บท
ตั้งค่า

บทที่ 4: การกลับมาของพยัคฆ์และบุปผาเปื้อนพิษ

บทที่ 4: การกลับมาของพยัคฆ์และบุปผาเปื้อนพิษ

สามวันผ่านไปไวเหมือนโกหก...

ภายในเรือนหลังเล็กท้ายจวน กลิ่นอายความตายที่เคยปกคลุมได้จางหายไปจนสิ้น แทนที่ด้วยกลิ่นสมุนไพรหอมเย็นที่ลอยอวลอยู่จางๆ มู่หรงเสวี่ย นั่งอยู่หน้าคันฉ่องบานเดิม แต่อนิจจา... เงาสะท้อนในนั้นกลับไม่ใช่เด็กขี้โรคคนเดิมอีกต่อไป

แม้ร่างกายจะยังผอมบาง แต่ผิวพรรณที่เคยซีดเซียวจนเห็นเส้นเลือดกลับเริ่มมีความชุ่มชื้นและเปล่งปลั่งดั่งหยกเนื้อดี ริมฝีปากที่เคยม่วงคล้ำเพราะพิษสะสม บัดนี้กลับมามีสีระเรื่อดุจกลีบดอกท้อ แม้จะยังไม่หายขาดร้อยส่วน แต่การฝังเข็มขับพิษและยาบำรุงชั้นเลิศที่นางแอบซื้อมาจากตลาดมืด ได้ชุบชีวิตเด็กน้อยผู้นี้ขึ้นมาใหม่ราวปาฏิหาริย์

“คุณหนู... งดงามมากเจ้าค่ะ” เสี่ยวถาว เอ่ยปากชมด้วยดวงตาที่เป็นประกาย ขณะกำลังสางผมยาวสลวยให้นายหญิง “แต่วันนี้ท่านแม่ทัพกลับมาทั้งที เหตุใดคุณหนูถึงเลือกสวมชุดสีขาวเรียบๆ ชุดนี้ล่ะเจ้าคะ? ไม่สวมชุดสีชมพูที่ฮูหยินรองส่งมาให้หรือ?”

มู่หรงเสวี่ยปรายตามองชุดไหมสีชมพูฉูดฉาดที่พาดอยู่บนเตียง มุมปากยกยิ้มเย็น

“สีชมพูสดขนาดนั้น... ใส่ไปยืนข้างๆ พี่รองที่ชอบใส่สีแดง ก็คงดูเหมือนตัวตลกในคณะงิ้ว” นางตอบเสียงเรียบ “อีกอย่าง... วันนี้ข้าต้องการให้ท่านพ่อเห็น ‘ความบริสุทธิ์’ ไม่ใช่ ‘ความพยายาม’ ”

ชุดสีขาวสะอาดตา ปักลายดอกบัวสีเงินเล็กๆ ที่ชายกระโปรง แม้จะเป็นผ้าเก่า แต่เมื่ออยู่บนร่างของมู่หรงเสวี่ยที่วางท่วงท่าสง่างาม กลับดูสูงส่งราวกับเทพธิดาตัวน้อยที่หลุดพ้นจากกิเลสทางโลก

ตึง! ตึง! ตึง!

เสียงกลองศึกดังสนั่นหวั่นไหวมาจากหน้าประตูใหญ่จวนแม่ทัพ สัญญาณแห่งการมาถึงของประมุขแห่งตระกูลดังขึ้นแล้ว

“ไปกันเถอะเสี่ยวถาว...” มู่หรงเสวี่ยลุกขึ้นยืน แววตามั่นคงเด็ดเดี่ยว “ละครฉากใหญ่กำลังจะเริ่ม ข้าไม่อยากให้ท่านผู้ชมรอนาน”

...

ณ ลานกว้างหน้าจวนแม่ทัพมู่หรง

ขบวนทหารม้าเกราะเหล็กนับร้อยนายตั้งแถวรอรับการกลับมาของ แม่ทัพใหญ่ ‘มู่หรงป้า’ ผู้ซึ่งเพิ่งได้รับชัยชนะจากการปราบกบฏชายแดนเหนือ

หลี่ซื่อ (ฮูหยินรอง) แต่งกายเต็มยศด้วยชุดไหมปักดิ้นทอง ยืนเคียงข้าง มู่หรงเฟย บุตรสาวสุดที่รักที่งดงามราวกับบุปผาแรกแย้ม ทั้งสองแม่ลูกยิ้มแย้มต้อนรับผู้เป็นสามีและบิดาอย่างสมเกียรติ

“ท่านพี่! ท่านกลับมาแล้ว!” หลี่ซื่อถลาเข้าไปทำความเคารพสามีที่เพิ่งลงจากหลังม้าศึก

มู่หรงป้า ชายวัยกลางคนร่างสูงใหญ่ ใบหน้ากร้านแดดเต็มไปด้วยร่องรอยแห่งสงคราม พยักหน้ารับเล็กน้อย สายตาคมกริบกวาดมองไปรอบๆ

“เฟยเอ๋อร์คารวะท่านพ่อเจ้าค่ะ” มู่หรงเฟยย่อกายลงอย่างอ่อนช้อย

“อืม... โตขึ้นมากนะเฟยเอ๋อร์” มู่หรงป้าเอ่ยชมเสียงทุ้ม ก่อนจะขมวดคิ้วเมื่อไม่เห็นเงาร่างของบุตรสาวอีกคน “แล้ว... เสวี่ยเอ๋อร์ล่ะ? นางอยู่ที่ไหน?”

รอยยิ้มบนใบหน้าของหลี่ซื่อแข็งค้างไปชั่วครู่ ก่อนจะรีบปั้นหน้าเศร้าสร้อย

“โถ่... ท่านพี่ เสวี่ยเอ๋อร์นาง...” หลี่ซื่อบีบน้ำตา “ร่างกายของนางอ่อนแอลงมากตั้งแต่ท่านไม่อยู่ ข้าพยายามตามหมอหลวงมารักษา ให้กินยาบำรุงราคาแพงลิบ แต่นางก็... นางคงลุกมาต้อนรับท่านไม่ไหวหรอกเจ้าค่ะ เกรงว่าหากออกมาตากลมตอนนี้ อาการจะยิ่งทรุดหนัก”

มู่หรงเฟยรีบเสริมทันที “ใช่เจ้าค่ะท่านพ่อ น้องสี่น่าสงสารนัก วันๆ เอาแต่นอนซม ข้าเข้าไปเยี่ยมก็เอาแต่เพ้อเจ้อ... ข้ากลัวว่าสติของนางจะ...”

“ลูกอกตัญญู มู่หรงเสวี่ย คารวะท่านพ่อเจ้าค่ะ!”

เสียงหวานใสแต่กังวานดั่งระฆังแก้วดังแทรกขึ้น ตัดบทละครโศกของสองแม่ลูกอย่างฉับพลัน

ทุกสายตาหันขวับไปมองที่ประตูเรือนชั้นใน

ร่างเล็กในชุดสีขาวบริสุทธิ์ค่อยๆ เดินก้าวเข้ามาอย่างเชื่องช้าแต่มั่นคง แสงแดดยามสายตกกระทบใบหน้างดงามที่ดูสะอาดสะอ้าน ผมยาวสลวยถูกเกล้าขึ้นเพียงครึ่งศีรษะปักด้วยปิ่นไม้เรียบง่าย แต่กลับขับเน้นวงหน้าให้ดูโดดเด่นยิ่งกว่าใครในที่นั้น

มู่หรงป้าเบิกตากว้าง... ภาพซ้อนทับของฮูหยินเอกผู้ล่วงลับปรากฏขึ้นในใจ บุตรสาวคนนี้... ช่างเหมือนมารดาของนางเหลือเกิน

“สะ... เสวี่ยเอ๋อร์?” หลี่ซื่ออุทานเสียงหลง ราวกับเห็นผี “เจ้า... เจ้าลุกเดินไหวหรือ?”

มู่หรงเสวี่ยย่อกายลงทำความเคารพบิดาด้วยท่าทางที่ถูกต้องตามระเบียบแบบแผนเป๊ะๆ ไม่มีอาการเซหรือสั่นเทาเหมือนคนป่วยใกล้ตายแม้แต่น้อย

“เรียนท่านพ่อ... ลูกได้ยินเสียงกลองศึกประกาศชัยชนะของท่าน หัวใจของลูกก็พองโตด้วยความปิติ จนลืมความเจ็บป่วยไปสิ้นเจ้าค่ะ”

นางเงยหน้าขึ้นสบตาบิดา แววตาที่เคยขลาดกลัวบัดนี้กลับเต็มไปด้วยความจงรักภักดีและความเข้มแข็ง

“ลูกทราบดีว่าตัวเองร่างกายไม่แข็งแรง จึงไม่อยากออกมาให้ท่านพ่อต้องกังวล แต่... คำครหาว่า ‘ลูกสาวแม่ทัพมู่หรงอ่อนแอขี้โรคจนลุกไม่ขึ้น’ นั้น ลูกยอมรับไม่ได้ ตระกูลมู่หรงของเรามีเลือดนักสู้ ลูกจึงฝืนกายออกมาเพื่อพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่า... ลูกของท่านพ่อ ยังยืนหยัดได้เสมอเจ้าค่ะ”

คำพูดที่เรียบเรียงมาอย่างดี ทั้งยกย่องบิดา รักศักดิ์ศรีตระกูล และแก้ต่างให้ตัวเองในคราวเดียว ทำให้มู่หรงป้าถึงกับอึ้ง

“ดี! พูดได้ดี!” มู่หรงป้าหัวเราะชอบใจ ตบเข่าฉาด “ลูกสาวข้าต้องเข้มแข็งเช่นนี้สิ! ใครบอกว่าเจ้าใกล้ตาย? ข้าดูแล้วเจ้าดูมีราศียิ่งกว่าตอนก่อนข้าไปรบเสียอีก!”

หลี่ซื่อหน้าชาเหมือนโดนตบ นางรีบแทรกขึ้น “ท่านพี่... ที่เสวี่ยเอ๋อร์ดูสดใสขึ้น ก็เพราะยาบำรุงโสมพันปีที่ข้าเพียรหามาให้ต่างหากล่ะเจ้าคะ นางคงจะดีใจจนลืมตัว”

มู่หรงเสวี่ยหันไปยิ้มหวานให้แม่เลี้ยง รอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา

“จริงเจ้าค่ะท่านพ่อ... ท่านแม่รอง ‘ดูแล’ ลูกดีเหลือเกิน ยาบำรุงที่ท่านส่งมา ลูกดื่มทุกหยด...” (เททิ้งลงกระถางต้นไม้จนเหี่ยวเฉา) “และอาหารการกินที่ท่านจัดให้ ก็ช่าง ‘เหมาะสม’ กับอาการป่วยของลูกยิ่งนัก”

นางเน้นคำว่าเหมาะสมด้วยน้ำเสียงที่มีนัยยะ ก่อนจะหันกลับมาหาบิดา

“ท่านพ่อเจ้าคะ ลูกมีเรื่องอยากจะรบกวน... คืนนี้ในงานเลี้ยงฉลองชัยชนะ ลูกขออนุญาตเข้าร่วมด้วยได้หรือไม่เจ้าคะ?”

“งานเลี้ยง?” มู่หรงเฟยรีบคัดค้าน “แต่น้องสี่... งานคืนนี้มีแขกผู้ใหญ่มากมาย ทั้งองค์รัชทายาท และท่านอ๋องแปด (คู่หมั้น) หากเจ้าเกิดเป็นลมล้มพับไปกลางงาน จะขายหน้าเอานะ!”

“พี่รองเป็นห่วงข้าเกินไปแล้ว” มู่หรงเสวี่ยตอบกลับทันควัน “ข้าเพียงแต่อยากไปแสดงความยินดีกับท่านพ่อ และอีกอย่าง... ข้าได้ยินมาว่าท่านอ๋องแปดคู่หมั้นของข้า จะถือโอกาสนี้มาเจรจาเรื่องสำคัญ ข้าในฐานะคู่กรณี... ควรจะอยู่รับฟังด้วยมิใช่หรือ?”

มู่หรงป้ามองบุตรสาวคนเล็กด้วยแววตาพินิจพิเคราะห์ เขาเป็นแม่ทัพ ผ่านคนมานับไม่ถ้วน ย่อมมองเห็น ‘ประกาย’ บางอย่างในดวงตาคู่นั้น... ประกายของคนที่ผ่านความเป็นความตายมาแล้ว

“ตกลง!” มู่หรงป้าประกาศเสียงดัง “คืนนี้เสวี่ยเอ๋อร์จะเข้าร่วมงานเลี้ยงด้วย! ใครหน้าไหนกล้าว่าลูกสาวข้าขี้โรค ให้มันมาคุยกับดาบของข้า!”

หลี่ซื่อและมู่หรงเฟยได้แต่ยืนกำหมัดแน่นด้วยความคับแค้นใจ แผนการที่จะขังนังเด็กนี่ไว้ในเรือนพังทลายลงไม่เป็นท่า

มู่หรงเสวี่ยยิ้มรับคำบัญชา แต่ในใจกลับหัวเราะเยาะ

‘งานเลี้ยงคืนนี้... จะเป็นเวทีที่ข้าจะใช้ประกาศอิสรภาพ อ๋องแปด... เตรียมตัวรับของขวัญชิ้นใหญ่จากข้าได้เลย!’

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel