นกปีกหัก(2)
เธอมาถึงบ้านครึ่งไม้ครึ่งปูนแวดล้อมด้วยแมกไม้นานาพรรณ ตั้งอยู่ในหมู่บ้านขนาดกลางเลียบถนนเส้นหลักของจังหวัดในเวลาห้าโมงเย็น เนื่องจากเที่ยวบินรอบก่อนเที่ยงหมด ทำให้ต้องรอขึ้นเครื่องรอบบ่ายแก่ ใช้เวลาเพียงห้าสิบนาทีก็ถึงจุดหมายซึ่งไม่ไกลจากบ้านยายนัก
“ยายจ๋า ลิลกลับมาแล้ว” เธอร้องหายายขณะวางกระเป๋าเดินทางบนแคร่หน้าบ้าน
“ลิล! มาแล้วเหรอลูก” ยายทิพย์เดินกะเผลกมารับเพราะเคยผ่าตัดสะโพก
สองยายหลานโผเข้ากอดกันด้วยความคิดถึง
“ได้กลับบ้านสักทีนะลูก” ผู้เป็นยายลูบศีรษะหลาน
“มา ล้างหน้าล้างตาก่อนค่อยมากินข้าวกัน” นางเตรียมอาหารไว้รอแล้ว
“จ้ะ”
พอได้ยินคำว่า ‘ข้าว’ ก็เริ่มรู้สึกพะอืดพะอมแต่แสดงอาการให้ยายเห็นไม่ได้ เธอละอายใจ นอกจากไม่ได้งานตามที่ฝันไว้ ยังอุ้มท้องกลับบ้านประจานความโง่เขลาของตัวเองอีก ยายคงจะเสียใจมากที่หลานสาวเจริญรอยตามลูกสาว สร้างเรื่องงามหน้าไว้ให้ช้ำใจ
เธอจะค่อยๆ หาวิธีบอกยาย อย่างไรก็ตาม ลูกเป็นความบริสุทธิ์ผ่องใส ไม่ใช่ความด่างพร้อยในชีวิตเธอ ต่อให้การเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวมักถูกสังคมตั้งคำถามหรือมองไม่ดี แต่นั่นยังดีกว่าให้ลูกได้ชื่อว่า ‘ลูกเมียเก็บ’ ไม่ใช่หรือ สลิลจะเป็นทั้งพ่อและแม่ให้ลูกเอง
“กับข้าวไม่ถูกปากเหรอลูก” นางถามขึ้นเมื่อเห็นสลิลกินได้น้อยกว่าปกติทั้งที่เป็นของโปรดหลาน
“ปละ เปล่าจ้ะ ลิลคงเหนื่อยเดินทาง” หลุบตามองจานข้าวที่พร่องไปนิดเดียว
“งั้นกินอีกสักคำสองคำค่อยไปพัก”
แต่คนท้องอ่อนๆ ฝืนความวิงเวียนพะอืดพะอมไม่ไหวจึงบอกยายว่าอยากอาบน้ำ รีบจ้ำขึ้นชั้นสองก่อนอาเจียนอย่างเอาเป็นเอาตาย ขย้อนทุกอย่างที่กินเข้าไปออกมาจนหมด โชคดีที่ห้องน้ำอยู่ในห้องนอนเธอเลยไม่มีใครได้ยินความลับนี้ สลิลทิ้งร่างเหนื่อยอ่อนบนเตียงเดิมที่เคยนอนมาสิบกว่าปีพลางลูบท้องอย่างหวงแหน นับจากนี้ไม่ได้ตัวคนเดียวอีกต่อไปแล้ว
....................................................................................
เธอเคยคิดว่ารู้จักปรวีร์ดี ทว่าสิ่งที่ปรากฏแก่สายตาตอกย้ำว่าเธอไม่เคยรู้จักเขาจริงๆ ขณะกำลังนั่งคุยกับยายในเช้าวันรุ่งขึ้นว่าอยากเปิดร้านขายของชำหน้าบ้านให้ยายเฝ้า ส่วนเธอจะทำอาหารกล่องขายเพื่อหาเงินเตรียมไว้รับสมาชิกใหม่
เงินเก็บก้อนที่ได้จากเขาอาจจะพอเลี้ยงสามชีวิตได้ในเบื้องต้น แต่ลูกเธอโตขึ้นทุกวัน ค่าใช้จ่ายย่อมมากขึ้นเป็นเงาตามตัว หญิงสาวยังไม่ทันสรุปอะไรกับยายก็ได้รับข้อความเตือนทางสมาร์ตโฟนเสียก่อน
เงินจำนวนห้าล้านบาทถูกโอนเข้าบัญชีเธอ
หมอปั้นใจร้าย ใจร้ายเกินไปแล้ว อยากรีบเฉดหัวเธอออกจากชีวิตขนาดนั้นเชียว ถึงได้โอนค่าปลอบขวัญมาให้ หากเป็นเมื่อก่อนสลิลไม่มีทางรับไว้ ไม่ใช่เพราะหยิ่งทระนง เธอคนเดียวไม่มีความจำเป็นต้องใช้เงินมากขนาดนั้น และระหว่างที่อยู่ด้วยกันเขาก็ให้มาเยอะแล้ว แต่ตอนนี้เธอมีลูก มีอีกชีวิตต้องดูแล จึงยอมกลืนเลือด ยอมให้เขาใช้เงินฟาดหัว
“แล้วลิลจะขายอะไรล่ะลูก” เสียงยายถามดึงสติเธอให้กลับมาที่ปัจจุบัน
“ยะ ยังไม่แน่ใจจ้ะ ขอเวลาลิลคิดก่อน” ตอบตะกุกตะกัก ยังหน้าชาไม่หาย
“ไม่ต้องรีบก็ได้ลูก เรากินใช้กันสองคน ไม่ได้เปลืองนักหรอก”
สลิลยิ้มพยักหน้ารับ พยายามซ่อนความอึดอัด ผิดหวัง เสียใจไว้อย่างมิดชิด ถึงพ่อของลูกไม่ต้องการเรา แต่ลูกยังต้องการเธอ เป็นแม่คนแล้วต้องเข้มแข็ง ลูกคือลมหายใจ คือที่ยึดเหนี่ยว คือกำลังใจให้สู้ต่อ เธอจะอ่อนแอไม่ได้
----------
“คุณหมอคะ มีเคสอุบัติเหตุรถมอเตอร์ไซค์ล้มค่ะ”
ปรวีร์ซึ่งเป็นแพทย์เวรคนเดียวในคืนนี้พยักหน้ารับทราบก่อนหยิบสเตโธสโคปติดมือไปด้วย ร่างสูงมาถึงอีอาร์ในเวลาไม่กี่นาที พบเด็กผู้ชายวัยรุ่นนอนโอดโอยบนเตียงคนไข้เพราะพิษบาดแผลเหวอะหวะที่หน้าแข้ง โดยมีผู้ปกครองสีหน้าไม่สู้ดีเท่าไรอยู่ข้างๆ
“มีกระดูกหัก ต้องผ่าตัดดามเหล็กครับ” เขาสรุปหลังตรวจประเมินอาการให้พยาบาลฟังเพื่อจะได้เตรียมเจ้าหน้าที่ สถานที่และอุปกรณ์
“เข้าห้องผ่าตัดเลยค่ะ” พยาบาลประจำอีอาร์ส่งสัญญาณให้พนักงานเปล
เมื่อดมยา ฟอกทำความสะอาดแผลและจัดท่าเตรียมผ่าเรียบร้อย ศัลยแพทย์หนุ่มก็เริ่มการผ่าตัด จัดเรียงกระดูกให้อยู่ในตำแหน่งเดิม
“ขอเพลตกับสกรูด้วยครับ” บอกพยาบาลที่คอยส่งเครื่องมือให้
ปรวีร์ยึดสกรูและแผ่นเพลตกับกระดูก ตามด้วยเย็บปิดแผลอย่างเชี่ยวชาญ ยามสวมเสื้อกาวน์เป็นหมอ เขาไม่เคยว่อกแว่กหรือเหลือพื้นที่สมองไว้คิดเรื่องอื่นนอกจากการรักษาคนไข้ การผ่าตัดที่ใช้เวลาราวหนึ่งชั่วโมงผ่านพ้นไปได้ด้วยดี หมอหนุ่มออกจากห้องผ่าตัดอีกทีก็ตอนตีห้านิดๆ ขอพักสักงีบค่อยขับรถไปหาสลิลตอนเช้าแล้วกัน
แต่เขารีบบึ่งรถมาเพื่อพบกับความว่างเปล่า
ทำไมไม่รอ...
คำถามนี้วนเวียนอยู่ในหัวหลังทราบจากผู้ดูแลหอว่าเธอย้ายออกเมื่อวาน ปรวีร์จับต้นชนปลายไม่ถูก จุกแน่นหน้าอก ทั้งผิดหวัง เสียใจ โกรธ โมโห ผสมปนเปกันไปหมด และเหนือสิ่งอื่นใดเขาเป็นห่วงสลิล ผู้หญิงตัวคนเดียวย้ายออกกะทันหันไปไหน ไปกับใคร ด้วยสาเหตุอะไรก็ไม่รู้
ชายหนุ่มเสยผมอย่างหัวเสีย ล้วงสมาร์ตโฟนในกระเป๋ากางเกงมาต่อสายหา และก็ไม่ผิดคาด เธอบล็อกเบอร์เขา นั่นยิ่งทำให้ปรวีร์ฉุนเฉียวจนเกือบคำราม เขามาแล้ว มาหาตามสัญญา แต่เธอกลับปั่นหัวเขาแทบบ้า
อารามเป็นห่วงกอปรกับอดนอนผลักดันให้เขาตัดสินใจทำสิ่งที่สลิลเกลียดที่สุด โอนเงินห้าล้านบาทเข้าบัญชีเธอเพราะรู้จักนิสัยเธอดีว่าต้องรีบติดต่อกลับเพื่อขอคืน มือหนาคลึงขมับพลางถอนหายใจ เขาปวดหัวตุบๆ เหมือนจะระเบิด และเมื่อทำอะไรไม่ได้มากไปกว่านี้จึงตัดใจขับรถกลับคอนโดฯ อย่าให้เจอตัวนะลิล ครั้งนี้เขาโกรธจริงๆ
