ผู้ชายเห็นแก่ตัว(3)
มีหรือปรวีร์จะเชื่อฟัง วันต่อมาเขาหอบร่างอิดโรยจากพิษไข้มาหาเธอแต่เช้า อาศัยจังหวะสลิลลงมาซื้ออาหารจึงก้าวดุ่มๆ ไปหาพร้อมบอกว่า
“ผมไม่สบาย”
เธอทำหน้างุนงงไม่เข้าใจ เขาเองก็เป็นหมอทำงานที่โรงพยาบาล การดูแลตัวเองหรือหายากินไม่ใช่เรื่องยาก แถมขับรถมาหาทั้งที่มีสติไม่เต็มร้อยยังอันตรายกว่าอีก คิดอะไรของเขานะ
“ขอขึ้นไปนอนสักงีบสิ ขับรถกลับไม่ไหวหรอก” เห็นเธอไม่หือไม่อือเลยตีมึนใส่ สลิลเป็นคนขี้สงสาร อย่างไรก็ต้องใจอ่อน ไม่กล้าปฏิเสธคนป่วยหรอก
หญิงสาวคิดหนัก ขณะกำลังชั่งใจเขาก็ดึงมือเธอไปแปะบนหน้าผาก อุณหภูมิร้อนจัดเป็นหลักฐานว่าไม่ได้ล้อเล่น
“แค่งีบเดียวนะคะ” สุดท้ายก็ต้องยอมแพ้คนดื้อดึง
เมื่อร่างสูงก้าวเข้ามา ห้องเล็กที่มีเฟอร์นิเจอร์ไม่กี่ชิ้นยิ่งดูเล็กลงถนัดตา เตียงขนาดสามฟุตครึ่งตั้งอยู่มุมหนึ่ง ปลายเตียงมีโต๊ะญี่ปุ่นไว้ทำการบ้านอ่านหนังสือ ห้องน้ำอยู่ติดระเบียง
“เตียงเล็ก...คุณหมอนอนได้ไหมคะ”
เขาทิ้งตัวลงนอนอย่างอ่อนแรงแทนคำตอบ หน้าคมซุกไซ้หมอนหนุนสูดดมกลิ่นหอมละมุนที่ห่างหาย นานเหลือเกินที่ไม่ได้รู้สึกปลอดโปร่งโล่งสบายขนาดนี้ โล่งใจที่รู้ว่าเธออยู่คนเดียว ไม่มีร่องรอยผู้ชายอื่น และสบายใจที่พบตัวเธอเสียที เส้นสายต่างๆ ในร่างกายที่ตึงเครียดมาหลายเดือนค่อยๆ คลายตัวพลอยให้เคลิ้มเกือบผล็อยหลับไป
“คุณหมอคะๆ” สลิลขยับเข้ามาใกล้ก่อนเขย่าต้นแขนแกร่ง
“ฮื่อ” ปรวีร์พึมพำรับในลำคอ ยังไม่ยอมเงยหน้า
“กินยามายังคะ” ถามอย่างเป็นห่วง
“ยังเลย” เสียงอู้อี้ตอบกลับมา
“งั้นกินลดไข้ก่อนนะคะ” เธอเดินไปหยิบแผงยาพร้อมน้ำแก้วหนึ่งมาให้ ซึ่งเขาก็รับไว้อย่างว่าง่าย
“ลิลมีไข้รึเปล่า” เขาคิดว่าตนแข็งแรง ไม่รู้ทำไมรอบนี้ป่วยง่ายนัก
หญิงสาวส่ายหน้า เธอก็โดนฝนแต่ไม่ได้จับไข้เหมือนเขา
“คุณหมอนอนพักเถอะค่ะ จะได้กลับไวๆ” แค่เปิดประตูให้เขาเข้ามาก็รู้สึกไม่ค่อยดีแล้ว อยู่นานกว่านี้เธอคงทำตัวไม่ถูก
“เช็ดตัวให้ผมด้วย” ไม่ทันขาดคำ ปรวีร์ก็เรียกร้องให้เธอดูแลหน้าตาเฉย สลิลหันขวับ เขาลืมไปแล้วหรือไงว่าสถานะเราไม่เหมือนเดิมตั้งแต่วันที่เขาตัดจบเอง วันนี้มาหา ทำราวกับว่าไม่เคยพูดคำนั้นออกมา เธอไม่รู้ว่าเขากำลังเล่นอะไร แต่จะไม่ลงไปเล่นด้วยแน่ๆ
“นะลิลนะ จะได้หายเร็วๆ ไม่รบกวนลิลนานไง” เขายกเหตุผลที่เธอต้องทำตาม
สลิลพยักหน้า ไร้ประโยชน์ที่จะค้าน จึงเดินไปหยิบผ้าขนหนูกับอ่างน้ำมาดูแลคนป่วยจอมเรื่องมาก มือบางสั่นน้อยๆ ขณะปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตทีละเม็ด ใช่ว่าไม่เคยแนบชิดกันมาก่อน และเพราะคุ้นเคยกับร่างกายนี้ดีจึงอดประหม่าไม่ได้ เธอเช็ดหน้าเช็ดตาให้เขาอย่างอ่อนโยน ไล่ลงมายังซอกคอก แผงอกและหน้าท้องที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามเป็นลูกๆ
“แค่นี้?” เขาถามด้วยความงุนงงเมื่อเธอหยุดแค่นี้
“ค่ะ”
“แล้วที่อื่นล่ะ”
“ลิลเช็ดให้ได้เท่านี้ค่ะ” ไม่รอฟังอะไรอีก เก็บของไปที่ห้องน้ำทันที
คนป่วยกลัดกระดุมเสื้อตัวเองเซ็งๆ แต่ก็เข้าใจได้ เขาเองก็กลัวอดใจไม่ไหวจับเธอกดตรงนี้เหมือนกัน ห่างกันไปหลายเดือน เธอดูสวยสดใสน่ารักน่าใคร่ ดูมีความมั่นใจต่างจากตอนอยู่ในกรงทองของเขา ปรวีร์เกร็งไปทั้งตัวยามมือนุ่มนิ่มลูบไล้ตามส่วนต่างๆ อีกทั้งกลิ่นหอมรวยรินจากผมดำขลับนั่นทำให้เขาถึงกับต้องแอบท่องบทสวดมนต์ในใจ
“ลิลจะออกไปซื้อข้าวเที่ยงนะคะ” เธอบอกเขาหลังออกมาจากห้องน้ำ หลีกเลี่ยงที่จะอยู่กันตามลำพังสองต่อสอง เพราะเมื่อครู่ที่หวั่นไหวพานให้ความทรงจำช่วงที่อยู่ด้วยกันย้อนคืนมา ปกติปรวีร์ไม่ค่อยป่วย เขาเคยบอกว่าสมัยเรียนเป็นนักกีฬาว่ายน้ำและแข่งได้เหรียญประจำ อาจป่วยเป็นไข้หวัดตามฤดูกาลบ้าง ก็ได้เธอนี่แหละหาข้าวหาน้ำให้ แต่นั่นมันเมื่อก่อน ตอนนี้เราเป็นเพียงคนแปลกหน้า
“อือ ซื้อเผื่อผมด้วยนะ” คนป่วยจอมเอาแต่ใจไม่วายสั่ง
สลิลกลับมาอีกทีปรวีร์ก็หลับสนิทเรียบร้อย และดูท่าคงกำลังฝันดีถึงได้มีรอยยิ้มที่มุมปาก เธอเดินลงฝีเท้าแผ่วเบามานั่งอ่านหนังสือที่โต๊ะญี่ปุ่นปลายเตียง รอให้เขาตื่นมากินข้าวจะได้กลับสักที ครั้นพอจะทบทวนบทเรียนก็รู้สึกตาพร่า เมื่อคืนเธอเองก็นอนน้อยเพราะมัวแต่คิดถึงจูบของเขา จูบ...ที่ไม่ว่าจะมีความหมายอย่างไร เธอก็ไม่อยากเจ็บอีกแล้ว
หญิงสาวไม่รู้ว่าฟุบหลับกับโต๊ะเมื่อไร รู้สึกตัวอีกทีก็ตอนคนที่เธอคิดว่าป่วยกำลังซุกไซ้ผมเธออยู่ สลิลสะดุ้งโหยงรีบผลักเขาออก และพบว่าอยู่บนเตียงด้วยกันแล้ว
“อย่าค่ะ”
มือแกร่งกลับรั้งเอวบางมากอดแน่น แนบร่างร้อนๆ กับร่างเธอ
“เราเลิกกันแล้วนะคะ” เสียงติดสะอื้นโพล่งขึ้นอย่างเหลืออด ไม่รักเธอก็อย่าทำแบบนี้เลย
ปรวีร์ตัวแข็งค้าง ไม่อยากได้ยินคำนี้มากที่สุด เพราะมันตอกย้ำว่าเธอไม่อยู่กับเขาแล้วจริงๆ
“ขออยู่แบบนี้สักพัก นะลิลนะ” เขากอดเธอแน่น ซุกใบหน้ากับกลุ่มผมนุ่มราวกับได้ของรักกลับคืนหรือกลัวจะเสียเธอไป ไม่แน่ชัด ขอแค่นาทีนี้ได้กอดเธอไว้ก็พอ
