บท
ตั้งค่า

บทที่ 6 ใครกันแน่ที่ไร้เหตุผล

พสิกาคว้าผ้าขนหนู สาวเท้าเดินออกมาจากห้อง ตรงไปยังห้องน้ำด้วยดวงตาที่จะปิดไม่ปิดแหล่ ทำเอาคนเป็นอาที่เดินขึ้นมาบนชั้นสองของตัวบ้าน ถึงกับกอดอก ยืนมองพลางยกยิ้มขำกับภาพตรงหน้า

มือเล็กของเธอทุบไปยังไหล่ตัวเองไปมา ความเมื่อยล้ากำลังกัดกินพลังงานอันน้อยนิด จนตอนนี้เธอเหมือนจะเหลือแต่วิญญาณเสียด้วยซ้ำไป

"ปวดชะมัด อานะอา"

เธอบ่นเสียงเบา โดยไม่รู้เลยว่าการุณภพยืนอยู่ไม่ไกล และได้ยินเสียงเนือยๆ ของเธอที่เอ่ยตำหนิเขาอย่างไม่พอใจทุกคำ

เมื่อประตูห้องน้ำปิดลง การุณภพก็ถอนหายใจ เขาสาวเท้ากลับไปยังห้องของตัวเองและเริ่มจัดการเอกสารที่กองอยู่บนโต๊ะเหมือนเช่นทุกวัน พอผ่านไปสักพักก็ถึงเวลาอาบน้ำ ชายหนุ่มใช้เวลาจัดการตัวเองเพียงไม่ถึงครึ่งชั่วโมง เขาก็เดินออกมาด้วยเสื้อแขนสั้น และกางเกงขาสั้นสีดำขลับสบายตัว มือหนาใช้ผ้าขนหนูเช็ดไรผมที่เปียกโชกของตนเองช้าๆ พลันสายตาก็ต้องเหลือบไปมองห้องของแม่หลานสาว ที่ยังคงมีไฟส่องสว่างออกมาจากหน้าต่าง

การุณภพอดไม่ได้ที่จะเดินตรงไปยังห้องของเธอ เขายอมรับว่าวันนี้เขาโหดกับเธอไปหน่อย แต่ที่ทำไปทุกอย่าง ก็เพราะความหวังดีเพียงเท่านั้น ไม่ได้มีจุดประสงค์อื่น

มือหนาที่กำลังจะยกขึ้นเคาะประตูกลับมีอันต้องชะงัก เมื่อเสียงหวานลอดผ่านหน้าต่างบานเล็กออกมา อีกทั้งบทสนทนานั้นยังดูเหมือนจะพาดพิงมาถึงเขาอีกต่างหาก

“คูณพ่อคะ พรุ่งจะมาได้รึยังคะ พายคิดถึงจะแย่แล้ว”

เสียงหวานอันเหนื่อยล้าออดอ้อนคนเป็นพ่อไป มือก็บีบเนื้อบีบตัวของตนเองไล่ความเมื่อยล้าที่ถูกอาหนุ่มเล่นงานตั้งแต่เช้าจรดค่ำ

“พ่อขอโทษนะลูก งานมันด่วนมากจริงๆ ตอนนี้ก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะดีขึ้นเลย”

อัศนัยมองหน้าลูกสาวผ่านวิดีโอคอลด้วยความเป็นห่วง ไม่ใช่ว่าอยากทิ้งลูกสาวไว้ในไร่กับรุ่นน้องหนุ่มเพียงลำพัง แต่งานสำคัญที่รัดตัว และปัญหาที่ถาโถมเข้ามาทำเอาอัศนัยคิดไม่ตก ไม่มีแม้กระทั่งเวลาจะหายใจด้วยซ้ำไป

“หรือพายอยากกลับมาก่อนไหมลูก แม่จะได้ให้คนไปรับ แล้วว่างๆ เราค่อยกลับไปกันใหม่ ดีไหม”

ชุลีที่เดินหอบเอกสารเข้ามาภายในห้องส่วนตัวของออฟฟิศใหญ่ ถามลูกสาวคนเดียวอย่างคิดไม่ตก

“ไม่เป็นไรค่ะคุณแม่ พายรออยู่ที่นี่ต่ออีกสักหน่อยก็ได้ค่ะ คุณพ่อกับคุณแม่จะได้ไม่ต้องเป็นห่วง”

แม้พสิกาจะขึ้นชื่อเรื่องความเอาแต่ใจเป็นที่หนึ่ง แต่ตอนนี้เธอก็เป็นถึงนักศึกษาสาวปีสาม เธอรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ควรทำมากที่สุด และในตอนนี้มันคือการที่ไม่ต้องทำให้คนเป็นพ่อแม่ต้องเป็นห่วง

“แล้วเป็นยังไงบ้าง อาพาไปดูไร่ สนุกไหมลูก”

เมื่อคนเป็นแม่ตั้งคำถามเอี่ยวไปถึงอาหนุ่ม ริมฝีปากสวยก็เบะเข้าหากันพลางทำทีท่าจะร้องไห้ จนคนเป็นพ่อและแม่หันมองหน้ากันยิ้มๆ นึกขันลูกสาวตัวเองขึ้นมา

“อาใจร้ายมากเลยค่ะ พายช้ำไปหมดแล้วค่ะคุณพ่อคุณแม่”

พสิกาแอบอมยิ้ม เธอคิดจะใช้โอกาสนี้ในการขอร้องพ่อกับแม่ในการไม่ไปดูงานกับอาหนุ่มต่อ โดยการให้พ่อกับแม่จัดการ คุยกับเขาให้เสร็จสรรพ เพียงเท่านี้เธอก็จะได้ไม่ต้องตากแดดตากลม เหนื่อยจนลากสังขารไปอาบน้ำแทบไม่ไหวแบบนี้อีก

ก๊อก!ๆๆๆ

ก่อนที่อัศนัยและชุลีจะได้ปลอบประโลมลูกสาว เสียงเคาะประตูห้องของเธอก็ดังขึ้น จนทั้งสามคนหันไปสนใจเป็นตาเดียว

“น่าจะเป็นอานะลูก”

“แป๊บนึงนะคะคุณพ่อคุณแม่”

ร่างเล็กรีบตรงดิ่งไปยังประตู เธอแหวกม่านตรงหน้าต่างเล็กๆ และพบว่าเป็นอาหนุ่มที่ยืนนิ่งอยู่หน้าประตูจริงๆ

“อามีอะไรรึเปล่าคะ”

เธอมองอาหนุ่มหัวจรดเท้า คนนี้เขาไม่มีเทียนหอม หรืออะไรติดไม้ติดมือมาด้วย น่าจะมีเรื่องคุยกับเธอหรือเปล่าพสิกาก็ไม่แน่ใจนัก

“ทำอะไรอยู่”

เมื่ออาหนุ่มกอดอกถามพลางเลิกคิ้ว คนขี้ฟ้องก็เลิ่กลัก เผลอเม้มริมฝีปากสวยของตนเองเข้าหากันเบาๆ หลบสายตาคมของเขาทันควัน นี่เขาเรียกว่าท่าทางของคนมีชนักติดหลังแน่นอน

“ภพ”

เสียงเรียกคุ้นหูจากวิดีโอคอล เรียกสายตาของทั้งเขาและเธอให้หันไปมอง เป็นอัศนัยและชุลีที่นั่งยิ้มอยู่ขนาบข้างกัน โบกมือทักทายเขาไปมา พสิกาไม่รอช้า คว้าโทรศัพท์ก่อนจะยื่นให้อาหนุ่มด้วยรอยยิ้ม เมื่อคิดว่ายังไงคนเป็นพ่อและแม่ก็คงไม่ปล่อยให้เขาใช้งานเธอเยี่ยงทาสแบบวันนี้อีกเป็นครั้งที่สอง

“ฝากลูกพี่หน่อยนะ ปัญหามันด่วนจริงๆ”

ชุลีพูดด้วยสีหน้าเคร่งเครียด นัยน์ตาคู่คมมองเอกสารที่กองอยู่เต็มโต๊ะ เหมือนว่าปัญหานี้รุ่นพี่นักบริหารมือฉมังทั้งสองคนอาจจะเจอตอเข้าแล้วจริงๆ

“มีอะไรให้ผมช่วยไหมครับ”

“แค่งานในไร่กับบริษัทก็มากมายแล้ว ที่นี่พวกพี่ยังจัดการได้อยู่ ฝากแค่นายดูแลลูกพี่ให้ดีก็พอ แค่นี้ก็ดีมากแล้ว”

อัศนัยรู้สึกขอบคุณรุ่นน้องหนุ่มอยู่นัยๆ และก็ยังเกรงใจที่ต้องฝากลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนให้การุณภพดูแลไปอีกหลายวัน กว่าที่งานล้นมือตรงหน้าที่กองพะเนินกันอยู่นี้ จะถูกจัดการให้เรียบร้อย

“ไม่เป็นไรเลยครับ ทางนี้ไม่ต้องเป็นห่วง"

ริมฝีปากหนายกยิ้ม

“พายลูก อย่าดื้อกับอาเค้านักล่ะ แม่กับพ่ออยากให้อาเค้าช่วยสอนงานเราเอง จะได้มีพื้นฐานก่อนออกฝึกงาน สู้ๆ นะลูก”

“พ่อก็เอาใจช่วยนะลูก ฝากลูกพี่ด้วยนะภพ”

ติ้ด!

พสิกาถึงกับอ้าปากหวอกับประโยคสุดท้ายของคนเป็นแม่ มองโทรศัพท์ในมืออาหนุ่มที่สายพึ่งถูกตัดไป และสิ่งที่เธอคาดหวังเอาไว้ ก็หายลับไปในพริบตาเดียว

“อย่าลืมตั้งนาฬิกาปลุกล่ะ พรุ่งนี้เรามีเรื่องต้องทำกันอีกเยอะเลย”

การุณภพวางโทรศัพท์ลงบนเตียงนอนของเธอ ก่อนจะยกยิ้มพอใจ เดินหันหลังกลับไปที่ห้องของตัวเอง ปล่อยให้พสิกาหลับตาลงช้าๆ เพื่อข่มความไม่สบอารมณ์ที่พุ่งทะยานขึ้นมา ทั้งจากเรื่องที่เธอต้องไปทำงานเหนื่อยแสนเหนื่อยหลังจากนี้ต่อ และยังต้องมาทนฟังคำพูดเหนือกว่าจากอาหนุ่มนั่นอีก

แกร็ก!

“กรี้ดดดดดด!”

ทันทีที่ประตูปิดลง ร่างเล็กก็กระโดดลงบนเตียงและซุกใบหน้าลงกับหมอนใบใหญ่ กรีดร้องจนสุดเสียง แต่ดีที่เสียงหวานของเธอถูกลดระดับลงจากหมอนที่หนาอยู่ระดับหนึ่ง

แต่ถึงอย่างนั้น อาหนุ่มที่กำลังจะก้าวเท้าเข้าห้องของตนเองก็ต้องหยุดชะงัก ใบหน้าคมหันมองไปยังทิศทางห้องของแม่หลานสาว ที่บัดนี้มีเสียงประหลาดกรีดร้อง ดังออกมาเบาๆ

“หึ”

ริมฝีปากหนายกยิ้ม ก่อนจะก้าวเข้าไปในห้อง ปิดประตูลงพร้อมกับล้มตัวลงนอนบนเตียงใหญ่ด้วยรอยยิ้มขำขัน

พอนึกถึงใบหน้าของเด็กเอาแต่ใจและติดนิสัยสะดวกสบายอย่างพสิกา ที่ถูกเขาใช้งานจนต้องปรี้ดแตก การุณภพก็อดหัวเราะในลำคอไม่ได้ เหมือนว่าการได้เห็นแม่หลานสาวหัวดื้อเป็นแบบนี้ จะเป็นงานอดิเรกใหม่ของพ่อเลี้ยงการุณภพ โดยที่เขาเองก็ไม่รู้ตัวไปโดยปริยาย……

- 07.01 น.

“แฮ่กๆ”

พสิกาที่วิ่งหน้าตื่นลงมาจากด้านบนบ้าน หยุดยืนพลางหอบหายใจ ยังดีที่อาหนุ่มยังไม่ได้เริ่มมื้อเช้า แบบนี้น่าจะนับว่าเธอสายไม่ได้

ร่างเล็กหย่อนตัวลงนั่งฝั่งตรงข้ามของอาหนุ่ม อาหารเช้านี้ก็เป็นอาหารเรียบง่าย และเป็นเมนูที่มีผักทุกเมนูเหมือนอย่างเคย ไม่ได้ต่างจากมื้อก่อนหน้านัก

“สายไปหนึ่งนาที อาควรจะลงโทษยังไงดี”

คนตัวเล็กถึงกับขมวดคิ้วเป็นปม แค่หนึ่งนาทีเขาก็พูดไปถึงบทลงโทษแล้ว ไม่เห็นแก่ที่เธอวิ่งหน้าตื่นลงมาจนเกือบหัวคะมำสักนิด คนแก่อะไรใจร้ายใจดำ เขาไม่คิดเลยสักนิดว่าเธอเป็นถึงคุณหนูบ้านสุทธาธิรักษ์ ไม่เคยต้องใช้ชีวิตลำบาก ตากแดดตากลมเหมือนเขาที่ทำจนเป็นกิจวัตรทุกวี่ทุกวัน

“แค่หนึ่งนาทีก็ถือว่าสายแล้วหรอคะ นี่พายก็รีบมากแล้วนะคะ”

หญิงสาวหน้าบึ้ง หนึ่งนาทีเทียบกับความพยามของเธอที่มานั่งอยู่ตรงนี้ มันแทบไม่สำคัญด้วยซ้ำไป พสิกาคิดเคืองเขาอยู่หน่อยๆ อยากจะตำหนิเขาจนคันปาก ว่าเพราะการใช้งานที่มากเกินความจำเป็นของเขา ทำให้เธอเหนื่อยไปทั้งตัว ลุกขึ้นจากเตียงมานั่งอยู่ตรงหน้าเขาได้ก็ถือว่าดีโขแล้ว

“เวลาไปสมัครงาน เธอไปสัมภาษณ์ช้าสักหนึ่งนาที เธอคิดว่าเธอจะได้อภิสิทธิ์พิเศษกว่าคนอื่น เพราะนามสกุลสุทธาธิรักษ์ หรือคนอื่นจะถูกเรียกไปสัมภาษณ์แทนล่ะ”

การุณภพคนเจ้าระเบียบเลิกคิ้ว เขาไม่ได้โกรธเคืองหญิงสาวมากมายอะไรขนาดนั้น เพราะเข้าใจว่าพสิกาอยู่ในช่วงเริ่มต้น ยังต้องปรับตัวกันอีกยาว แต่สิ่งที่เธอพูดออกมา ในฐานะคนที่จะไปเป็นนักธุรกิจ หรือผู้บริหาร ความคิดแบบนี้ไม่ควรมีอยู่แม้แต่เศษเสี้ยวเดียว

“ก็ถ้าเห็นนามสกุล ก็น่าจะรอค่ะ”

“พสิกา”

คนโดนดุเสียงเย็นสะดุ้งตัวโยน ไม่กล้าแม้แต่มองสบตาของอาหนุ่ม เช้านี้เขาน่ากลัวกว่าทุกครั้ง เพียงแค่หนึ่งนาที พสิกาไม่เห็นประโยชน์ว่าจะโกรธควันออกหูอะไรขนาดนั้น หรือเพราะว่าเป็นเธอ อะไรเล็กๆ น้อยๆ เขาถึงได้เอามาเป็นเรื่องใหญ่เพื่อใช้ตำหนิเธอเช้าคำเย็นคำได้อย่างไม่ต้องหาเหตุผลอย่างอื่นมาร่วมด้วย

“อาไม่ได้ดุ เพราะเธอมาสายหนึ่งนาที”

“แล้วถ้างั้นอาจะดุพายทำไมล่ะคะ หรือคิดว่าพายเป็นเด็ก ทำอะไรต้องถูกดุถูกว่าอยู่ตลอด”

“ทำไมถึงได้คิดว่าอาเป็นคนไร้เหตุผลขนาดนั้น”

“ก็อาทำตัวไร้เหตุผลจริงๆ นี่คะ”

การุณภพพยายามข่มอารมณ์ หยุดต่อล้อต่อเถียงกับแม่หลานสาว เพราะยิ่งใช้อารมณ์คุยกัน ไม่มีทางที่ต่างฝ่ายต่างจะเข้าใจเหตุผลที่แท้จริงของกันและกันได้ มีแต่จะทำให้เรื่องมันยุ่งยากไปกว่าเดิม

พสิกาเป็นเด็กเมืองกรุง เธอเรียนอินเตอร์ ถึงจะไม่ได้ดีกรีเทียบเท่าการุณภพ แต่ก็ไม่ได้ไก่กาพอที่เขาจะตำหนิเธอได้ตลอดราวกับเด็กไม่รู้เรื่อง เขาก็ควรรู้ใส่ใจเอาไว้บ้าง อาหลานแล้วอย่างไร แก่กว่าแล้วอย่างไร เป็นคนสอนงานแล้วอย่างไร ถ้าเขายังจะตำหนิเธอแบบไร้เหตุผลอยู่แบบนี้ พสิกาก็ไม่ยอมเป็นไม้กระดาน ให้เขาขีดเขียนผิดถูกได้ตามใจปราถนา

“ค่ะ”

สายตาของการุณภพสบกับนัยน์ตาคู่สวยของพสิกา ดูเหมือนว่าหลานสาวคนนี้จะหัวดื้อ และไร้เหตุผลในบางครั้งมากกว่าที่เขาคิดเอาไว้ เธอเป็นเด็กสาวที่ดูฉลาดเป็นกรด แต่พอถึงจุดหนึ่ง ก็ยังใช้อารมณ์นำทางสถานการณ์ ไม่ต่างจากเด็กอายุอานามเท่าๆ กันคนอื่น ซึ่งข้อนี้การุณภพก็เข้าใจดีแจ่มแจ้งแล้ว แต่หากยังเป็นแบบนี้ต่อไป ก็รั้งแต่จะมีผลเสียต่อไปในอนาคต

การุณภพตัดสินใจตั้งแต่ที่อัศนัยและชุลี ฝากฝังลูกสาวไว้กับเขาตอนมื้ออาหารในวันแรก หลังจากที่หญิงสาวเข้าห้องไป ว่าให้เขามองเธอเปรียบเสมือนเป็นนักเรียนคนหนึ่งได้ตามสบาย แต่คำพูดเหล่านั้นคงมีเพียงแต่การุณภพที่รับรู้ ทำให้เขากลายเป็นคนใจร้ายในสายตาหลานสาวอย่างพสิกาไปโดยปริยาย

แต่ถึงกระนั้น รุ่นพี่ที่เคารพทั้งสองก็ไหว้วานมา เขาไม่กล้าจะวางมือจากเธอไปในเวลาเพียงสั้นๆ และไม่ต้องการให้พสิกาทำให้อัศนัยและชุลีต้องผิดหวัง การเปลี่ยนหญิงสาวหัวรั้นและดื้อดึง จึงต้องดำเนินการต่อไป แม้เขาจะต้องกลายเป็นอาหนุ่มใจจืดใจดำก็ตามแต่

“ต่อไปหลังอาบน้ำจัดการตัวเองเสร็จ อาจะสอนเรื่องธุรกิจเกี่ยวกับสายงานบริหารต่ออีกสองชั่วโมงของทุกวัน”

“อา!”

เสียงหวานแหวเขาด้วยนัยน์ตาแดงก่ำ แค่เพียงการเดินตามตูดเขา คอยสังเกตุ จด จำ และทำตามที่การุณภพบอก เธอก็เหนื่อยจนสายตัวแทบขาดแล้ว ตอนนี้เขายังต้องการให้เธอใช้เวลาพักผ่อน มานั่งฟังเขาสอนหนังสืออีก หญิงสาวแทบน้ำตาร่วง แต่ก็ต้องอดกลั้นความไม่พอใจเอาไว้ในอก ไม่เผยให้อาหนุ่มเห็นความอ่อนแอของเธอ เพราะแบบนั้นก็เหมือนกับเธอแพ้เขาซ้ำๆ

“อย่าขึ้นเสียงกับอา พสิกา”

หญิงสาวเม้มริมฝีปากที่สั่นเทาเข้าหากันแน่น ยิ่งมองใบหน้าคมเรียบนิ่งของเขา เธอก็ยิ่งหงุดหงิดในใจ จนต้องเบือนหน้าหนี มือเล็กกำเข้าหากันแน่น ในตอนนี้เธอไม่อยากเห็นแม้แต่ไรผมของการุณภพด้วยซ้ำไป

“มองอา”

คำสั่งของเขาเหมือนเป็นข้อบังคับ ที่แม้เธอจะอยากต่อต้านมากแค่ไหน แต่สุดท้ายก็ต้องจำยอม ทำตามคำสั่งของเขาโดยที่แม้แต่เธอก็ไม่เข้าใจตนเอง ว่าทำไมร่างกายถึงไม่ฟังที่เธอสั่ง แต่กับเขากลับไม่มีแม้แต่ข้อโต้แย้งใดๆ

การุณภพจ้องมองเข้าไปในดวงตาแดงก่ำ กับชายวัยกลางคนที่อายุดำเนินมาถึงครึ่งหนึ่งในช่วงชีวิต เขาดูออกว่าพสิการู้สึกนึกคิดอย่างไร สายตาของเธอมันบอกทุกอย่างออกมาจนหมดจด และคนที่ซ่อนความรู้สึกนึกคิดได้ไม่เก่ง นักธุรกิจอย่างเขาไม่ชอบเลยสักนิด….

“อาขอโทษ”

หญิงสาวชะงักเล็กน้อย เธอมองใบหน้าคมของเขาอย่างพิจารณา แต่ไม่ว่าจะมองอย่างไร ก็ไม่สามารถอ่านความรู้สึกของอาหนุ่มได้เลย แต่สิ่งหนึ่งที่เธอรู้คือ เขาไม่ได้ถือดี มีทิฐิ เพราะแม้แต่คนที่อายุน้อยกว่าราวสิบกว่าปีอย่างเธอ การุณภพยังยอมเอ่ยปากบอกขอโทษก่อน

“อาไม่ได้ตั้งใจจะดุ แค่ไม่อยากให้เธอคิด ว่าการมาสายมันเป็นเรื่องไม่สำคัญ”

การุณภพไม่คิดจะปิดความรู้สึกใดๆ เขาพูดสิ่งที่เขาคิดออกมาหวังให้แม่หลานสาวเข้าใจไม่มากก็น้อย และทุกสิ่งที่ทำนั้นมีแต่ความประสงค์

“พายก็ขอโทษค่ะ ที่ทำตัวไม่ดี”

ริมฝีปากหนายกยิ้มเล็กน้อย เป็นจังหวะที่หญิงสาวก้มหน้าลงอย่างสำนึกผิดอยู่กรายๆ ที่ใช้อารมณ์มากเกินกว่าเหตุ และตีโพยตีพายไปใหญ่ไปโต

“แล้วเรื่องสอนการบริหารล่ะคะ อาจะยกเลิกรึเปล่า”

ใบหน้าของอาหนุ่มส่ายไปมาเป็นนัยว่าเขาปฏิเสธ นี่เป็นเรื่องสำคัญที่การุณภพต้องการจะสอนให้เธอตั้งแต่แรกเริ่ม เพียงแต่ยังหาเวลาและจังหวะที่ว่างไม่ลงตัวก็เท่านั้น แต่เขาก็ยอมรับว่าใช้มันขึ้นมาเป็นข้ออ้างในการลงโทษเธอ ที่หัวดื้ออยู่กรายๆ เช่นกัน

พสิกาแสดงสีหน้าเสียดายเล็กน้อย แต่ในเมื่ออาหนุ่มยังยืนยันคำเดิม เธอก็ไม่ได้คิดจะปฏิเสธอะไร ใจหนึ่งแม้จะคิดว่าร่างกายคงเหนื่อยล้าจนแทบไม่ไหว แต่อีกใจหนึ่งก็อยากจะเรียนเรื่องงานบริหารจากคนมีประสบการณ์อยู่แล้ว เสียเวลานอนเล่นไปสักสองชั่วโมง คงไม่ถึงกับตาย

“เสียเวลาไปมากแล้ว รีบกิน จะได้ไปทำงาน”

“ค่ะอา”

บทสนทนาของเธอและอาหนุ่มจบลงไปทั้งแบบนั้น เช้านี้เธอได้รู้จักการุณภพมากขึ้นอีกนิด และรู้ว่าจริงๆ แล้ว พ่อเลี้ยงหนุ่มเจ้าของไร่การุณคนนี้ ไม่ได้เป็นคนตายด้าน หรือเงียบขรึมไร้อารมณ์อย่างที่เธอคิด เขายังมีมุมเป็นผู้ใหญ่ ใจเย็น แต่ก็เป็นคนเจ้าระเบียบ มีกรอบที่ชัดเจนตายตัว และมันทำให้พสิการู้สึกเหมือนเธอกำลังเจอกับความท้าทายแปลกใหม่บางอย่าง ที่เธอรู้สึกอยากจะจะเอาชนะ และก้าวข้ามไปเป็นคนที่สมบูรณ์แบบมากกว่าเขาในสักวัน……

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel