บท
ตั้งค่า

บทที่ 5 จงใจแกล้ง หรือ ตั้งใจแกล้ง

ในอดีต ไร่การุณเป็นไร่ที่ถูกดูแลโดยพ่อของการุณภพอย่างที่ทราบกัน ระบบระเบียบการดูแลของพ่อกับลูกก็ต่างกันโดยสิ้นเชิง

คุณคริสโตเฟอร์ผู้เป็นพ่อนั้นเรียนจบปริญญาตรีจากเนเธอแลนด์ก็จริง แต่ไม่ได้จบสายงานบริหารมาโดยตรง

ทำให้เมื่อมาอยู่ไทย ใช้เงินที่มีติดตัวกว้านซื้อที่ดินเมืองเชียงใหม่มามากมาย และเปลี่ยนแปลงเป็นไร่องุ่นใหญ่ ที่เน้นส่งออกในประเทศ ทำธุรกิจแบบ ’กันเอง’ หรือก็คือไม่มีระบบเปิดประมูล แข่งขันใดๆ ใครที่ต้องการติดต่อซื้อขาย หากสนิทสนมก็ได้สัญญาไปก่อน

ผิดกับการุณภพ ที่เขาใช้วิธีบริหารแบบคนสมัยใหม่ เนื่องจากจบปริญญาตรีจากเนเธอแลนด์ สาขา IB(International Business) หรือการค้าระหว่างประเทศ และ MBA(Master Of Business Administration) หรือปริญญาโทบริหารธุรกิจ จากสหรัฐอเมริกา ร่วมกับใบประกาศนียบัตรมากมาย ยังไม่รวมกับการประชุม สัมมนา หรือหลักสูตรยิบย่อยที่เขาลงสมัครทุกครั้งที่มีเวลาพักหายใจ ด้วยเกรดเฉลี่ยที่หากไปสมัครงานบริษัทระดับโลก ก็คงได้ตำแหน่งดีๆ มาสักตำแหน่งโดยง่าย

แต่ด้วยใจรักงานไร่ งานสวน ก็ไม่คิดจะทิ้งประสบการณ์ทางการศึกษาที่สั่งสมมา และอยากสานต่องานของพ่อ เขาจึงนำมาใช้ควบคู่ไปกับการบริหารงานต่างๆ ในไร่ ทั้งงานที่ต้องใช้แรง งานเอกสาร ค้าขาย ลงทุน แลกเปลี่ยน การุณภพทำทุกขั้นตอนด้วยตัวของเขาเอง จนคนงานในไร่ มักบอกว่านี่คือจ้านายที่บ้างานที่สุดตั้งแต่เคยพบเจอมา

เขาเปลี่ยนระบบการจ้างงานในไร่ ให้กว้างขวาง และกระจายรายได้ให้กับลูกจ้างบริเวณที่พักอาศัยใกล้เคียง เพื่อให้มีรายได้ไปหล่อเลี้ยงคนในครอบครัวอีกด้วย เพราะฉะนั้นถึงแม้การุณภพจะเป็นคนที่ดูดุ น่ากลัว จริงจังกับงาน และบ้างานขนาดไหน ลูกจ้างในไร่ก็ยังเคารพรัก และนับถือกันถ้วนหน้า

“พ่อเลี้ยง มาตรวจแปลงเกาะครับ”

ทันทีที่รถเอทีวีจอดลง คนงานที่กำลังทำงานในไร่ก็ทักทายพ่อเลี้ยงหนุ่มขึ้นด้วยรอยยิ้ม การุณภพเดินนำคนตัวเล็กเข้าไปในแปลงองุ่นใหญ่สุดลูกหูลูกตา ที่คนงานมากมายยืนอยู่เป็นแถบๆ

“มีปัญหาอะไรไหม”

การุณภพเข้าไปตรวจเช็กพวงองุ่นสีสวยอย่างเบามือ นัยน์ตาคู่คมมองสำรวจหาความผิดปกติ และตรวจเช็กคุณภาพเหมือนทุกครั้ง ก่อนที่เขาจะนำมันไปแปรรูป หรือส่งออก เพื่อให้คุณภาพของผลผลิตคงที่ และมีคุณภาพ ลูกค้าจะได้ทำการขายในระยาวได้อย่างไม่มีปัญหา

“ไม่มีปัญหาอะไรเลยครับพ่อเลี้ยง อีกอาทิตย์กว่าๆ ก็เก็บได้แล้วครับ”

การุณพหันมามองแม่หลานสาว ที่ตอนนี้ยืนนิ่ง แต่สายตากวาดมองไปทั่ว สำรวจไร่องุ่นด้วยนัยน์ตาเป็นประกาย ราวกับว่าเป็นครั้งแรกที่เธอพึ่งเคยเห็นไร่องุ่น

“พอดีเลย เธอจะได้ลองเก็บด้วยตัวเอง”

ใบหน้าสวยของพสิกาหันมองเขาอย่างรวดเร็ว ใครกันบอกว่าเธออยากจะเก็บองุ่น ในชีวิตนี้นอกจากเอาเข้าปาก เธอก็ไม่เคยต้องทำอะไรเกี่ยวกับมันมาก่อน แบบนี้ก็ไม่ต่างจากการุณภพมัดมือชกเธอสักนิด

“ทำไมอาชอบบังคับพายตลอดเลยคะ”

พสิกายกมือขึ้นกอดอก มองอาหนุ่มด้วยความไม่พอใจปนสงสัยหน่อยๆ เพราะถ้าเขาจะสอน ก็ควรสอนเรื่องที่เขาเรียนจบมา หรือสาขาที่เธอกำลังเรียนอยู่อย่างการบริหาร ไม่ใช่การพาให้เธอมาทำงานในไร่ที่ทั้งหนัก และเหนื่อยแข่งกับอากาศที่ร้อนอบอ้าว โดยที่เธอยังไม่เคยทำงานหนักมาก่อนสักครั้งในชีวิต

“ถ้าถาม จะมาใช่ไหม”

การุณภพหันมาถามเธอเสียงเรียบ ซึ่งพสิกาก็ไม่สามารถให้คำตอบเขาได้ เพราะถ้าถามความสมัครใจ มีหรือเธอจะเลือกความลำบากที่มันไม่จำเป็นต่อชีวิต

“สองอาทิตย์นี้เธอต้องฟังอา คิดซะว่าอาเป็นญาติผู้ใหญ่สักคนที่หวังดี ทั้งกับเธอ แล้วก็พ่อแม่เธอก็แล้วกัน”

“แต่ญาติผู้ใหญ่ของพาย ทุกคนตามใจพายค่ะ ไม่มีใครอยากให้ภายต้องมาตากแดดตากลม ลำบากอยู่ในไร่สักคน”

พสิกาไม่ยอม เธอกอดอกเถียงเขาตาใส เพราะอากาศที่ร้อนอบอ้าวขึ้นในช่วงสาย ทำให้อารมณ์ของทั้งอาหนุ่ม และหลานสาวต่างพุ่งทะยานขึ้นราวกับถูกน้ำมันถังใหญ่ราดลงบนกองไฟร้อนระอุ

“อะ…เอ่อ คนนี้ใครหรอครับพ่อเลี้ยง”

บทสนทนาที่เริ่มทำให้บรรยากาศโดยรอบมาคุขึ้นมาเล็กน้อย ทำเอาคนงานในไร่ยิ้มแก้เก้อ ก่อนจะถือวิสาสะแทรกบทสนทนา หยุดบรรยากาศตึงเครียดตรงหน้าลง

“หลานสาวฉันเอง พสิกา”

พสิกาหันหน้ามายิ้มให้กับคนงานหนุ่ม ก้มหัวทักทายจนคนงานยิ้มหวาน นานทีปีหนไร่แห่งนี้จะมีแขกสาวสวยเข้ามาเยี่ยมเยียน พอให้ได้มองแล้วชื่นฉ่ำหัวใจ มีแรงทำงานต่อ คนงานหนุ่มคิด

“อุ้ย!”

แต่สายตาที่หวานหยาดเยิ้มของคนงานหนุ่มก็ต้องหยุดลง เมื่อสัมผัสได้ถึงรังสีอำมหิตจากข้างกาย พอหันไปมองก็ต้องสะดุ้ง เป็นการุณภพที่หันมามองตนด้วยนัยน์ตาเย็นยะเยือกเรียบนิ่ง ไร้คำพูดใดๆ แต่ลูกน้องที่ทำงานมาด้วยหลายปีทำไมจะตีความสิ่งที่สายตาของพ่อเลี้ยงหนุ่มสื่อไม่ได้

“ผมขอตัวไปทำงานก่อนนะครับ”

พสิกามองคนงานที่รีบเดินเร็วๆ ออกไปอย่างงุนงง หันไปมองอาหนุ่มก็พบว่าเขากอดอก มองเธออยู่ก่อนแล้วด้วยนัยน์ตาคู่คมที่นิ่งเรียบ แต่แฝงไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่เด็กสาวอย่างเธอไม่สามารถอธิบายได้

“อะไรคะ”

เธอเลิกคิ้ว มองอาหนุ่มเหมือนกำลังงุนงงว่าเธอทำอะไรผิด หรือเป็นเพราะที่เธอเถียงเขาเมื่อครู ทำให้อาหนุ่มรู้สึกเหมือนถูกโดนถอนหงอกต่อหน้าคนงาน เขาจะเป็นคนคิดเล็กคิดน้อยขนาดนั้นเชียวหรือ?

“ทีหลังอย่าเที่ยวไปยิ้มให้ใครสุ่มสี่สุ่มห้าแบบนั้นอีก”

สั่งเธอเสียงเรียบอาหนุ่มก็ขึ้นควบรถคันโก้ของตนเอง จนเธอชักเริ่มงงไปใหญ่ แค่ยิ้มทักทายคนอื่นตามมารยาท มันเป็นเรื่องที่ผิดหรือไม่สมควรขนาดไหนกัน เขาถึงได้สั่งสอนเธอราวกับเด็กห้าขวบแบบนี้ไปได้

“จะยืนอยู่อีกนานไหม”

“ไปแล้วค่ะ”

ครั้งนี้อาหนุ่มลดความเร็วรถลงเล็กน้อย ทำให้เธอมีจังหวะได้สังเกตสองข้างทาง ที่มีทั้งต้นไม้ ดอกไม้ หรือแม้กระทั้งไร่อ้อย ไร่มัน และต้นไม้นานาพันธุ์อีกมามายหลายชนิดตลอดสองข้างทาง

จนเธอสงสัยว่าที่นี่คงจะมีทุกอย่างจริงๆ พสิกาหันพิจารณาใบหน้าคมจากด้านหลังของอาหนุ่มที่กำลังขับรถอยู่เล็กน้อย ผู้ชายนั้นขึ้นชื่อเรื่องพละกำลัง ความแข็งแกร่ง และวิธีการที่ดุดัน เขามีข้อนี้ เธอเห็นได้ชัดเจน แม้จะเป็นเวลาแค่สองวัน แต่ดูจากสองข้างทาง และตัวบ้านที่เป็นระเบียบ แบ่งมุมกันอย่างชัดเจนด้วยความใส่ใจ ทำให้เธอรู้ว่าคนตัวโตก็น่าจะมีลักษณะนิสัยที่ละเอียดอ่อนและเจ้าระเบียบของผู้หญิงอยู่บ้าง

แสดงว่าการุณภพที่ดูแลงานทุกอย่างได้ด้วยตัวเองมาหลายปี เป็นคนที่เก่ง เก่งมากจนเธอเองก็คงนึกภาพไม่ออก ว่าถ้าเธออายุเท่าเขา จะสามารถเป็นเจ้าของไร่ขนาดใหญ่ และดูแลแทบทุกอย่างด้วยตัวเองได้ถึงเศษเสี้ยวกึ่งหนึ่งของอาหนุ่มรึเปล่า

“โอยยย เหนื่อยชะมัด”

ทันทีที่รถจอดลงในตอนพลบค่ำ พสิกาก็ไม่รอช้า ลากสังขารอันอ่อนล้าและปวดเมื่อยไปทั้งเนื้อทั้งตัว หย่อนตัวลงนั่งบนโซฟาอย่างหมดสภาพ จนการุณภพที่เดินตามมาติดถอนหายใจเบาๆ

“กินข้าวก่อน ค่อยขึ้นไปอาบน้ำทีเดียว”

เขาเดินมาเปิดฝาชีที่ครอบอาหารกลิ่นหอมเตะจมูกเอาไว้ ก่อนจะเริ่มตักข้าวใส่จานของหลานสาว และตนเอง

“ลุกมากินข้าวเร็วเข้า”

พสิกาที่เหมือนจะงอแง แต่สุดท้ายเพราะกระเพาะอาหารที่ร้องครืดคราดเพราะความหิวก็ประท้วง จนต้องยอมกัดฟันพาแข้งขาที่ล้าให้ลุกขึ้น นั่งลงบนโต๊ะอาหาร เพราะมื้อกลางวันเขาพาเธอกินมื้อเที่ยงที่โรงอาหารคนงาน กับข้าวราดแกงธรรมดาๆ ไม่ชินลิ้นคุณหนูอย่างเธอนัก ทำให้กินลงไปได้ไม่มาก ช่วงบ่ายเขายังใช้ให้เธอจดวิธีทำไวน์องุ่นของไร่ และยิงคำถามใส่เธออยู่เป็นช่วงๆ จนตอนนี้ทั้งร่างกาย และสมองของเธอรับอะไรต่อไปอีกไม่ไหวแล้ว

ที่เรียนมาถึงสองปีครึ่ง เทียบไม่ได้กับความเหนื่อยกายเหนื่อยใจในวันนี้เลยสักนิด

“กินเสร็จก็รีบไปอาบน้ำ พรุ่งนี้เรามีงานต้องทำกันอีกเยอะ”

มือที่ตักผัดผักเข้าปากถึงกับกำช้อนในมือแน่น พสิกาแม้อยากจะสำลักข้าวออกมากับประโยคของอาหนุ่ม แต่เธอก็ต้องกล้ำกลืนฝืนทน เคี้ยวมันทั้งน้ำตาตกใน คืนนี้เธอจะโทรฟ้องพ่อกับแม่ให้สาแก่ใจ ว่าอาหนุ่มใช้งานเธอเยี่ยงทาสในเรือนเบี้ย ไม่สมกับเป็นแขกของไร่การุณสักนิด

“ทำไม ถึงกับโกรธเลยหรอ”

การุณภพลอบมองใบหน้าอันเหนื่อยล้าของแม่หลานสาวอย่างนึกพอใจ

แต่คนตัวเล็กก็ไม่ตอบรับ ไม่หือไม่อือกับประโยคของเขาสักคำ และใบหน้าเล็กนั่นก็ดูซังกะตาย ไม้แม้แต่จะหันมามองเขา

“เปล่าค่ะ”

เธอตอบกลับด้วยอาหารที่เต็มกระพุ้งแก้ม ใช้นัยน์ตาที่แทบจะปิดลงเพราะความเหนื่อยล้ามองอาหนุ่มอย่างประชดประชัน เลือกได้เธออยากจะเดินกลับกรุงเทพซะตั้งแต่ตอนนี้เลยด้วยซ้ำ จะได้ไม่ต้องออกไปไร่กับเขาในวันพรุ่งนี้ตอนเช้าตรู่อีก

“หึ”

การุณภพไม่ได้พูดอะไรต่อ เขาตั้งใจจัดการอาหารตรงหน้าอย่างอารมณ์ดี ไม่รู้ทำไมพสิกาถึงได้ตลกขนาดนี้ เธอถือว่าเป็นผู้หญิงคนแรก ที่ทำให้เขายอมพูดมากมาย มิหนำซ้ำยังทำให้อารมณ์เขาขึ้นๆ ลงๆ อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน อาจจะเป็นเพราะอายุและเจเนอเรชั่นที่ห่างกันเป็นสิบกว่าปี ทำให้การสื่อสารระหว่างช่วงวัยเข้าใจกันยากขึ้นกว่าปกติ เลยสร้างความหงุดหงิดที่ชวนให้นึกขำอยู่บ้างในบางครั้ง

“อร่อยมากเลยสินะคะ”

เธอถามเขาเสียงอู้อี้ จ้องอาหนุ่มที่นั่งกินข้าวโดยริมฝีปากหยักก็ยกยิ้มบางๆ จนพาให้นึกไม่พอใจ แต่การุณภพคนเจ้าระเบียบ ที่แม้แต่คนเป็นแม่ทานข้าวไม่เรียบร้อยเขายังแอบดุเบาๆ แต่กับเธอเขากลับไม่มีความรู้สึกอยากจะดุพสิกาสักนิด การุณภพกลับคิดว่าภาพตรงหน้า สายตา หรือแม้แต่คำถามของเธอมันตลกมากเสียด้วยซ้ำไป

“อืม อร่อย”

เขาตอบเธอด้วยรอยยิ้ม ไม่ลืมจะตักบล็อกโคลี่ช้อนใหญ่ให้กับแม่หลานสาว

“อารู้ว่าชอบ กินเยอะๆ นะ พสิกา”

คิ้วสวยได้รูปขมวดเข้าหากันเป็นปม เห็นชัดแล้วว่าอาหนุ่มกำลังจงใจแกล้งเธอเห็นๆ ไม่แน่ว่าวันนี้ทั้งวันที่เขาให้เธอทำงานหนัก เหมือนกับเป็นเบ้ส่วนตัว และคอยถามคำถามยากๆ ก็น่าจะเพราะอยากแกล้งเธอเหมือนตอนนี้ไม่มีผิด

‘ฝากไว้ก่อนเถอะค่ะอา พายเอาคืนแน่ เหอะๆ’

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel