บทที่ 7 อาน่ะหรอ ทำให้ใจเต้นตึกตัก
"เร็วๆ สิลูกเจี๊ยบ"
สาวใช้ที่โดนเร่งจากคุณนายคำผกา รีบหอบข้าวของวางลงบนโต๊ะ จัดแจงนำอาหารมากมายใส่จานตามคำสั่งอย่างเร็วรี่
นานแล้วที่คำผกาไม่ได้ลงครัวด้วยตัวเอง วันนี้นับว่าเป็นโอกาสพิเศษ เลยไม่รอช้าที่จะลงมือจัดแจงทำกับข้าวมากมาย โดยมีสาวใช้ข้างกายอย่างลูกเจี๊ยบคอยหยิบจับช่วยอีกมือ
"เดี๋ยวฉันจะขึ้นไปดูหน่อยว่าหนูพสิกาเค้าตื่นรึยัง เตรียมกับข้าวไว้ให้เรียบร้อยล่ะ"
"ได้ค่ะคุณนาย"
เด็กสาวอย่างพสิกาเข้าตาเธอตั้งแต่แรกเห็นอย่างไม่ต้องสงสัย ยิ่งเมื่อยืนขนาบข้างกับลูกชายบ้างานไม่มองสีกาอย่างการุณภพ ก็ยิ่งเสริมให้ดูเหมาะสมกันราวกับกิ่งทองใบหยก
คุณนายคำผการีบเดินขึ้นไปชั้นสองของตัวบ้าน สอดส่ายสายตาไปทั่วห้อง ที่คิดว่าน่าจะเป็นห้องของหญิงสาวที่เข้ามาในฐานะแขกคนสำคัญอย่างพสิกา
ก๊อก!ๆ
"หนูพสิกาจ้ะ ตื่นรึยังเอ่ย"
เมื่อไร้เสียงตอบรับจากคนภายในห้อง คุณนายคำผกาก็ชะงักเล็กน้อย แต่ก็ยังเดินไปอีกเคาะอีกสองห้องที่เหลือ คิดไปว่าเด็กสาวน่าจะยังตื่นไม่เต็มตานัก จึงไม่ได้ยินเสียงเรียกของเธอ
"หนูพสิกาจ้ะ"
ไม่มีแม้แต่เสียงนกร้องตอบ บนเรือนหลังนี้เงียบสกัดจนคุณนายคำผกานึกว่าหูตัวเองตื้อไปชั่วขณะด้วยซ้ำ
"คุณนาย คุณพสิกาล่ะคะ"
"ไม่มีใครอยู่บ้านสักคน นี่อย่าบอกนะว่าไอ้ภพมันพาหนูพสิกาไปลุยไร่ลุยสวนกับมันแต่เช้าอีกแล้ว"
แค่คิดก็ปวดหัวแล้ว เด็กสาวหน้าตาสะสวย มองแค่ผิวเผินก็รู้แจ้งได้ว่าดูแลตัวเองดี และต้องถูกประคบประหงมมาราวกับไข่ในหินแบบนั้น ต้องถูกลูกชายหล่อนลากออกไปตากไร่ไถมัน ไม่ต่างจากพวกคนงานที่ทำงานหนักหามรุ่งหามค่ำ น่าตีสักที!
"ว้ายคุณนายคะ!"
ลูกเจี๊ยบร้องเสียงหลง รีบเข้ามาประคองเจ้านายที่เกือบจะเป็นลมล้มพับลงไป พลางพยุงนั่งลงบนเก้าอี้
"มันต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ ไอ้ภพมันต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ เลยลูกเจี๊ยบเอ้ย"
คำผกาส่ายหัว ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าลูกชายที่จักแต่แข็งไม่รู้จักอ่อน จะโง่เง่าได้ถึงเพียงนี้
"คุณนายใจเย็นๆ ก่อนนะคะ"
ลูกเจี๊ยบรีบคว้าพัดวีที่พกติดตัวมาพัดให้กับคุณนายไปมา แต่ดูเหมือนว่าลมอะไรก็ไม่ช่วย นอกจากจะเป็นลมใหญ่ที่แรงพอจะพัดการุณภพและพสิกาให้กลับมาที่บ้านโดยเร็ว ก่อนที่คุณนายคำผกาจะเป็นลมล้มพับไปอีกรอบเสียก่อน
- 12.00 น
การุณภพเดินนำคนตัวเล็กเข้ามายังโรงอาหารใหญ่ สำหรับพนักงานในไร่ วันนี้คนหนาตากว่าเมื่อวานมาก ทำให้พสิกาที่เดินตามมาติดๆ รู้สึกประหม่าเล็กน้อย
"ป้อเลี้ยงสวัสดีครับ"
"ป้อเลี้ยง กิ๋นข้าวเน้อ"
คนงานทุกคนหันมาทักทาย บ้างก็ยกมือไหว้ด้วยรอยยิ้มอย่างเป็นกันเอง การุณภพไม่ได้วาดยิ้มตอบ เขาพยักหน้าเป็นเชิงรับรู้และทักทายกลับ จนเธออดคิดไม่ได้เลยว่า รอยยิ้มของเขามันจะมีค่าสักกี่กะตังค์ ถึงได้เห็นยากเห็นเย็นนักถึงเพียงนี้
"ป้อเลี้ยง มากิ๋นข้าวเกาะครับ"
ลูกจ้างหนุ่มยกมือไหว้ ทักทายเขาด้วยสำเนียงภาคเหนือเสียงใสอย่างเป็นกันเอง
"อืม ที่ฟาร์มเป็นไงบ้าง"
"ฮีดนมวัวได้หลายล่ะครับป้อเลี้ยง ต๋อนแลงสิเอาไปส่งในเวียงครับ"
"เดี๋ยวฉันจะเอาไปส่งเอง"
"ได้ครับป้อเลี้ยง"
พสิกาไม่ได้สนใจบทสนทนาอะไรของอาหนุ่มนัก เพราะทันทีที่แม่ครัววางจานข้าวลง เธอก็หยิบมันขึ้นมาด้วยนัยน์ตาแวววาว หย่อนตัวลงนั่งบนโต๊ะที่ยังว่าง และเริ่มตักข้าวเข้าปากไปคำโต
เมื่อช่วงเช้าที่ระเบิดอารมณ์กับการุณภพ เหมือนจะทำให้ทุกอย่างดูเข้าที่เข้าทางขึ้น เขาสอนและพยายามไม่ตำหนิหรือดุเธอสั่วๆ ส่วนเธอก็พยายามเรียนรู้ทุกอย่างให้เต็มที่ ไม่อิดออดเหมือนวันก่อน ทำให้วันนี้ทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่น
จะมีก็แต่ท้องที่ร้องโครกคราก ที่กำลังทำให้เธอเเทบจะกินช้างเข้าไปได้ทั้งตัวก็เท่านั้น
"อร่อยไหม"
การุณภพนั่งลงฝั่งตรงข้าม น้ำขวดแช่เย็นถูกวางลงให้กับหลานสาวอย่างเบามือ นัยน์ตาคู่คมก็พิจารณาเด็กสาวตรงหน้า ที่เมื่อวานยังอิดออดแทบไม่แตะข้าว แต่วันนี้เธอกลับกินอย่างเอร็ดอร่อย ไม่สนสายตาใคร
"อร่อยค่ะ"
เธอตอบคำถามอย่างตามจริง ถึงแม้ในจานข้าวราดแกงธรรมดาธรรมดานี้ หากเป็นปกติเธอคงเลือกที่จะไม่กิน แต่วันนี้เพราะความหิวและความเหนื่อยล้า เธอจึงไม่ได้คิดเล็กคิดน้อยเหมือนปกติ
"กินเยอะๆ บ่ายนี้จะได้มีแรง"
เหมือนเป็นประโยคส่งมอบความหวังดี แต่พสิกาที่เงยหน้ามองอาหนุ่มด้วยข้าวเต็มสองแก้ม ก็รู้ได้อย่างแจ่มแจ้ง ว่าบ่ายนี้ก็ยังมีงานหนักรอเธออยู่
ในช่วงบ่าย รถเอทีวีจอดลงหน้าโกดังใหญ่ นัยน์ตาคู่สวยกวาดสายตามองรถราที่จอดกันอยู่เต็มหน้าโกดัง แต่ลูกจ้างภายในไร่นั้นไม่หนาตานัก
"ที่นี่ที่ไหนหรอคะอา"
"โรงบ่มไวน์"
พสิกาถึงกับตาเป็นประกาย ไม่รอช้าเธอรีบเดินตามอาหนุ่มเข้าไปด้านใน ด้านนอกนั้นมีพนักงานอยู่ไม่กี่คนก็จริง แต่ด้านในกลับมีคนอยู่มากกว่าที่เธอคิด องุ่นสดๆ ที่เธอเห็นจากไร่ บัดนี้ถูกนำมาเด็ดก้านออกจนเหลือเพียงลูกกลมสวยน่าทาน
"ไม่ใช่ว่าองุ่นยังเก็บไม่ได้หรอคะอา"
"คนละไร่ ต้องทยอยเก็บ จะได้ไม่กระจุกอยู่แค่ช่วงเวลาเดียว"
อาหนุ่มอธิบายอย่างใจเย็น เขาสาวเท้าเดินไปตามทางด้วยความเร็วที่ทำให้เธอต้องรีบเดินตามให้ทัน สายตาของการุณภพยังคงสอดส่าย ตรวจตาขั้นตอนการผลิตอย่างถี่ถ้วน
"สวัสดีครับป้อเลี้ยง"
ตามทางก็ยังมีคนหันมาทักทายและยกมือไหว้เขาอย่างเคารพ ส่วนเธอที่เดินตามมาติดๆ ก็ได้แต่ลอบมองอาหนุ่ม
เพียงแค่วันที่สองในการทำงาน แม้จะเหนื่อยจนล้าไปทั้งตัว แต่ก็ต้องยอมรับว่ากิจวัตรประจำวันของอาหนุ่ม ทำเอาเธอรู้สึกมีไฟ อยากลองลุยธุรกิจของตนเองให้ได้อย่างเขาบ้าง
"อ้าวป้อเลี้ยง สวัสดีครับ มาเมินละก่อครับ"
ลูกจ้างวัยกลางคนหันมาทักทายการุณภพ ไม่ลืมที่จะเบนสายตามาสนใจเด็กสาวหน้าตาสะสวยด้านหลัง
"พึ่งมา ทุกอย่างเรียบร้อยไหม"
"ดีเลยครับ บ่มีหยังน่าห่วง"
การุณภพหันมามองเด็กสาวด้านหลัง ซึ่งเธอก็ยกปากกากับสมุดพกขึ้นมา เตรียมพร้อมอยู่ก่อนแล้วอย่างรู้งาน
"ที่นี่เราใช้องุ่นสายพันธุ์เชอแนง บล็อง ทำไวน์ขาว ส่วนซีราห์ทำไวน์แดง"
[ - Chenin Blanc - สายพันธุ์องุ่น นำมาทำไวน์แดง ]
[ - Syrah - สายพันธุ์องุ่น นำมาทำไวน์ขาว ]
ไม่รอช้า เธอรีบจดสิ่งที่การุณภพพูดอธิบายลงในสมุดอย่างว่องไว นี่เป็นครั้งแรกที่เธอเคยได้ยินชื่อสายพันธุ์องุ่นเหล่านี้ และพสิกาก็รู้สึกว่ามันแอบน่าสนใจอยู่หน่่อยๆ
"พอถึงขั้นตอนบด ต้องใช้อุณหภูมิให้พอดี ใช้ยีสต์เพื่อเปลี่ยนให้น้ำตาลในตัวองุ่น กลายเป็นแอลกอฮอล์"
เธอลอบมองใบหน้าของอาหนุ่ม เพราะในขณะที่เขาพูด สายตาก็ยังคงสอดส่าย ตรวจตางานอย่างไม่ลดละ คิดๆ ดูแล้ว ที่เธอได้ยินจากทั้งพ่อ แม่ คุณนายคำผกา และตัวของอาหนุ่มเองกับปาก ก็อนุมานได้ว่าเขาคงเป็นเหมือนชายที่ไร้ความสนใจในเรื่องผู้หญิง หรือเรื่ิองรักๆ ใคร่ๆ
ทั้งๆ ที่ชายหนุ่มวัยกลัดมันอย่างเขา มีใบหน้าลูกครึ่งที่หล่อเหลา สูงราว 190 กว่าๆ ร่างกายกำยำล่ำสันสมกับเป็นชาย ธุรกิจและเงินทองยิ่งไม่ต้องพูดถึง การที่จะหาผู้หญิงดีๆ สักคนคงไม่ได้เหนือบ่าไปกว่าแรงแต่อย่างใด
แต่ทำไมเขาถึงได้กลายเป็นชายที่ครองตัวเป็นโสด ทำตัวตายด้านแบบนี้ เธอที่พึ่งรู้จักมัดจี่ก็คงเดาไม่ออก
"พสิกา"
"คะ..คะ!"
ทันทีที่การุณภพเรียกชื่อของเธอ พร้อมกับสายตาที่หรี่ลงเล็กน้อย ร่างเล็กของเธอก็สะดุ้งเบาๆ เขากำลังจับผิดเธออยู่!
"อ่อ พอดีพายเผลอคิดตามน่ะค่ะ แหม ลืมจดเลย แหะๆ"
เธอยิ้มกลบเกลื่อนแก้เก้อ แต่การุณภพไม่ยักเชื่อ เขารู้ว่าสายตาที่หลานสาวมองและยืนเหม่อไปหลายวินาที เดาได้ไม่ยากว่าต้องเกี่ยวกับเขาทั้งขึ้นทั้งล่อง
"คิดตามสินะ งั้นก็อธิบายวิธีคิดของเธอมา อาอยากฟัง"
"คะ?"
ใบหน้าของหญิงสาวเหรอหราทันควัน ไม่คิดว่าอาหนุ่มจะต้อนเธอให้จนมุมแบบนี้
"อาอยากฟังสิ่งที่เธอคิด"
นัยน์ตาคู่คมและซุ่มเสียงราบเรียบของเขา ทำเอาเธอรีบหลบสายตา จะบอกไปตรงๆ ได้อย่างไร ว่าตอนที่เขาอธิบายอยู่ เธอเผลอคิดเรื่องไร้สาระเกี่ยวกับเขาในหัว
"แค่ก!ๆ พายคอแห้งจังค่ะอา หิวน้ำมากเลย ขอไปดื่มน้ำแป๊บนึงนะคะ"
พสิกาทำทีไอออกมาสองสามที ตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จกับอาหนุ่ม โดยไม่ต้องรอให้เขาอนุญาต เธอสาวเท้าตรงไปยังตู้กดน้ำดื่มที่อยู่ไม่ไกลทันควัน จนการุณภพได้แต่ถอนหายใจ ส่ายหน้าให้กับความเจ้าเล่ห์ของหญิงสาว
"ใครหรอครับป้อเลี้ยง"
หนึ่งในลูกจ้างที่ทำงานอยู่ในละแวก อดไม่ได้ที่จะมองตามหญิงสาวคนสวย และหันมาถามพ่อเลี้ยงหนุ่ม
การุณภพหันมามองลูกน้องตนเองเล็กน้อย ก่อนสายตาของเขาจะเบนกลับไปสนใจคนตัวเล็กที่ทำทีจิบน้ำไปเรื่อยไปเปื่อย แถมยังมอบยิ้มหวานส่งมาทางเขาอีก
"หลาน"
“ป้อเลี้ยงมีหลานตวยก๋า บ่ฮู้มาก่อนเลยเน้อครับ”
“นั่นมันแขก ลูกสาวเพื่อนป้อเลี้ยงเขา”
ลูกจ้างอีกคนตอบแทน แต่การุณภพไม่ได้สนใจนัก สิ่งที่เขาสนใจคือแม่หลานสาวตัวเล็กตรงหน้านี่ต่างหาก เพราะนอกจากจะดื้อแล้ว ยังเจ้าเล่ห์ หาทางหนีทีไล่เก่งเหลือเกิน
ทั้งเขาและเธอใช้เวลาช่วงบ่ายด้วยกัน ทั้งในโรงบ่มไวน์ชั้นดีของไร่การุณ ต่อไปยังโรงเพาะพันธุ์ไม้ประดับ และไม้ยืนต้น ที่พสิกาไม่เคยแม้แต่จะเห็นมันมาก่อนในชีวิต การดูแลรักษา เอาใจใส่ของพ่อเลี้ยงอย่างการุณภพ บอกได้เป็นอย่างดีว่าทุกสิ่งที่เขาทำ เขาทั้งเอาใจใส่ และดูแลมันดีขนาดไหน
“ไปเถอะ อาจะพาไปฟาร์ม”
“ฟาร์ม? ฟาร์มวัวที่อาพูดถึงกับคนงานเมื่อตอนเที่ยงน่ะหรอคะ”
พสิกาที่ยังจำได้ดีถึงบทสนทนาสั้นๆ ระหว่างอาหนุ่มและคนงานช่วงมื้อเที่ยงที่โรงอาหาร แม้จะเป็นภาษาเหนือ แต่ก็พอใจจับความได้บ้าง
“อืม ตามมา”
การุณภพตอบเรียบๆ เดินนำหญิงสาวไปยังรถคันเก่งที่พาเธอตะลอนไปตะลอนมาเป็นวันที่สอง ตลอดทางสายตาคู่สวยของเธอก็กวาดมองข้างทางด้วยรอยยิ้ม
ช่วงเย็นๆ แบบนี้ อากาศที่ไร่การุณนั้นเย็นสบาย ไร่สวนถูกลมพัดเบาๆ กลิ่นดินกลิ่นต้นไม้สบายๆ เตะเข้าจมูกของเธอจนร่างเล็กที่เหนื่อยล้าจากการทำงานเคียงคู่อาหนุ่มมาทั้งวันหลับตาลงช้าๆ สูดดมเอาอากาศบริสุทธิ์เข้าปอดไปหลายนาที
เปลือกตาที่ปิดสนิทขณะที่รถเคลื่อนตัวไป เรียกสายตาคู่คมของคนขับอย่างการุณภพ ให้ลอบพิจารณาใบหน้าเล็กที่มียิ้มบางๆ เปื้อนอยู่บนใบหน้าของเธอเป็นระยะ อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมาเล็กน้อย การุณภพรู้สึกสบายใจขึ้นมาบ้าง ที่เธอยอมปรับตัว และไม่ทำตัวเป็นคุณหนูเอาแต่ใจ ที่ทำตัวดื้อเกินเหตุจนไม่มีใครสามารถสั่งสอนได้
“ชอบที่นี่หรือเปล่า”
“คะ?”
เสียงรถที่ดังขึ้นจนกลบเสียงของอาหนุ่ม พสิกาไม่สามารถจับใจความได้ว่าเขากำลังพูดอะไร เธอจึงขยับไปใกล้ๆ และยื่นหน้าไปขนาบข้างใบหน้าของอาหนุ่ม ถามเขาเสียงดังอีกครั้ง
“อาว่าอะไรนะคะ!”
“อาถามว่าชอบที่นี่ไหม”
การุณภพพูดย้ำประโยคเดิมให้ดังขึ้นอีก และครั้งนี้เธอก็ได้ยินมันเต็มสองหูชัดเจน
“แล้วแต่วัน แล้วแต่เวลาค่ะ”
เธอตอบยียวนเขาด้วยรอยยิ้ม จนอาหนุ่มที่ได้ยินแบบนั้นก็เผลอยิ้มตามออกมาอย่างไม่รู้ตัว
เอี้ยดดดด!
“ว้าย!”
แต่ก่อนที่บทสนทนาจะได้ดำเนินต่อไป เสียงล้อรถที่เบรกลงอย่างกระทันหัน จนบดเบียดไปกับดินดังขึ้นไปทั่วบริเวณ หญิงสาวตาโต หลับตาลงแน่นเมื่อคิดว่าอย่างไร รถเอทีวีของอาหนุ่มก็คงมีอันต้องเสียหลัก ล้มลงกับพื้นอย่างแน่นอน
พรึ่บ!
เมื่อไร้ความรู้สึกเจ็บ และรู้สึกว่าตัวรถหยุดนิ่งลงกับที่ พสิกาก็ค่อยๆ เปิดเปลือกตาของเธอขึ้น และนัยน์ตาคู่สวยก็ต้องเบิกกว้างเท่าไข่ห่านก็ไม่ปาน จมูกของเธอจรดลงบนพวงแก้มหนาของอาหนุ่ม มิหนำซ้ำเธอยังพึ่งรู้สึกตัว ว่าตอนนี้วงแขนเล็กกอดเอวหนาของการุณภพเอาไว้แน่นจนร่างกายของเธอแนบชิดไปกับแผ่นหลังของเขา จนไม่มีช่องว่างสักนิด
“พายขอโทษค่ะอา”
ทันทีที่รู้ตัว มือเล็กก็รีบปล่อยอาหนุ่มออกจากพันธนาการ ขยับออกห่างจากเขาเล็กน้อย ใบหน้าที่เห่อร้อนก็หันไปอีกทางอย่างช่วยไม่ได้
ครั้งนี้คนตายด้านอย่างอาหนุ่มถึงกับนิ่งชะงัก ใช้เวลาเรียกสติคืนมาในเสี้ยววินาที นัยน์ตาอันสับสนของเขาก็แปรเปลี่ยนเป็นเรียบนิ่งเหมือนไม่กี่นาทีก่อน ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“ไม่เป็นใช่ไหม”
“ไม่เป็นไรค่ะ”
หญิงสาวตอบเขาเสียงเบา รู้สึกว่าทั้งใบหน้าและร่างกายร้อนผ่าวไปทั่ว ทั้งที่รู้ว่าเป็นเรื่องไม่สมควร ที่เธอพึ่งชิดใกล้กับเขา แต่ทำไมหัวใจเจ้ากรรมมันถึงได้เต้นผิดจังหวะแบบนี้กับเขากันล่ะ
“กิ่งไม้ใหญ่ตก ดีที่ไม่มีใครเป็นอะไร รออาก่อน”
“อาจะไปไหนคะ”
อาหนุ่มลงจากรถ ทำท่าเหมือนจะเดินตรงไปยังกิ่งไม้ขนาดใหญ่ พาให้เธอสงสัยว่าเขาจะทำยังไงกับมัน เธอไม่คิดว่ากิ่งไม้ใหญ่ที่มองด้วยตาเปล่า ยังรู้ว่าหนักหลายสิบกิโล จะถูกอาหนุ่มจัดการด้วยคนเดียวได้ง่ายๆ นัก
การุณภพไม่ตอบ เขาเดินตรงไปยังกิ่งไม้ขนาดใหญ่ที่ตกขวางทางรถอยู่ ก่อนมือหนาจะยกมันขึ้นวางบนบ่าอย่างง่ายดาย ราวกับมันเป็นเพียงดัมเบลอันหนึ่ง
กิ่งไม้ถูกโยนเข้าข้างทาง เขาสาวเท้ากลับมายังตัวรถ และนั่งลงราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น จนเธอที่นั่งมองอยู่ด้วยความอึ้งถึงกับเม้มปากเข้าหากันเบาๆ ความรู้สึกในอกของเธอนี่มันอะไรกันนะ…..
“เกาะบ่าอาไว้”
“คะ?…..ค่ะ”
