บทที่ 4: มารยาหน้าไม่อาย
บทที่ 4: มารยาหน้าไม่อาย
ดวงตาคมกริบของหยางเหวินหลงจับจ้องอยู่ที่ริมฝีปากบวมช้ำของจ้าวลี่อินอย่างจับผิด ลมหายใจร้อนผ่าวของบุรุษผู้สูงศักดิ์เป่ารดพวงแก้มของเธอ ระยะห่างที่ใกล้จนสอดประสานสายตาทำให้ความกดดันพุ่งสูง
กลิ่นกำยานดอกมู่หลานผสมสุราท้อแดงที่เจือจางอยู่ใต้กลิ่นแป้งราคาแพง ทำให้สติของชินอ๋องหนุ่มแกว่งไกวไปชั่วขณะ ร่างกายกำยำเผลอขยับเข้าใกล้สตรีที่เขาแสนชิงชังอย่างลืมตัว เพียงเพราะความรู้สึก ‘คุ้นเคย’ อันตรายบางอย่างที่แล่นปราดเข้าสู่กระแสเลือด
"ปากของเจ้า... ไปโดนอะไรมา?" หยางเหวินหลงเค้นเสียงต่ำ นิ้วโป้งสากออกแรงบดคลึงริมฝีปากล่างของเธอหนักขึ้นจนความเจ็บแปลบแล่นริ้ว
ในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตาย จ้าวลี่อินรู้ดีว่าหากเธอแสดงความหวาดลนลานหรือหลบสายตา ชายผู้มีสัญชาตญาณดั่งหมาป่าผู้นี้จะต้องจับพิรุธได้อย่างแน่นอน อดีตนางร้ายลอบสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนจะตัดสินใจงัด ‘มารยาหญิงขั้นสุด’ ที่น่าสะอิดสะเอียนที่สุดออกมาใช้!
แทนที่จะถอยหนี จ้าวลี่อินกลับเบียดหน้าอกอวบอิ่มที่ดันทรงมาอย่างจงใจเข้าหาท่อนแขนแกร่งของเขา ดวงตากลมโตช้อนขึ้นมองด้วยแววตาหยาดเยิ้มปานจะกลืนกิน พร้อมกับเผยอรอยยิ้มกว้างจนดูน่าเกลียด
"อ๊ะ... ท่านอ๋องช่างใส่ใจหม่อมฉันเสียจริงเพคะ" น้ำเสียงของเธอดัดจนหวานเลี่ยนชวนขนลุก "เมื่อคืนหม่อมฉันคิดถึงท่านอ๋องจนนอนไม่หลับ ฝันว่าเราสอง... ได้ร่วมเรียงเคียงหมอนกันอย่างเร่าร้อน หม่อมฉันเผลอกอดจูบหมอนขุนนางลายพยัคฆ์อย่างดูดดื่มจนปากช้ำไปหมด... หากท่านอ๋องไม่เชื่อ คืนนี้จะเสด็จมาตรวจดูที่เตียงของหม่อมฉันก็ได้นะเพคะ"
ไม่พูดเปล่า จ้าวลี่อินยังจงใจแลบเลี้ยวเรียวเล็กออกมาเลียริมฝีปากล่างของตนเอง ปลายลิ้นชื้นแฉะเฉียดผ่านนิ้วโป้งสากของหยางเหวินหลงไปอย่างจงใจ!
ชินอ๋องหนุ่มเบิกตากว้าง สัมผัสชื้นแฉะที่ปลายนิ้วเข้าอย่างจัง ทว่าคำพูดที่แสนจะไร้ยางอายและกิริยาชั้นต่ำของสตรีตรงหน้า กลับตีแสกหน้าจนความรู้สึก ‘คุ้นเคย’ เมื่อครู่แตกกระจายไม่มีชิ้นดี
เขาชักมือกลับราวกับถูกไฟลวก ใบหน้าหล่อเหลาดุดันบิดเบี้ยวไปด้วยความขยะแขยงขั้นสุด!
"สตรีหน้าไม่อาย! ร่านสวาทไร้ยางอาย!" หยางเหวินหลงตวาดลั่น ลืมตัวถึงขั้นควักผ้าเช็ดหน้าไหมทองคำออกมาเช็ดนิ้วโป้งของตนเองอย่างรังเกียจ ก่อนจะโยนมันทิ้งลงพื้นราวกับเป็นขยะติดเชื้อ
"ท่านอ๋อง..." จ้าวลี่อินแสร้งทำหน้าเศร้า บีบน้ำตาคลอเบ้า "หม่อมฉันเพียงแค่พูดความจริงจากใจ..."
"หุบปากของเจ้าซะ!" หยางเหวินหลงหันไปตวาดใส่อัครเสนาบดีจ้าวที่ยืนหน้าซีดเผือดอยู่ด้านหลัง "ดูแลบุตรสาวของเจ้าให้ดีจ้าวลี่กัง! หากนางกล้าออกมาเสนอหน้าเพ่นพ่านให้เปิ่นอ๋องเห็นอีก ข้าจะสั่งสับเท้านางไปให้สุนัขกิน!"
สะบัดชายเสื้อคลุมสีดำสนิทด้วยโทสะ ก่อนที่ร่างสูงใหญ่ของชินอ๋องพร้อมด้วยกองทหารจะเดินกระทืบเท้าจากไปอย่างรวดเร็ว ราวกับไม่อยากอยู่ที่นี่ต่อแม้อีกเพียงเสี้ยววินาที
เมื่อแผ่นหลังของบุรุษผู้นั้นพ้นอาณาเขตจวนไปแล้ว บรรยากาศอึดอัดก็มลายหายไป อัครเสนาบดีจ้าวถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะหันมาด่าทอบุตรสาวคนโตตามปกติ ทว่าจ้าวลี่อินไม่ได้ใส่ใจฟังแม้แต่น้อย
ทันทีที่กลับเข้ามาในห้องส่วนตัว รอยยิ้มโง่งมและน้ำตาเสแสร้งก็เลือนหายไปจากใบหน้างดงาม จ้าวลี่อินคว้าผ้าชุบน้ำขึ้นมาเช็ดคราบชาดสีแดงสดบนริมฝีปากออกอย่างแรงจนมันกลับมาบวมช้ำตามเดิม นัยน์ตากลมโตทอประกายเยือกเย็นและเฉียบขาด
"คุณหนู... เมื่อครู่หวาดเสียวเหลือเกินเจ้าค่ะ อิงเอ๋อร์แทบจะชักกระบี่ออกมาแล้ว" สาวใช้คนสนิทรีบเข้ามารินน้ำชาให้ด้วยมือที่ยังสั่นน้อยๆ
"เขาฉลาดและประสาทสัมผัสไวเกินไป สุนัขจิ้งจอกอย่างหยางเหวินหลงไม่มีทางละทิ้งความสงสัยเพียงเพราะท่าทีสะอิดสะเอียนของข้าหรอก... ป่านนี้คงส่งองครักษ์เงามาซุ่มดูรอบเรือนเหมยฮวาแล้วเป็นแน่" จ้าวลี่อินยกจอกชาขึ้นจิบ นัยน์ตาหรี่ลงอย่างใช้ความคิด
"แล้วเราจะทำอย่างไรดีเจ้าคะ? คืนนี้คุณหนูจะลอบออกไปที่หอหมื่นบุปผาไม่ได้แล้วนะเจ้าคะ หากพวกมันจับตาดูอยู่"
"ใครบอกว่าข้าจะไม่ออกไป?" ริมฝีปากอวบอิ่มเหยียดยิ้มร้ายกาจ "ในเมื่อเขาจับตาดูจ้าวลี่อิน ข้าก็จะให้เขาดูจ้าวลี่อินที่กำลังนอนหลับอุตุอยู่ในจวน... ในขณะเดียวกัน 'เถ้าแก่เนี้ยชุดแดง' ก็จะต้องไปปรากฏตัวกลางหอหมื่นบุปผา เพื่อให้คนของชินอ๋องเห็นเต็มสองตาว่า ข้า กับ นาง เป็นคนละคนกัน!"
จ้าวลี่อินวางจอกชาลงบนโต๊ะ เสียงกระทบดังหนักแน่น
"เตรียมตัวให้พร้อมอิงเอ๋อร์ คืนนี้... เราจะเปิดการแสดงฉากใหญ่ให้ชินอ๋องผู้สูงส่งได้ดูเป็นขวัญตา"
