บทที่ 4 คุณหนูเมืองกรุง กับพ่อเลี้ยงฝุ่นคลุ้งคนไร่
"อือ...."
คนที่นอนหลับอยู่บนเตียงใหญ่พลิกตัวไปมาเล็กน้อย เมื่อแสงสว่างจากดวงอาทิตย์ยามอรุณ กระทบกับเปลือกตา จนพาให้ต้องเบ้หน้าลงเล็กน้อย
หญิงสาวตื่นขึ้นมาด้วยร่างกายที่เหมือนจะสดชื่น น่าจะเป็นเหตุมาจากการนอนที่เต็มอิ่ม ไม่เหมือนเมื่อครั้งอยู่เมืองกรุง ที่ส่วนมากจะใช้เวลาไปกับการปั่นงานมหาลัย และการคุยกับเพื่อนซะส่วนใหญ่
เมื่อมองเวลาบนหน้าจอโทรศัพท์ ก็พบว่าเป็นเวลาแปดโมงกว่าแล้ว และสำหรับวันหยุด นี่เป็นเวลาที่ค่อนข้างเช้ามากสำหรับเธอเลยทีเดียว
"อาภพไปไหนของเค้านะ"
เด็กสาวหันซ้ายทีขวาที แม้จะลงมาด้านล่างเดินไปทั่ว ก็ยังไม่เห็นแม้แต่เงาของอาหนุ่มที่ควรจะอยู่ในละแวกบ้าน
"ว้าย!"
พสิการ้องตกใจ ยกมือขึ้นทาบอก อาหนุ่มที่อยู่ดีๆ โผล่ออกมามุมอับสายตาทางด้านหลัง ไม่ให้ซุ่มให้เสียง พาให้เธอตกใจจนแทบล้มลงไปกับพื้น
"อา พายตกใจนะคะ"
เธอพูดเหมือนโทษเขา ที่อยู่ดีๆ ก็โผล่ออกมาทำเธอตกใจลมแทบจับ
"ทำไม คิดว่าผีจะโผล่มาตอนสายแบบนี้รึไง"
การุณภพถามเสียงเรียบ พลางเดินผ่านเธอหย่อนตัวนั่งลงบนโต๊ะใหญ่ จนพสิกาต้องเบะปาก ยกมือขึ้นกอดอกมองตามหลังคนตัวโต
"สายอะไรกันคะ เช้าจนตาพายจะเปิดไม่ไหวเเล้ว"
เธอเดินไปนั่งลงเก้าอี้ไม้ยาวตัวตรงข้าม เท้าคางมองอาหนุ่มที่กำลังใช้ไขควงซ่อมแซมอะไรบางอย่าง ที่เธอไม่เคยเห็นมันมาก่อน
"อาตื่นนานแล้วหรอคะ"
พสิกายิงคำถาม พลางลอบพิจารณาใบหน้าคมเข้มของอาหนุ่ม ในตอนที่เขากำลังใส่ใจกับบางสิ่ง ที่เหมือนว่าสีหน้าของเขาจะเปลี่ยนไปจนชวนให้สังเกต
"ตีสี่"
คำตอบของการุณภพทำเอาดวงตาคู่สวยเบิกกว้าง
ตีสี่!?
พสิกาได้แต่คิดว่าอาหนุ่มอาจจะตื่นมาเดินจงกลม หรือมานั่งสมาธิแต่เช้าก็ได้ เพราะคนปกติคงไม่มีใครตื่นมาเช้าขนาดนั้นได้
ในชีวิตเธอยังนับครั้งที่ตื่นเช้ามืดขนาดนั้นได้ด้วยมือเดียวด้วยซ้ำ
"อาตื่นมาทำอะไรแต่เช้ามืดคะ"
การุณภพพ่นลมหายใจออกมาเบาๆ เหมือนแม่หลานสาวตรงหน้าจะลืมไปแล้วว่าเขาเป็นเจ้าของไร่ ที่มีเนื้อที่หลายพันไร่ จะทำตัวว่าง นอนกินบ้านกินเมือง ตื่นได้ตามใจชอบไม่ได้
"ที่ถามเพราะไม่รู้?"
นัยน์ตาคู่คมหันมามองคนตัวเล็ก พลางเลิกคิ้ว ก่อนจะพูดต่อเสียงเรียบ
"หรือเพราะไม่ได้คิดก่อนถาม"
หญิงสาวถึงกับชะงักนิ่ง นี่เธอโดนเขาดุแต่เช้า เพียงเพราะถาม ว่าเขาตื่นมาทำอะไรในตอนเช้ามืดงั้นหรอ
"ต่อไปต้องจัดการตัวเองให้เรียบร้อย แล้วลงมากินข้าวตอนเจ็ดโมง เสร็จแล้วอาจะพาไปดูงานในไร่"
การุณภพหันไปสนใจงานซ่อมแซมเครื่องทำน้ำร้อนในมือ เขาพูดด้วยน้ำเสียงไร้อารมณ์เหมือนมันเป็นเรื่องปกติ แต่สำหรับคนฟังอย่างพสิกานั้นถึงกับตาโต
"ทำไมพายต้องไปด้วยล่ะคะ พายไม่ใช่ลูกน้องอาสักหน่อย"
เธอถามเสียงตื่น ไอ้ตารางงานเหมือนกับเธอเป็นลูกจ้างในไร่การุณ ทั้งๆ ที่เธอเป็นแขกที่มาพักเพียงแค่สองอาทิตย์ เขากลับจะใช้งานเธอเหมือนนายจ้างเลยงั้นหรือนี่
"คิดว่าที่พ่อกับแม่เธอพามาที่ไร่อา แค่เพราะจะพามาพักผ่อนจริงๆ สินะ เด็กน้อยอะไรอย่างนี้"
การุณภพหันไปมองเด็กสาว พูดพลางส่ายหัว เหมือนรู้สึกผิดหวัง ที่เธอไม่ได้คิดไตร่ตรองให้ดี ถึงเหตุผลจริงๆ ที่อัศนัยและชุลี พาเธอถ่อมาถึงเมืองเชียงใหม่แห่งนี้
พอคิดดูดีๆ แล้ว ก็จริงอย่างที่อาหนุ่มว่า พ่อกับแม่ของเธอแม้จะตามใจสักแค่ไหน แต่ก็คงไม่ได้อยากให้เธอใช้เวลาทั้งสองอาทิตย์ที่ปิดเทอมนี้ นอนอืดอยู่ในห้องเพียงอย่างเดียว
"เห็นแม่เธอบอกว่าเรียนบริหารปีสามใช่ไหม"
"ค่ะอา"
พสิกาตอบรับ มองอาหนุ่มเริ่มจับเครื่องทำน้ำอุ่นมาประกอบเป็นรูปเป็นร่าง จนมันดูสมบูรณ์ และดูเหมือนกับเครื่องทำน้ำอุ่นมากกว่าในตอนแรก ที่เธอแทบดูไม่ออกว่ามันคืออะไรกันแน่
"งั้นก็ลองเรียนรู้งานหลายๆ อย่างหน่อย จะได้รู้ว่าจบไปอยากทำอะไร"
เขายืนขึ้นเต็มความสูง มองต่ำในระดับสายตามายังเธอ จนนัยน์ตาทั้งสองคู่สบประสานกัน พสิกามองดวงตาสีดำขลับคู่คมราวกับเหยี่ยวของอาหนุ่มนิ่ง
"ตอนนี้ไปอาบน้ำ ลงมากินข้าว แล้วเดี๋ยวอาจะพาไปดูรอบๆ"
เมื่อเห็นแม่หลานสาวเงียบงัน ไม่ตอบรับประโยคคำสั่ง การุณภพก็ถอนหายใจอีกครา เขาเป็นทั้งคนที่ไม่ได้หลงไหลได้ปลื้มในเด็กสาว หรือผู้หญิงเป็นทุนเดิม ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเด็กที่อายุคนละช่วงวัยกับเขาอย่างพสิกา ที่ไม่ว่าจะพูดอย่างไร ก็เหมือนไม่เข้าใจกันสักที
"ถ้ายังช้าอยู่ ผิวโดนแดดจัด อย่าหาว่าอาไม่เตือน"
สิ้นเสียงคำเตือนของเขา ร่างเล็กก็รีบเดินไวๆออกไปโดยมีสายตาของอาหนุ่มมองตามจนลับตา
มื้ออาหารเช้าเป็นไปอย่างเรียบง่าย แต่สิ่งที่แปลกไปคือสายตาคู่คมที่จดจ้องเธอเป็นระยะ จนพสิกาถึงกับละเมียดข้าวในลำคอแทบไม่ลง
"กินสิ"
อาหนุ่มสั่งเสียงเรียบ มือก็ตักผักสีสดลงในจานให้เธอด้วยสายตากดดัน ทำไมการที่เธอจะกินผัก หรือไม่กินผัก มันถึงได้ไปกวนใจเขา เธอก็ไม่แน่ใจนัก รู้เพียงแต่ว่าเธอต้องฝืนกินมันลงท้อง ก่อนอาหนุ่มที่จ้องมาด้วยสายตาคม จะจับเธอกลืนลงท้องไปแทน
"ไม่ไปไม่ได้หรอคะ"
เธอออดอ้อนอาหนุ่มเสียงเบาราวกับสายลม ใครกันจะอยากออกไปตากแดดตากลมในไร่ที่มีแต่ดินทรายคละคลุ้ง ยิ่งกับคุณหนูเมืองกรุงที่ไม่เคยแม้แต่จะเดินเหยียบดินสีแดงๆ แบบนี้ด้วย
"ไม่ได้"
อาหนุ่มที่กำลังเดินนำหน้า อ้อมไปยังโรงจอดรถของด้านข้างบ้านตอบเสียงเรียบ พสิกายู่ปากมองแผ่นหลังของเขาด้วยความไม่พอใจนัก ตั้งแต่เกิดมา ก็มีแต่พ่อเลี้ยงหนุ่มคนนี้ ที่ไม่ตามใจเธอสักคำ!
"นะ....นี่เราจะนั่งไอ้นี่ไปหรอคะ"
เธอมองรถเอทีวีสีดำขลับ รอบตัวรถและล้อก็มีร้อยเปื้อนโคลนติดเกรอะกังอยู่ จนคุณหนูสาวที่รักความสะอาดและติดหรูอย่างเธอไม่สามารถเก็บสีหน้าได้
"หรือจะเดินไปก็ได้นะ ซักเย็นคงได้ครึ่งทาง"
อาหนุ่มหันมาพูดเสียงเรียบ พลันยื่นหมวกกันน็อคสีเข้าคู่รถคันเก่งให้กับเธอ พสิกาเองก็จำใจรับมาไว้ในมือด้วยความลังเล เธอสวมมันด้วยความงุนงง และก็ต้องขมวดคิ้ว เพราะไม่สามารถล็อกตัวล็อกของหมวกบนหัวได้
"อ๊ะ!"
เมื่อเห็นเด็กสาวยังยืนหน้านิ่วคิ้วขมวด กับหมวกอยู่นานสองนาน อาหนุ่มก็ก้าวเข้ามาประชิดตัว เขายกมือขึ้นจับตัวล็อกจนเผลอสัมผัสกับมือเล็ก
พสิการีบเก็บมือลง ปล่อยให้อาหนุ่มจัดการมันแทน นัยน์ตาคู่กลมโตของเธอก็ลอบมองใบหน้าคมของเขาเล็กน้อย ใช้เวลาแค่เสี้ยววินาที เขาก็จัดการมันจนเรียบร้อย การุณภพขึ้นควบรถเอทีวี หันมาส่งสายตาให้เธอขึ้นมานั่งซ้อนหลัง
คนที่ยังสองจิตสองใจ สุดท้ายก็ต้องจำยอม ค่อยๆ หย่อนตัวลงนั่งบนพื้นที่ว่างด้านหลังอาหนุ่ม ดีที่เธอใส่กางเกงยีนส์ขายาวสบายตัว และเสื้อยืดสีดำ ทำให้มันไม่ได้อึดอัดในการนั่งรถของเขานัก
และเธอก็พึ่งสังเกต ว่าอาหนุ่มเองก็ใส่เสื้อสีเดียวกัน แถมกางเกงยีนส์เหมือนกันอีก ใครไม่รู้จักคงได้คิดว่าเขาพาผู้หญิงที่ไม่ใช่หลาน เข้ามาในไร่แน่
บรื้นนนน!
"ว้ายยย!!!"
ยังไม่ทันได้ตั้งตัว รถคันใหญ่ก็ถูกสตาร์ท พร้อมกับออกตัวด้วยความเร็วเล็กน้อย จนพสิกาถึงกับร้องด้วยความตกใจ ยกมือขึ้นเกาะเกี่ยวบ่าของอาหนุ่มเอาไว้แน่น
เธอไม่มีเวลาทอดสายตามองสองข้างทางด้วยซ้ำ เพราะทั้งความเร็ว ดิน และลม ที่หอบอะไรต่างๆ นาๆ เข้ามาปะทะใบหน้า ทำให้ต้องหลับตาแน่นพลางก้มหน้าลง ใช้แผ่นหลังใหญ่ของอาหนุ่มเป็นกำแพงกั้นไม่ให้ใบหน้าปะทะเข้ากับสิ่งเหล่านั้น
"นี่ถ้าอาจะขับแบบนี้ ทีหลังพายเดินมาซะยังดีกว่าค่ะ"
ทันทีที่รถจอดลง เธอก็รีบก้าวลงจากรถพลางหันมาแหวอาหนุ่มหน้าบูด มือก็ถอดหมวกยื่นคืนเขา นี่ถ้าไม่ติดว่าพึ่งรู้จักกัน และอาหนุ่มก็อายุอานามเลขสามไปแล้ว เธอคงคิดว่าเขาแกล้งเธออยู่เป็นแน่
"ต้องทำเวลา วันนี้มีเรื่องให้เรียนรู้อีกเยอะ"
การุณภพพูด เขาหยัดตัวลุกขึ้น เดินนำเข้าไปในบ้านสองชั้นหลังใหญ่ที่ทำจากปูน ภายนอกตกแต่งอย่างสวยงามตามสไตล์ฝรั่ง เรียกได้ว่าคนละแนวกับบ้านพักที่เธอพักอยู่อีกหลังของเขาอย่างสิ้นเชิง
"ที่นี่คือที่ไหนหรอคะอา"
พสิกาตาวาว รีบก้าวตามหลังอาหนุ่มไปติดๆ ตาก็กวาดมองภายในบ้านหลังใหญ่ซ้ายทีขวาทีอย่างตื่นเต้น
พรึ่บ!
"อ๊ะ!"
เมื่อหน้าชนเข้ากับแผ่นหลังแกร่ง มือเล็กก็ยกขึ้นจับจมูกของตนเองด้วยความเจ็บเล็กน้อย อยู่ดีๆ เขาก็หยุดฝีเท้าลงจนคนที่เดินตามหลังมาติดๆ อย่างเธอยั้งเรียวขาไว้ไม่ทัน
"อาอะ!"
พสิกาอดไม่ได้ที่จะเรียกเขาด้วยน้ำเสียงงอนๆ แต่การุณภพไม่ได้หันมาสนใจเธอ เขามองตรงไปบนชั้นสองของตัวบ้าน ที่มีเสียงฝีเท้าใกล้เข้ามาเรื่อยๆ จนคนตัวเล็กเลิกคิ้ว ขยับมายืนข้างเขา มองตรงไปที่บันไดเช่นกัน
"ตาภพ"
หญิงมีอายุอายุราวหกสิบเดินลงมาจากบันไดด้วยรอยยิ้ม หยุดลงตรงหน้าทั้งสองคน
"โผล่หัวมาได้สักทีนะพ่อตัวดี"
คุณนายคำผกาทักทายลูกชาย พลันสายตาก็ปะทะเข้ากับร่างเล็กของพสิกา ใบหน้าสวยจิ้มลิ้ม และทรวดทรงองเอว จะดูอย่างไรก็ทั้งสวย ทั้งน่ารักไร้ที่ติ
"สวัสดีค่ะ"
พสิการีบยกมือขึ้นไหว้คนที่เธออนุมานได้ว่าคงจะเป็นมารดาของอาหนุ่มการุณภพ และมอบยิ้มหวานให้กับคุณนายคำผกา จนเจ้าตัวตาวาว ยิ้มกว้างไม่ต่างกัน
"ตายจริง ลูกเต้าเหล่าใครล่ะนี่ สวยจริงเชียว"
เมื่อพิจารณาหญิงสาวตรงหน้าหัวจรดเท้า คุณนายคำผกาก็หวังเอาไว้ในใจ ว่าคนที่นุ่งเสื้อผ้าเข้าคู่ลูกชายเพียงคนเดียวของเธออย่างน่ารักน่าเอ็นดูคนนี้ น่าจะต้องเป็นว่าที่ลูกสะใภ้ของเธออย่างแน่นอน
ติดเสียก็แต่ว่าหล่อนดูจะเด็กไปหน่อย แต่ก็ถือว่าดีกว่าการุณภพจะไม่คบไม่ควงใครเลยสักคน
"หนูเป็นแฟนตาภพหรอลูก คบกันมานานหรือยังล่ะ หืม"
มือของคุณนายพ่อเลี้ยงการุณภพคว้ามือเล็กของพสิกาไปจับ ถามด้วยรอยยิ้มตื่นเต้นจนเด็กสาวตาโตเท่าไข่ห่าน หันไปมองอาหนุ่มทันควัน
"คุณแม่ครับ นี่พายหอม พสิกาครับ ลูกสาวของพี่นัยกับพี่ชุ"
การุณภพไม่รอช้า เขาอธิบายกับคนเป็นแม่อย่างตรงไปตรงมา และไร้ความกังวลใดๆ จนคุณนายคำผกาค่อยๆ หุบรอยยิ้มแห่งความหวังและความดีใจลง
"ตายจริง ป้าขอโทษนะลูกนะ"
"ไม่เป็นไรเลยค่ะคุณป้า"
คุณนายคำผกายิ้มรับ แต่ก็ต้องถอนหายใจอย่างเสียดาย ดูเหมือนว่าลูกชายของเธอจะมองข้ามเพชรเม็ดโตเม็ดนี้ไปเสียได้
"เรียกว่าป้าผกาก็ได้จ้ะลูก"
พสิกาพยักหน้ารับ ยืนคุยกันอีกสองสามคำ อาหนุ่มก็เตรียมพาเธอออกไปดูงานภายในไร่ แม้ว่าเธอจะไม่เต็มใจก็ตามแต่
"อย่าพาน้องไปตากแดดตากลมนักล่ะ ถ้าน้องไม่ไหวก็ให้รีบกลับไปพักนะ หรือจะให้น้องมาอยู่กับแม่รอแกเสร็จงานก่อนก็ได้"
มือมีอายุลูบหัวของเด็กสาวอย่างเอ็นดู หันไปร่ายยาวสั่งลูกชาย ด้วยเป็นห่วงว่าหลานสาวที่ยังไม่ประสาทั้งเรื่องงานและความลำบากภายในไร่ จะเป็นลมเป็นแล้งไปเสียก่อน
"ครับ ไปกันได้แล้วพสิกา"
"พายไปนะคะคุณป้า"
เธอหันไปลาคุณนายคำผกาด้วยรอยยิ้ม ซึ่งคุณนายก็โบกมือส่ง ลาลูกชายและหลานสาวด้วยความกังวลเล็กๆ
"อ้าว ไปกันแล้วหรอคะ ลูกเจี๊ยบยังไม่ทันได้เสิร์ฟขนมเลย"
สาวใช้ข้างกายวัยยี่สิบต้นๆ อย่างลูกเจี๊ยบวางขนมลงขนโต๊ะ ก่อนจะหย่อนตัวลงนั่งบนพื้น ขนาบข้างคุณนายคำผกาบนโซฟาตัวหรู
"ลูกเจี๊ยบ แกว่าหนูพายหอมดูเป็นยังไง"
สาวใช้มองตามหลังคุณหนูสาว จนรถเอทีวีวิ่งออกไปลับตา ก่อนหันมาบอกเจ้านายด้วยความใสซื่อตามที่คิดในหัว
"สวยค่ะ สวยมากทีเดียว ดูน่ารักเพียบพร้อม จะว่าไป แต่งเนื้อแต่งตัวเหมือนกับพ่อเลี้ยงเป๊ะๆ ยืนขนาบข้างคู่กันแบบนี้ คนอื่นเห็นคงคิดว่าเป็นแม่เลี้ยงไร่การุณแน่เลยค่ะ คุณนายว่าไหมคะ"
คุณนายคำผกายกยิ้มพอใจทันที เพราะสิ่งที่สาวใช้อย่างลูกเจี๊ยบพูด มันเหมือนสิ่งที่เธอคิดอยู่ในหัวไม่มีผิด ในเมื่อหาคนข้างนอกเข้ามาแล้วเป็นปัญหา ก็เอาคนที่มีโอกาสใกล้ชิดกันอยู่แล้วจะเป็นอะไรไป
"ไอ้ภพ ครั้งนี้แกเสร็จฉันแน่ ดูซิว่าฉันกับแก ใครมันจะแน่กว่ากัน"
น้ำเสียงมั่นอกมั่นใจของคุณนายคำผกากรอง ทำเอาสาวใช้อย่างลูกเจี๊ยบลอบมองด้วยความหน่ายใจ
ไม่พ้นจับคู่หาเมียให้ลูกชายคนเดียวเหมือนทุกครั้งร่ำไป ครั้งก่อนๆ จะสาวสวยดีกรีนางแบบ ทนาย ผู้บริหาร ก็โดนพ่อเลี้ยงการุณภพไล่ตะเพิดตั้งแต่เท้ายังไม่เหยียบลงจากรถเสียด้วยซ้ำ
แต่ครั้งนี้ต่างออกไปจากเดิม เพราะเป็นเด็กสาวหน้าตาสะสวยอายุแรกแย้ม ว่าก็ว่า อายุห่างกันเป็นสิบปี แต่พอยืนข้างกันแล้วเหมาะสมกันเสียยิ่งกว่าอะไร
มาลุ้นก็แต่ว่าแผนการของคุณนายคำผกาจะสำเร็จไปได้ด้วยดี หรือจะถูกการุณภพคนเป็นลูกชายตัดสายพานความหวังอันริบหรี่ ในการหาแม่เลี้ยงของไร่การุณเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา
