกล้าขึ้นอย่างประณีต

เฟยเหนียงละสายตาจากกระจก มองเงาของซุ่ยเอ๋อร์ ชาติที่แล้ว สาวใช้ผู้ซื่อสัตย์คนนี้ถูกวางยาพิษจนสิ้นใจตายไปก่อนที่ความจริงเรื่องเผยฮั่วหลานและเมียน้อยจะเปิดเผย เพียงเพราะซุ่ยเอ๋อร์เริ่มระแคะระคายเรื่องการยักยอกบัญชีสินเดิมของนาง ความโง่เขลาของนางในอดีตทำให้ต้องสูญเสียคนสนิทไปอย่างอยุติธรรม

“ซุ่ยเอ๋อร์” เฟยเหนียงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบราบ ทว่าแฝงไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ลึกล้ำ “ต่อจากนี้ไป ไม่ว่าข้าจะสั่งให้เจ้าทำสิ่งใด เจ้าต้องทำตามอย่างเคร่งครัด ห้ามแพร่งพรายให้ผู้ใดล่วงรู้เด็ดขาด แม้แต่คุณชายใหญ่ของเจ้า เข้าใจหรือไม่”

ซุ่ยเอ๋อร์ชะงักมือไปเล็กน้อย แม้จะแปลกใจในน้ำเสียงที่เยียบเย็นและจริงจังผิดปกติของฮูหยินใหญ่ แต่ด้วยความภักดี นางจึงรีบคุกเข่าลงทันที “บ่าวรับใช้ฮูหยินด้วยชีวิต บ่าวจะทำตามคำสั่งของฮูหยินทุกประการเจ้าค่ะ”

“ดีมากลุกขึ้นเถอะ” เฟยเหนียงพยักหน้าช้าๆ รอยยิ้มบางเบาที่ดูคล้ายไม่ได้ยิ้มปรากฏขึ้นบนริมฝีปากที่แต้มชาดสีสด “ไปเตรียมตัวต้อนรับคุณชายใหญ่ของพวกเจ้าได้แล้ว ประเดี๋ยวเขาจะรอนาน”

ณ โถงรับรองหลักของจวนแม่ทัพ กลิ่นชาหลงจิ่งชั้นเลิศลอยอบอวลไปทั่วบริเวณ เฟยเหนียงก้าวเดินอย่างสง่างามออกมาจากหลังฉากกั้นไม้แกะสลัก ทันทีที่นางปรากฏตัว ร่างของคนสามคนที่นั่งรออยู่ก็รีบผุดลุกขึ้นยืนด้วยท่าทีนอบน้อม

“คารวะท่านแม่ ขอให้ท่านแม่อายุมั่นขวัญยืน สุขภาพแข็งแรงขอรับ” ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่ง หน้าตาหล่อเหลา ทว่าแฝงไปด้วยความเจ้าเล่ห์ในดวงตาก้าวออกมากระทำความเคารพ เขาคือ เผยจื่อหาน บุตรชายคนโตที่นางรักดั่งแก้วตาดวงใจ ทว่าแท้จริงแล้วคือสายเลือดของสตรีแพศยาที่สามีซุกซ่อนไว้

“คารวะท่านแม่เจ้าค่ะ” สตรีที่ยืนอยู่เคียงข้างเขาคือ หลินซื่อ บุตรีของเสนาบดีกรมพิธีการ ฮูหยินน้อยผู้เพียบพร้อมไปด้วยกิริยามารยาท แต่นางรู้ดีว่าภายใต้ใบหน้าจิ้มลิ้มนั้นซ่อนความจองหองและดูแคลนแม่สามีที่มาจากตระกูลพ่อค้าอย่างนางไว้มากเพียงใด

“ท่านย่า หลานมาแล้วขอรับ” เสียงใสแจ๋วของเด็กชายวัยห้าหนาวดังขึ้น เผยเป่า หลานชายคนแรกที่เกิดจากหลินซื่อ วิ่งเข้ามากอดขาเฟยเหนียงอย่างออดอ้อนเหมือนเช่นเคย

เมื่อเห็นใบหน้าของคนทั้งสาม เลือดในกายของเฟยเหนียงก็เย็นเฉียบ ความอาฆาตแค้นพวยพุ่งขึ้นมาจุกอยู่ที่ลำคอ ภาพในวันวานที่บุตรชายจอมปลอมผู้นี้เตะเสยคางนาง และหลานชายที่นางฟูมฟักมากับมือยืนหัวเราะเยาะมองนางถูกทิ้งให้ตาย ซ้อนทับกับใบหน้าเปื้อนยิ้มในยามนี้จนนางแทบจะคลื่นไส้

แต่นางคือผู้ที่ผ่านความตายและดื่มยาจำอดีตจากยายเมิ่งมาแล้ว ความเจ็บปวดได้หล่อหลอมให้นางกลายเป็นคนใหม่ เฟยเหนียงสูดลมหายใจเข้าลึก กดข่มความเกลียดชังทั้งหมดลงไปในก้นบึ้งของหัวใจ ก่อนจะปรับสีหน้าให้กลายเป็นฮูหยินใหญ่ผู้เปี่ยมไปด้วยความเมตตาและรักใคร่ลูกหลานอย่างโง่งมดังเดิม

“โอ้โห เป่าเอ๋อร์ของย่า มาให้ย่ากอดหน่อยเร็ว” เฟยเหนียงฉีกยิ้มกว้าง แสร้งทำน้ำเสียงดีใจจนออกนอกหน้า นางย่อตัวลงอุ้มเด็กชายขึ้นมาหอมแก้มซ้ายขวา แม้ในใจจะขยะแขยงจนอยากจะโยนเด็กคนนี้ทิ้งไปให้พ้นหน้า “ดูสิ น้ำหนักเพิ่มขึ้นอีกแล้ว หลินซื่อ เจ้าเลี้ยงดูหลานย่าได้ดีจริงๆ ย่ามีรางวัลให้เจ้าแน่”

หลินซื่อยิ้มรับด้วยความพึงพอใจ “เป็นหน้าที่ของลูกสะใภ้เจ้าค่ะ ท่านแม่เมตตาเกินไปแล้ว”

เผยจื่อหานมองภาพมารดาเลี้ยงที่กำลังหลงหลานชายด้วยสายตาเยาะเย้ยที่ซ่อนไว้ลึกสุดขั้วหัวใจ เขาคิดเสมอว่าสตรีผู้นี้ช่างหลอกง่ายดายนัก เพียงแค่เขาทำตัวเป็นลูกกตัญญูและให้ภรรยาพาลูกมาออดอ้อน ทรัพย์สมบัติและเงินทองจากร้านค้าของตระกูลเดิมนางก็ไหลมาเทมาเข้ากระเป๋าเขาอย่างง่ายดาย

“ท่านแม่ เมื่อคืนท่านพ่อนอนที่ค่ายทหารเพิ่งจะกลับมาเมื่อเช้าตรู่ ท่านพ่อฝากความระลึกถึงมาให้ท่านแม่ด้วยขอรับ” เผยจื่อหานเริ่มบทสนทนาเพื่อหยั่งเชิง “ท่านพ่อบอกว่า เมื่อวานซืนตอนที่ท่านพ่อเข้าเฝ้าฮ่องเต้เพื่อรายงานสถานการณ์ชายแดน พระองค์ทรงตรัสถามถึงความพร้อมของกองทัพ ท่านพ่อกราบทูลด้วยความหนักแน่นว่า ‘ทหารต้าชิงพร้อมสละชีพเพื่อราชบัลลังก์พ่ะย่ะค่ะ’ ฮ่องเต้ทรงพอพระทัยมาก จึงมีรับสั่งให้ตบรางวัลเป็นทองคำร้อยตำลึง แต่น่าเสียดายที่ช่วงนี้ท้องพระคลังร่อยหรอ เงินรางวัลจึงถูกเลื่อนออกไปก่อน”

เฟยเหนียงฟังคำโกหกพกลมนั้นแล้วแอบแค่นหัวเราะในใจ ‘พร้อมสละชีพ’ งั้นหรือ ช่างน่าขันนัก อีกไม่ถึงสามเดือน ทันทีที่เสียงปืนใหญ่ของการปฏิวัติดังขึ้น สามีผู้กล้าหาญของนางนี่แหละที่จะเป็นคนแรกที่เก็บข้าวของและหอบเงินทองทั้งหมดหนีไปฮ่องกง ทิ้งลูกน้องและราชบัลลังก์ที่เขาเพิ่งจะถวายสัตย์ปฏิญาณไว้อย่างไม่ไยดี

“โธ่ ท่านพี่ช่างลำบากเพื่อแผ่นดินเสียจริง” เฟยเหนียงแสร้งทำหน้าเศร้าสร้อย ยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นซับหางตาที่ไม่มีน้ำตาแม้แต่หยดเดียว “กองทัพขาดแคลนเช่นนี้ แล้วทหารใต้บังคับบัญชาของท่านพี่จะกินอยู่อย่างไรกัน”

เผยจื่อหานเห็นมารดาเลี้ยงติดกับดัก จึงรีบตีหน้าเศร้าและถอนหายใจยาว “นั่นแหละขอรับที่ท่านพ่อกังวลจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ ตอนนี้ท่านพ่อกำลังหาทางระดมทุนเพื่อซื้อเสบียงและเสื้อกันหนาวให้ทหาร ลูกเองก็อยากช่วยแบ่งเบาภาระบิดา แต่เงินเดือนขุนนางขั้นผู้น้อยของลูกก็มีจำกัด ลูกจึงอยากจะ เอ้อ”

“อยากจะยืมเงินจากบัญชีสินเดิมของแม่ไปช่วยบิดาเจ้าใช่หรือไม่” เฟยเหนียงต่อประโยคให้ด้วยรอยยิ้มเอ็นดู

“ท่านแม่ช่างรู้ใจลูกยิ่งนัก” เผยจื่อหานรีบคุกเข่าลง “หากท่านแม่ยอมช่วยเหลือครั้งนี้ ย่อมเป็นบุญคุณต่อกองทัพและต่อท่านพ่ออย่างยิ่ง ลูกรับรองว่าเมื่อสถานการณ์บ้านเมืองสงบและเบิกเงินจากคลังหลวงได้ ลูกจะรีบนำมาคืนให้ท่านแม่ครบทุกอีแปะแน่นอนขอรับ”

‘เอามาคืนงั้นหรือ ชาติที่แล้วเจ้าก็พูดเช่นนี้ และเงินนับหมื่นตำลึงที่ข้าให้ไปก็ถูกนำไปซื้อคฤหาสน์หรูหราที่ฮ่องกงเตรียมไว้ให้พวกเจ้าเสวยสุข’

เฟยเหนียงสบถด่าในใจ แต่นางยังคงรักษารอยยิ้มอ่อนโยนไว้บนใบหน้า นางเอื้อมมือไปประคองบุตรชายจอมปลอมให้ลุกขึ้น “จื่อหานเอ๋อร์ เจ้าเป็นเด็กกตัญญู แม่ย่อมต้องสนับสนุนเจ้าและท่านพ่ออยู่แล้ว ครอบครัวเดียวกันจะพูดเรื่องยืมคืนได้อย่างไรกัน”

แววตาของเผยจื่อหานและหลินซื่อเปล่งประกายด้วยความโลภทันที

“เพียงแต่ว่า” เฟยเหนียงทอดเสียงยาว แสร้งยกมือขึ้นนวดขมับ “ช่วงสองสามเดือนมานี้ สุขภาพของแม่ไม่ค่อยดี ร่างกายอ่อนเพลียง่าย ซ้ำยังมีอาการปวดหัวรุมเร้า ทำให้ไม่ได้เรียกหลงจู๊จากร้านค้าและโรงย้อมผ้ามาตรวจดูบัญชีเลย แม่ได้ยินซุ่ยเอ๋อร์บอกว่า ช่วงนี้เศรษฐกิจไม่ดี กิจการค้าขายฝืดเคือง เงินหมุนเวียนในร้านก็ติดขัด”

“ท่านแม่ หมายความว่าอย่างไรขอรับ” รอยยิ้มบนใบหน้าของเผยจื่อหานแข็งค้างไปชั่วขณะ

“แม่ก็แค่อยากจะบอกว่า เงินก้อนใหญ่หลักหมื่นตำลึงนั้น แม่คงยังให้เจ้าทันทีในวันนี้ไม่ได้” เฟยเหนียงตอบด้วยน้ำเสียงรู้สึกผิดอย่างสุดซึ้ง “ขอเวลาแม่เรียกหลงจู๊มาตรวจดูบัญชีและรวบรวมเงินสักหน่อยเถิด อาจจะต้องใช้เวลาสักระยะเพื่อขายที่ดินบางแปลง หรืออาจจะต้องจำนำเครื่องประดับบางส่วน โธ่เอ๊ย ยิ่งพูดแม่ก็ยิ่งปวดหัว ซุ่ยเอ๋อร์ ประคองข้าไปนั่งพักที”

เฟยเหนียงแสร้งทำท่าทางอ่อนแรงจนเซถลา ซุ่ยเอ๋อร์ที่ยืนอยู่ด้านข้างรีบเข้ามารับช่วงประคองนายหญิงทันทีอย่างรู้หน้าที่

“ท่านแม่ ท่านแม่เป็นอะไรไปเจ้าคะ” หลินซื่อรีบเข้ามาดูด้วยท่าทีลนลาน แต่ในใจกลับก่นด่ายายแก่หนังเหนียวที่มาป่วยเอาตอนสำคัญ

“แม่ไม่เป็นไร แค่หน้ามืดนิดหน่อย” เฟยเหนียงหอบหายใจเบาๆ “จื่อหานเอ๋อร์ เจ้ากลับไปบอกท่านพ่อเถิดว่าไม่ต้องกังวล แม่จะหาทางรวบรวมเงินมาให้จงได้ แต่พวกเจ้าต้องอดทนรอสักหน่อยนะ”

เผยจื่อหานแม้จะหงุดหงิดแทบคลั่งที่ไม่ได้เงินก้อนใหญ่กลับไปในทันที แต่เมื่อเห็นสภาพมารดาเลี้ยงที่ดูอิดโรยและยังคงรับปากว่าจะให้ เขาจึงไม่กล้าบีบคั้นมากนัก เกรงว่านางจะเปลี่ยนใจ “ขอรับท่านแม่ สุขภาพของท่านแม่สำคัญที่สุด ลูกจะให้คนไปเชิญหมอมาตรวจอาการท่านแม่นะขอรับ วันนี้ลูกไม่รบกวนเวลาพักผ่อนของท่านแม่แล้ว ลูกขอตัวลาก่อน”

หลังจากที่คนทั้งสามเดินลับสายตาออกไปจากเรือนกล้วยไม้ ร่างที่เคยดูอ่อนระโหยโรยแรงของเฟยเหนียงก็ยืดตรงขึ้นทันที รอยยิ้มเมตตาจางหายไปแทนที่ด้วยความเย็นเยียบยะเยือก

“ซุ่ยเอ๋อร์ ปิดประตูเรือน และสั่งห้ามบ่าวไพร่คนใดเข้ามาใกล้หน้าต่างเด็ดขาด” เฟยเหนียงออกคำสั่งเสียงเฉียบขาด

เมื่อบานประตูถูกปิดสนิทและตรวจสอบจนแน่ใจว่าไม่มีหูตาของศัตรู เฟยเหนียงก็เดินไปที่ตู้ไม้ซ่อนกลไกข้างเตียง นางกดสลักลับและดึงเอากล่องไม้จันทน์หอมที่บรรจุโฉนดที่ดิน ร้านค้า โรงย้อมผ้า และกุญแจหีบสมบัติสินเดิมทั้งหมดออกมา

“ฮูหยิน ท่านแสร้งป่วยเพื่อปฏิเสธคุณชายใหญ่หรือเจ้าคะ” ซุ่ยเอ๋อร์ถามด้วยความสงสัย ปกติแล้วฮูหยินของนางแทบจะประเคนเงินทองให้คุณชายใหญ่ทันทีที่เอ่ยปากขอ

“ข้าไม่ได้แสร้งป่วย แต่ข้าป่วยใจและโง่เขลามานานเกินไปแล้ว” เฟยเหนียงเปิดกล่องไม้ หยิบโฉนดโรงย้อมผ้าสกุลเดิมของนางขึ้นมาลูบคลำ “ซุ่ยเอ๋อร์ เจ้าจงลอบออกไปทางประตูหลัง นำป้ายหยกประจำตัวของข้าไปหา ‘ผู้เฒ่าสวี’ หลงจู๊ใหญ่ที่ดูแลกิจการทั้งหมดของสกุลเดิมข้า บอเขาว่าให้เตรียมทำบัญชีทรัพย์สินทั้งหมดให้พร้อม ข้าจะทำการโยกย้ายและถ่ายโอนกรรมสิทธิ์ครั้งใหญ่ อ้อ และบอกเขาด้วยว่า ให้หยุดส่งผลกำไรเข้ามาในจวนแม่ทัพตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป หากใครในจวนไปทวงถาม ให้บ่ายเบี่ยงว่าขาดทุน”

“ฮูหยิน นี่มัน” ซุ่ยเอ๋อร์เบิกตากว้างตกใจกับคำสั่งที่พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินเช่นนี้

“ทำตามที่ข้าบอก” เฟยเหนียงตวัดสายตาดุดัน “และอีกเรื่องหนึ่ง เรื่องนี้สำคัญที่สุด เจ้าจงส่งคนไปสืบข่าวของ ‘หลี่ชิง’ ลูกสาวของข้า สืบให้รู้ว่าตอนนี้นางและฟงเยียนสามีของนางอาศัยอยู่ที่ใด ตกระกำลำบากมากน้อยเพียงใด รีบไปจัดการให้เร็วที่สุด”

เมื่อเอ่ยถึงชื่อบุตรสาว หัวใจของเฟยเหนียงก็กระตุกวูบด้วยความเจ็บปวดและรู้สึกผิด ชาติที่แล้วนางทอดทิ้งสายเลือดแท้ๆ ของตนเองไปอุ้มชูอสรพิษ ชาตินี้นางจะแก้ไขทุกอย่าง นางจะปกป้องหลี่ชิง นางจะมอบโรงย้อมผ้าที่เป็นรากฐานความมั่งคั่งนี้ให้บุตรสาว และนางจะลากเอาตระกูลเผยและอีตัวแพศยานั่นลงสู่นรกอเวจีด้วยมือของนางเอง

เกมแห่งการแก้แค้นและการทวงคืนเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น และนางมีเวลาเพียงสามเดือนเท่านั้นก่อนที่พายุใหญ่แห่งประวัติศาสตร์จะพัดพาเอาทุกสิ่งทุกอย่างให้พังทลายลง
ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel