บทที่ 8 ถ้าอากวน พายก็จะกล้า!
ผ่านไปสามชั่วโมง ฟ้าก็เริ่มมืดลงในเวลาพลบค่ำ บัดนี้ถนนหนทางที่เป็นป่าและไร่ มีเพียงแสงไฟสว่างริบหรี่จากหลอดไฟสีนวล ที่ติดเอาไว้ตามจุด
มือเล็กที่เกาะบ่าของการุณภพแน่นขึ้นเล็กน้อย พาให้คิ้วหนาของเขาเลิกขึ้นเบาๆ เหลือบมองคนตัวเล็กด้านหลังผ่านกระจกมองข้าง และพบว่าใบหน้าสวยของเธอ กำลังก้มลงมองบนแผ่นหลังของเขาด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก
คนอื่นอาจจะคิดว่าพสิกาโตเป็นสาวแล้ว ทั้งสวย เพรียบพร้อม และดูแก่นกล้า แต่ใครจะรู้ว่าข้อเสียเพียงอย่างเดียวที่เธอซ่อนเอาไว้ไม่ให้ใครรู้ คือการที่เธอยังหวาดกลัวเรื่องผีสางขึ้นสมอง จนไม่กล้ากระทั่งจะดูหนังผีกับเพื่อนสนิทเสียด้วยซ้ำ
“เป็นอะไรรึเปล่า”
“คะ”
ทันที่โดนอาหนุ่มทักท้วง ใบหน้าสวยก็เงยหน้าขึ้นมาสบตาเขาทันควัน ครั้งนี้เธอได้ยินคำถามเต็มสองหูจนถึงกับสะดุ้ง ด้วยบรรยากาศและเวลาที่ค่ำลง ทำให้เริ่มมีแมลงตัวจิ้ดริดบินโฉบไปโฉบมา ทำให้ความเร็วของรถจึงต้องช้าลงจากเดิมมาก
“สีหน้าไม่ดีเลย ไม่สบายหรอ หรือปวดหัว”
การุณภพสุ่มเดาอาการของหลานสาวด้วยสีหน้าเป็นห่วงเล็กน้อย ลำพังร่างเล็กของเธอก็ดูบอบบางเหมือนจะเป็นประเภทป่วยง่ายอยู่เป็นทุนเดิม พอมาทำงานในไร่กับเขา ตากแดดตากลมอยู่ทั้งวัน คนภูมิต่ำแบบคุณหนูเมืองกรุงอย่างพสิกา จะป่วยก็ไม่แปลก
“เปล่าค่ะอา”
เธอตอบเสียงอิดออด พยายามไม่ให้เขาจับสังเกตได้ว่าโตเป็นสาวขนาดนี้แล้ว เธอยังกลัวผีเหมือนเด็กน้อยอยู่ ไม่อย่างนั้นคงโดนอาหนุ่มหัวเราะขำขันเอา ดีไม่ดีเขาคงจะแอบล้อว่าเธอเป็นเด็กไม่รู้จักโตไปอีก
เมื่อเห็นว่าพสิกาไม่ยอมบอกเหตุผล เขาก็ไม่ได้เซ้าซี้อะไร ทำเพียงตั้งใจขับรถตรงกลับบ้าน แต่ก็ยังลอบมองใบหน้าของแม่หลานสาวผ่านกระจกมองข้างเป็นระยะ
ราวๆ ห้านาที การุณภพก็เลี้ยวรถเข้าบ้านไม้สองชั้น ที่ตอนนี้มีไฟเปิดสว่างเอาไว้รอ ไม่ใช่ใครที่ไหน น่าจะเป็นคนงานคนสนิทในไร่ ที่มักมาตรวจดูความเรียบร้อยทุกวัน หากเขาต้องไปทำธุระหรือไปข้างนอก ก็จะได้คนงานคนนี้มาดูแลจัดการให้
“ปวดหลังจัง อาไม่เมื่อยบ้างหรอคะ”
เธอหันไปถามอานหนุ่มด้วยสีหน้าเพลียๆ เพราะไม่ว่าจะมองส่วนไหนของเขา ก็ไม่ได้แสดงให้เห็นถึงความเหนื่อยล้าหรืออ่อนเพลียสักนิดเดียว
“คนเราแสดงออกทุกอย่างที่รู้สึกไม่ได้หรอกนะ”
การุณภพไม่ได้ให้คำตอบกับหญิงสาวตรงๆ แต่เขาเลือกที่จะพูดประโยครวมๆ เป็นการสอนเธอไปในตัวแทน
ถามว่าพสิกาเข้าใจที่คนตัวโตพูดไหม คิ้วเล็กขมวดมุ่นทันควัน นอกจากจะไม่เข้าใจว่าเขาหมายถึงอะไร เธอก็ไม่เข้าใจด้วยว่าเขาจะตอบหลีกตอบเลี่ยงคำถามอันง่ายดายของเธอไปทำไม หรือชีวิตพ่อเลี้ยงไร่การุณคนนี้ มันเป็นความลับสุดยอดอย่างนั้นหรือ
“รีบมากินข้าว อาบน้ำเสร็จจะได้คุยกันเรื่องงานบริหารต่อ”
ทันทีที่อาหนุ่มเอ่ยถึงสายงานที่เธอและเขาคุ้นเคย พสิกาที่ในตอนแรกรู้สึกอยากเรียนอยู่บ้าง ตอนนี้เธออยากเปลี่ยนใจ หนีไปอาบน้ำ ล็อกห้องหนีอาหนุ่มนอนหลับปุ๋ยบนเตียงใหญ่ให้ชื่นใจ ปล่อยให้เขาบ้าพลังบ้างานอยู่คนเดียวไปเสียคงดีกว่า
“ค่ะอา”
แต่จนแล้วจนรอด สิ่งที่เธอพูดบอกเขาได้ก็คงมีเพียงคำว่า “ค่ะ” ที่หมายถึงเธอรับทราบ และจะทำตามประเดี๋ยวนี้ กระทั่งตอนนี้เธอก็ยังหาเหตุผลที่ต้องทำตามหรือเชื่อฟังเขาไม่ได้ด้วยซ้ำ มีเพียงร่างกายบ้าๆ ของเธอ ที่มันเคลื่อนตัวไปเองอย่างที่เธออยากจะหยิกให้มันเขียวช้ำไปให้รู้แล้วรู้รอด
“ไปอาบน้ำเถอะ อาจะเคลียร์งานสักพัก ถึงจะไปอาบ”
“ได้ค่ะอา”
การุณภพมองคนตัวเล็กที่ตาแทบจะปิดแหล่ไม่ปิดแหล่ แต่คืนนี้เธอดูดีกว่าคืนก่อนเล็กน้อย ที่สภาพแทบจะเดินไม่ไหว ในสายตาเขาถือว่าเธอปรับตัวได้ใช้ได้เลยทีเดียว
คนตัวโตไม่รอช้า เข้าไปจัดการงานเอกสารบนโต๊ะเหมือนอย่างทุกวัน ใช้เวลาราวๆ ครึ่งชั่วโมง ทุกอย่างก็เสร็จเป็นที่เรียบร้อย ฃ
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นเรียกความสนใจของเขา การุณภพรับสายพร้อมกับกรอกเสียงทักทายที่เป็นกันเองให้กับคนปลายสาย ด้วยสีหน้าเรียบนิ่งไร้อารมณ์เหมือนทุกครั้ง
“ครับคุณแม่”
“ไอ้ภพ! แกพาหนูพสิกาเขาไปทำงานในไร่ได้ยังไงฮะ ถ้าแค่พาน้องไปเดินเล่น ฉันจะไม่ว่าแกเลย แต่นี่ไอ้เป้ามันมารายงานฉันแล้ว ว่าแกพาน้องไปทำงานตากแดดตากลมกับแกเช้าจรดค่ำ วันนี้แกรู้ไหม แม่รอจนบ่าย คิดว่าแกจะพาหนูพสิกาเค้ากลับมาที่บ้าน แต่ก็ไม่เห็นแม่แต่เงาหัว รู้ไหมว่าแกมันเป็นผู้ชายที่โง่เง่าแค่ไหนน่ะห้ะ”
คุณนายคำผกาพ่นไฟออกมาอย่างไม่สบอารมณ์เป็นชุด จนคนฟังอย่างลูกชายหายใจแทบไม่ทัน ทำได้เพียงปิดเปลือกตาลงด้วยความเบื่อหน่าย และเหนื่อยจะฟังเท่านั้น
“พี่นัยกับพี่ชุฝากเอาไว้ ผมก็ต้องดูแลให้ดีครับ”
“ดูแล? ดูแลกับผีแกน่ะสิไอ้บ้า! พรุ่งนี้แกห้ามพาหนูพสิกาไปไหนเลยนะ ให้เค้าพักอยู่ที่บ้านเฉยๆ ไม่งั้นฉันจะหาคนมาดูตัวให้แกสักสิบคน”
“คุณแม่”
เขาปรามคุณนายคำผกาเสียงเบื่อหน่าย ผู้หญิงรอบกายเขาแต่ละคน ทำไมถึงได้ดื้อดึง เอาแต่ใจกันไม่ฟังเหตุผลกันเลยสักคน การุณภพคิดในใจ
“พรุ่งนี้ฉันจะเข้าไปหาหนูพสิกาตอนสายๆ อย่าให้ฉันรู้นะว่าแกปลุกน้องแต่เช้าอีก ไม่งั้นฉันไปถลกหนังแกถึงที่บ้านแน่! อ้อ อีกอย่างเย็นพรุ่งนี้พาน้องไปน้ำตกด้วย เด็กสาวสมัยนี้เค้าชอบอะไรแบบนั้น ในฐานะแขก ไม่ใช่ในฐานะลูกจ้าง แกเข้าใจไหม”
ติ้ด!
ปลายสายตัดลงทันทีที่คำผกาตะโกนขมขู่ลูกชายเพียคนเดียวสำเร็จ ไม่แม้แต่จะรอให้เขาตอบรับคำสั่งเสียด้วยซ้ำ
ในเมื่อคนเป็นแม่ใช้อำนาจข่มขู่กันถึงขนาดนี้ เขาคงไม่มีทางเลือก นอกจากยอมให้เธอพักผ่อนสักวัน วันต่อๆ ไปค่อยทำตามตารางเดิมที่เคยวางกันไว้ก็ไม่ได้เสียหายอะไร สีหน้าวันนี้ของพสิกาก็ดูไม่ค่อยดีด้วย ถือว่าประจวบเหมาะกับการให้ร่างกายเธอได้พักปรับตัวสักนิด
ก๊อก!ๆ
คิ้วหนาของการุณภพเลิกขึ้น เขาเดินไปเปิดประตูห้องที่คาดว่าน่าจะเป็นแม่หลานสาวอย่างพสิกาที่กำลังยืนอยู่หน้าห้อง และเขาก็คิดไม่ผิด พสิกาในชุดนอนลายเรียบหรูยืนอยู่หน้าห้อง โดยมีผ้าขนหนูผืนเล็ก ที่ม้วนผมยาวที่เปียกเอาไว้บนหัว ด้วยสีหน้าที่บูดบึ้งราวกับไปกินรังแตนที่ไหนมา ทั้งๆ ที่เมื่อครึ่งชั่วโมงก่อนพึ่งแยกกันไป ด้วยท่าทีสีหน้าปกติ
“อาาา สายชาร์จพายพังค่ะ โทรศัพท์เปิดไม่ติดเลย”
เธอพูดเสียงลากยาวด้วยใบหน้าที่เหมือนจะร้องไห้อยู่รอมร่อ มือเล็กก็ชูโทรศัพท์เครื่องหรูที่หน้าจอบัดนี้ดับสนิทขึ้นให้เขาพิจารณา
“แล้ว?”
การุณภพถามด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง สีหน้าท่าทางของเขาก็ไม่ได้ต่างจากน้ำเสียงของเขานัก พสิกาถึงกับทำหน้าไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง นี่น่ะหรอสิ่งที่ดีที่สุดที่อาหนุ่มจะตอบกลับประโยคของเธอได้
อย่างน้อยๆ เธอก็แอบคิดว่าเขาคงจะรีบโทรหาใครบางคน ให้รีบไปซื้อมาให้เธอในตอนเช้า แต่ผิดคาด เหมือนกับว่าเธอจะคาดหวังความใจดีของเขาสูงเกินไปมาก มากเสียจนตอนนี้รู้สึกผิดหวัง เหมือนกำลังตกลงจากเหวสูง
“อาก็ต้องพาพายไปซื้อสิคะ ไม่งั้นก็ให้คนซื้อมาให้ก็ได้”
เธอรีบตอบคำถามของเขา แม้จะมีไอแพดประจำกายอยู่ในมือ แต่เธอดันหยิบสายชาร์จมาจากบ้านแค่อันเดียว และตอนนี้มันก็พังลงจนธอไม่สามารถใช้ไอแพด หรือโทรศัพท์ในการติดต่อสื่อสารกับพ่อแม่ หรือเพื่อนสนิทได้เลยสักคน
เธออุตส่าห์ทำหน้าหนา ให้ตัวเลือกเขาถึงขนาดนี้แล้ว ปกติคุณหนูตระกูลมั่งคั่งและมีชื่อเสียงอย่างเธอ แค่สายชาร์จอันละพันกว่าบาท ถือเป็นเรื่องที่เล็กที่สุดในชีวิตเลยก็ว่าได้ หากอาหนุ่มไม่ใช่ที่พึ่งสุดท้ายในตอนนี้ เธอคงไม่เสียเวลา บากหน้าต่อความยาวสาวความยืดกับเขาให้เสียเวลาถึงขนาดนี้
“แล้วอาจะได้อะไร”
พสิกาหัวเราะเยาะตัวเองในลำคอเบาๆ สงสัยอาหนุ่มคงจะถูกกิ่งไม้ใหญ่ตีทับเส้นประสาทเมื่อตอนหัวค่ำ ตอนนี้ถึงได้ถามคำถามที่ทำเอาเธอถึงกับต้องหัวเราะในลำคอ ด้วยความเวทนาตัวเองอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
“อาเอาจริงหรอคะ”
การุณภพพยักหน้ารับ ทุกคำที่เขาพูด เขาหมายความแบบนั้นจริงๆ แต่เหมือนว่าแม่หลานสาวจะไม่เข้าใจสิ่งที่เขาสื่อนัก ทำให้อาหนุ่มต้องทำการไขความกระจ่างให้เธอ
“ถ้าอาไม่ใช่อา แต่เป็นแค่นักธุรกิจคนนึง เธอคิดว่าควรต้องทำยังไง อาถึงจะให้ในสิ่งที่เธอต้องการ”
พสิกากัดริมฝีปากของตนเองเบาๆ มองอาหนุ่มด้วยความหงุดหงิดถึงขีดสุด ในช่วงเวลาที่เธอจริงจังแบบนี้ เขายังจะโยงไปเรื่องธุรกิจบ้าบอนั่นอีก บางครั้งเธอก็เข้าใจได้ แต่ครั้งนี้พสิกาถึงกับอยากจะกระโดดกัดหูของเขาให้รู้แล้วรู้รอด อาหนุ่มจะได้ได้สติสักที!
“ว่าไง”
อาหนุ่มเลิกคิ้ว ย้ำคำถามหวังให้คนตัวเล็กตรงหน้าใช้ความคิดแบบนักธุรกิจ และตอบออกมาให้เขาได้ชื่นใจ ว่าอย่างน้อยรุ่นพี่อย่างอัศนัย และชุลี ก็จะไม่ผิดหวังกับลูกสาวที่ฝากฝังเขาเอาไว้ที่นีี่
“พายจะทำยังไงงั้นหรอคะ”
เขาพยักหน้ารับ พสิกาไม่รอช้า ย่างสามขุมไปหาอาหนุ่มจนการุณภพหรี่ตาลงเล็กน้อย เพื่อพิจารณาว่าเธอกำลังจะทำอย่างไรต่อ
“พายก็จะบอกวว่า คุณมันคนใจดำ แค่สายชาร์จอันเดียว ฉันไม่ใช้ก็ได้ค่ะ!”
ว่าด้วยน้ำเสียงงอนๆ เสร็จ ก็ไม่ลืมที่จะจ้องสายตาอาหนุ่มอย่างไม่เกรงกลัว หญิงสาวหันหลังเดินกลับเข้าห้อง ทำเอาอาหนุ่มได้แต่ถอนหายใจตามหลังเบาๆ
“ดื้อเหลือเกินนะแม่คุณ”
การุณภพส่ายหัว ดูท่าว่าบทเรียนวันนี้คงมีอันต้องยกเลิกไปโดยปริยาย เขาคว้าผ้าขนหนู เดินตรงไปยังห้องน้ำเพื่อชำระล้างร่างกายที่เหนื่อยล้าอย่างเช่นทุกวัน แต่ค่ำคืนนี้เรียวขายาวที่กำลังจะก้าวเข้าไปภายในห้องน้ำ กลับมีอันหยุดลงกลางอากาศ
นัยน์ตาคู่คมกวาดมองห้องน้ำที่เคยเป็นระเบียบ และมีข้าวของที่พอใช้สำหรับสองคน บัดนี้มันกลับเต็มไปด้วยกระปุก และหลอดผลิตภันฑ์มากมายที่เขาไม่สามารถบอกออกมาทีละชิ้นได้ เพราะมันกลาดเกลื่อนไปทั่วชั้นวางจนการุณภพต้องยืนทำความเข้าใจอยู่หลายนาที
“อ้อ พายลืมบอกค่ะ ว่าพายขี้เกียจขนของเดินไปเดินมา เลยเอาทุกอย่างมาไว้ในห้องน้ำซะเลย”
เธอเดินมาหยุดยืนตรงหน้าเขาพลางอธิบายถึงข้าวของข้างในด้วยใบหน้าพอใจ เหมือนกับว่าได้เอาคืนเขาอยู่กรายๆ อาหนุ่มถอนหายใจอีกครั้ง หันมามองแม่หลานสาวตัวแสบที่ครั้งนี้ไม่ได้แสดงสีหน้าไม่พอใจ หรืองอนเขาเหมือนไม่กี่นาทีก่อนนิ่งๆ
“ถ้าพายไม่ใช่หลาน แต่เป็นนักธุรกิจคนนึง อาจะพูดยังให้พายขนมันกลับไปดีล่ะคะ อ๋อออออ”
ยังไม่ทันที่อาหนุ่มจะอ้าปากตอบกลับประโยคย้อนสอนของเธอ พสิกาก็ลากเสียงยาว ยกมือขึ้นกอดอกด้วยความนึกสนุกสนานในนัยน์ตาคู่สวย
“อาคงทำไม่ได้หรอกค่ะ เพราะพายไม่คิดจะขนกลับไปอยู่แล้ว เชอะ”
พสิกาพูดด้วยน้ำเสียงเหนือกว่า ไม่ลืมที่จะสะบัดใบหน้าสวยจิ้มลิ้มนั่นหนีจากสายตาของอาหนุ่ม เดินกลับห้องไปอย่างอารมณ์ดี ผิดกับการุณภพที่ตอนนี้กำลังยกยิ้มขำขันเด็กสาวที่ขึ้นชื่อว่าหลานอย่างพสิกาอยู่ในลำคอ
จริงอยู่ที่เขาเป็นคนเจ้าระเบียบ ขี้ดุ และจริงจังกับเรื่องมารยาทเสียยิ่งกว่าใคร แต่พอเป็นพสิกา การุณภพกลับรับรู้ได้เลยว่า ความเอ็นดูที่เขามีต่อหลานสาวคนนี้นั้นมีมาก มากเสียจนบางครั้งเขามองข้ามความไม่เป็นระเบียบ และความผิดพลาดเล็กน้อยๆ ของเธอ
บางครั้งเขาถึงกับสงสัยในตัวเอง ว่าเขาเอ็นดูหลานสาวตัวเล็ก หน้าตาจิ้มลิ้มคนนี้มากขนาดไหน ถึงได้ทำสิ่งที่เขาไม่เคยทำมาก่อนเลยสักครั้ง และยังทำมันกับเธอแค่คนเดียว…..
“อาจะทำยังไงกับเธอดีนะ พสิกา”
