ตอนที่6 วังหลวง
ตอนที่6วังหลวง
เสียงฝีเท้าม้าดังก้องไปตามเส้นทางอันเงียบสงบ กลิ่นไอดินผสมกลิ่นหญ้าสดใหม่โชยมากับสายลมอ่อน ม่านบางของรถม้าพลิ้วไหวไปตามแรงลมอ่อนยามบ่าย แสงแดดอ่อน ๆ ส่องลอดเข้ามาเป็นลำ อาบไล้ร่างบอบบางที่นอนแน่นิ่งอยู่ภายใน
องค์หญิงอันหนิงค่อย ๆ ลืมตาขึ้น เปลือกตาขยับกระพริบสองสามครั้ง ราวกับยังไม่อาจปรับสายตาได้ นางขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะพึมพำเสียงแผ่ว
“ที่ใดกัน?”
สายตากวาดมองรอบกาย รถม้า บัดนี้นางอยู่ในรถม้าที่โอ่อ่า นางก้มลงมองอาภรณ์สีแดงสดที่สวมใส่อย่างแปลกใจ พลันคิดในใจ เหตุใดนางจึงมาอยู่ที่นี่ ความทรงจำล่าสุดในห้วงคำนึง คือนางยังอยู่ที่ถ้ำหินกับแม่ทัพเซี่ยมิใช่หรือ เหตุใดนางจึงมาอยู่ในรถม้าคันนี้ได้
นางรีบเปิดผ่านม่านออกมองออกไปเบื้องหน้า เห็นเพียงองค์รักษ์สองนายในอาภรณ์ไม่คุ้นตา และคนขับรถม้าผู้หนึ่ง ไม่มีเงาของบุรุษหนุ่มที่นางเฝ้ารอแม้แต่น้อย
ขณะเดียวกัน เสียงหนึ่งพลันดังขึ้นจากด้านข้าง
“องค์หญิงตื่นแล้วหรือเพคะ”
หญิงสาวก้าวเข้ามา ใบหน้างดงามคมสัน ดูทะมัดทะแมงราวบุรุษ ในมือถือถาดไม้ มีซาลาเปาและน้ำชาอุ่น ๆ
องค์หญิงหันไปมองก่อนเอ่ยขึ้น
“เจ้าเป็นใคร?”
หญิงสาวผู้นั้นประสานมือคำนับ
“หม่อมฉันซินหยานเพคะ ต่อจากนี้จะเป็นสาวใช้ติดตามท่านเข้าวังหลวง”
วังหลวง! ดวงตากลมโตขององค์หญิงอันหนิงพลันสั่นไหว นางขมวดคิ้ว มือบางกำแน่น
“วังหลวง?”
ซินหยานพยักหน้าก่อนเอ่ยเสียงเรียบ
“เพคะ…อีกไม่นานก็จะถึงประตูเมืองแล้วเพคะ”
มือบางที่กำไว้พลันสั่นระริก หัวใจบีบรัด ราวถูกกดทับด้วยก้อนศิลา นางสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนจะเค้นเสียงเอ่ยถาม
“แล้วแม่ทัพเซี่ยเล่า?”
ซินหยานนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนส่ายศีรษะ
“หม่อมฉันก็ไม่ทราบเพคะ”
คำตอบนั้นราวกับฟ้าผ่ากลางใจ องค์หญิงอันหนิงกำมือแน่นขึ้นจนเล็บจิกฝ่ามือแน่น ความปวดร้าวพลันแล่นขึ้นมาถึงอก ดวงตาแดงก่ำ
ภาพเรื่องราวเมื่อคืนยังคงแจ่มชัด ความอบอุ่นจากอ้อมแขนแกร่ง…น้ำเสียงทุ้มต่ำที่กระซิบอยู่ข้างหูดังคงเด่นชัดในใจ
แต่แล้วเป็นเช่นไร? สุดท้าย เขาเพียงทอดทิ้งนาง ส่งตัวนางกลับเข้าไปในวังหลวง ราวกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงความฝัน
องค์หญิงอันหนิงเม้มริมฝีปากแน่น หัวใจพลันเย็นเยียบ เขาก็ไม่ต่างจากบุรุษเสเพลทั่วไป เสียแรงที่นางมอบทั้งกายและใจให้เขา แต่สุดท้ายเขากลับตัดสัมพันธ์ราวกับนางเป็นของเล่นเพียงชั่วครู่
เมื่อเขาละทิ้งนาง นางก็จะละทิ้งเขา ถือว่าเรื่องเมื่อคืนเป็นเพียงความฝันหนึ่ง นับจากนี้ไป นางจะเป็นเพียงพระสนมองค์หนึ่งแห่งฉางหลง…ตามที่เขาต้องการ
รถม้าเคลื่อนเข้าผ่านประตูเมืองฉางหลง
….
ณ วังหลวง
องค์หญิงอันหนิงก้าวเข้าสู่ตำหนักอันเงียบสงัด ดวงตาคู่งามทอดมองไปรอบกาย ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนวิจิตรงดงาม ทว่ากลับไร้ซึ่งไออุ่นใด ๆ ในใจของนาง
“ซินหยาน เจ้าไปเตรียมน้ำอุ่นให้ข้าที ข้าอยากแช่น้ำอุ่น”
“เพคะ”
ซินหยานรับคำก่อนจะเร่งออกไป
องค์หญิงอันหนิง ค่อย ๆ เดินตรงไปยังโต๊ะเครื่องแป้ง ดวงตาทอดมองเงาสะท้อนของตนในกระจกสำริด ใบหน้าหวานละมุนทว่าดวงตากลับเต็มไปด้วยความหม่นหมอง นางยกมือขึ้นแตะริมฝีปากเบา ๆ หัวใจพลันสั่นไหวเมื่อนึกถึงสัมผัสอ่อนโยนของบุรุษผู้นั้น
แม้จะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ แต่นางกลับรู้สึกมีความสุขมากเหลือเกินยากจะลืมเลือน..
…..
สายหมอกบางลอยอ้อยอิ่งเหนืออ่างน้ำอุ่น องค์หญิงอันหนิงจุ่มปลายเท้าลงในน้ำที่อบอวลไปด้วย กลิ่นหอมของบุปผานานพันธุ์นางค่อย ๆ ก้าวลงไปอย่างแผ่วเบา น้ำอุ่นซึมซับความเหนื่อยล้าภายในใจ
“เจ้าออกไปก่อน ข้าอยากอยู่เงียบ ๆ ”
“เพคะ”
ซินหยานรับคำก่อนจะโค้งคำนับแล้วถอยกายออกไปทันที
องค์หญิงอันหนิงเอนกายพิงขอบอ่าง หลับตาลงอย่างอ่อนล้า ปล่อยให้สายน้ำโอบกอดร่างกายรับสัมผัสผ่อนคลาย
หลังจากนางอาบน้ำจนพึงพอใจแล้ว จึงลุกขึ้นจากน้ำ ค่อย ๆ สวมอาภรณ์ที่ถูกวางเตรียมเอาไว้ มือเรียวรวบเส้นผมดำขลับขึ้นหลวม ๆ ก่อนก้าวออกจากม่านกั้น ทันใดนั้นสายตาของนางพลันเหลือบเห็นเงาร่างหนึ่งที่แฝงตัวอยู่มุมห้อง ก่อนที่สายตาจะพลันสะดุดเข้ากับรองเท้าหนังคู่นั้น
นางยกยิ้มมุมปาก ดวงตาพราวระยับ ก่อนจะเอนกายล้มลงกับพื้นอย่างจงใจ
“อันหนิง!”
