บท
ตั้งค่า

บทที่ 5: ถอนหมั้นกลางงานเลี้ยง: ข้าไม่ใช่สตรีที่ท่านจะเขี่ยทิ้งได้ง่ายๆ

บทที่ 5: ถอนหมั้นกลางงานเลี้ยง: ข้าไม่ใช่สตรีที่ท่านจะเขี่ยทิ้งได้ง่ายๆ

โคมไฟนับร้อยดวงถูกจุดสว่างไสวไปทั่วลานจัดเลี้ยงของจวนแม่ทัพ เสียงดนตรีบรรเลงขับกล่อมแขกเหรื่อผู้มีเกียรติที่ทยอยมาร่วมงาน ทั้งขุนนางชั้นผู้ใหญ่ บัณฑิต และเชื้อพระวงศ์ ต่างมาร่วมแสดงความยินดีกับ แม่ทัพมู่หรงป้า ที่ได้รับชัยชนะกลับมา

ท่ามกลางบรรยากาศครึกครื้น มู่หรงเฟย ในชุดสีแดงเพลิงเฉิดฉายราวกับนางพญาผีเสื้อ นางคอยปรนนิบัติรินสุราและพูดคุยเอาใจแขกเหรื่อ เรียกสายตาชื่นชมจากบุรุษหนุ่มน้อยใหญ่ โดยเฉพาะ อ๋องแปด 'เยี่ยเฟิง' ที่นั่งอยู่ในตำแหน่งประธานรอง สายตาของเขาจับจ้องอยู่ที่วงหน้าหวานหยดของมู่หรงเฟยแทบไม่กระพริบ

ตรงกันข้ามกับมุมอับแสงด้านหนึ่ง... มู่หรงเสวี่ย นั่งสงบนิ่งอยู่เพียงลำพัง ในมือประคองถ้วยชาอุ่นๆ อาศัยจังหวะที่ไม่มีใครสนใจ ลอบสังเกตพฤติกรรมของทุกคนในงานราวกับกำลังมองดูละครสัตว์

‘นั่นสินะ... คู่หมั้นของข้า’

นางปรายตามองเยี่ยเฟิง บุรุษหนุ่มรูปงามผู้มีใบหน้าหล่อเหลาแต่งกายด้วยอาภรณ์หรูหรา แต่แววตากลับฉายแววเย่อหยิ่งและเจ้าชู้ประตูดิน เขาไม่แม้แต่จะปรายตามองนางที่นั่งหัวโด่เป็น ‘คู่หมั้น’ อยู่ตรงนี้ แต่กลับส่งสายตาหวานเชื่อมให้พี่สาวของนางอย่างเปิดเผย

“ช่างเป็นคู่ที่เหมาะสมกันดี...” มู่หรงเสวี่ยกระตุกยิ้มมุมปาก “เหมาะสมกันเหมือนผีเน่ากับโลงผุ”

ทันใดนั้น เสียงดนตรีก็เงียบลง เมื่อเยี่ยเฟิงลุกขึ้นยืนพร้อมจอกสุรา เขาเดินตรงไปยังที่นั่งประธานซึ่งมู่หรงป้านั่งอยู่ ใบหน้าหล่อเหลาฉายแววเคร่งขรึมขึ้นมาทันตา

“ท่านแม่ทัพมู่หรง” เยี่ยเฟิงเอ่ยเสียงก้อง ท่ามกลางความเงียบของแขกทั้งงาน “วันนี้เป็นวันมงคล ข้าเยี่ยเฟิงมีความในใจบางอย่างที่อัดอั้นมานาน อยากจะถือโอกาสนี้แจ้งแก่ท่านและทุกคนให้ทราบ”

มู่หรงป้าวางจอกสุราลง คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันเล็กน้อย “เชิญท่านอ๋องกล่าว”

เยี่ยเฟิงสูดหายใจลึก ก่อนจะหันมามองมู่หรงเสวี่ยด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสมเพชระคนรังเกียจ

“เรื่องสัญญาหมั้นหมายระหว่างข้ากับคุณหนูสี่... ข้าคิดว่าถึงเวลาต้องทบทวนใหม่”

เสียงฮือฮาดังขึ้นอื้ออึงทั่วงาน หลี่ซื่อและมู่หรงเฟยลอบสบตากันด้วยความสะใจ

“ท่านแม่ทัพย่อมทราบดี...” เยี่ยเฟิงกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงที่พยายามดัดให้ดูมีเหตุผล “คุณหนูสี่ร่างกายอ่อนแอ ขี้โรค สามวันดีสี่วันไข้ แพทย์หลวงหลายท่านต่างลงความเห็นว่านางอาจมีอายุขัยไม่ยืนยาว... ข้าในฐานะอ๋องแปด ผู้มีภาระหน้าที่ต้องดูแลบ้านเมือง จำเป็นต้องมีสตรีคู่กายที่แข็งแรง เปี่ยมด้วยความสามารถ เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระ”

เขาหยุดเว้นจังหวะ ก่อนจะทิ้งระเบิดลูกใหญ่

“ข้าไม่อาจฝากอนาคตของวังอ๋องไว้กับ ‘ไหายา’ ที่พร้อมจะแตกสลายได้ทุกเมื่อ... ดังนั้น ข้าขอถอนหมั้นกับมู่หรงเสวี่ย! และหวังว่าท่านแม่ทัพจะเห็นแก่ความมั่นคงของราชวงศ์ อนุญาตให้ข้า... พิจารณาคุณหนูรองมู่หรงเฟย ผู้เพียบพร้อมแทน!”

ความเงียบเข้าปกคลุมลานเลี้ยง มู่หรงป้าหน้าตึงเครียด มือกร้านกำพนักเก้าอี้จนได้ยินเสียงไม้ลั่น แม้เขาจะรู้ว่าบุตรสาวคนเล็กอ่อนแอ แต่การถูกฉีกหน้ากลางงานเลี้ยงเช่นนี้ เป็นเรื่องที่ยอมรับได้ยากยิ่ง

“ท่านอ๋อง...” มู่หรงป้ากัดฟันกรอด “ท่านพูดเช่นนี้ ไม่ไว้หน้าข้าบ้างหรือ?”

“ข้าพูดความจริง!” เยี่ยเฟิงเชิดหน้าขึ้น “ข้าไม่ได้รังเกียจตระกูลมู่หรง แต่ข้ารังเกียจ... ความอ่อนแอ!”

มู่หรงเฟยแสร้งทำท่าตกใจ ยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นปิดปาก “ท่านอ๋อง... ท่านพูดตรงเกินไปแล้ว น้องสี่จะเสียใจเอานะเพคะ” แต่สายตาของนางกลับพราวระยับด้วยชัยชนะ

ในขณะที่สถานการณ์กำลังตึงเครียดจนถึงขีดสุด ร่างเล็กในชุดสีขาวบริสุทธิ์ก็ค่อยๆ ลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ

“ท่านอ๋องตรัสได้ถูกต้องแล้วเพคะ”

เสียงใสๆ ที่ดังขึ้นท่ามกลางความกดดันเรียกทุกสายตาให้หันไปมอง มู่หรงเสวี่ยก้าวเดินออกมากลางลาน ท่วงท่าของนางสง่างามและมั่นคง ไม่มีความขลาดกลัวหรือเสียใจแม้แต่น้อย

นางเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าเยี่ยเฟิง ห่างกันเพียงสามก้าว ก่อนจะย่อกายคารวะอย่างงดงามหมดจด

“หม่อมฉันเห็นด้วยกับท่านอ๋องทุกประการเพคะ” นางเงยหน้าขึ้น สบตาเขาด้วยดวงตาที่ใสกระจ่างดั่งบ่อน้ำลึก “หม่อมฉันร่างกายอ่อนแอ ไร้ความสามารถ ไม่อาจเทียบเคียงบารมีของท่านอ๋องได้จริงๆ”

เยี่ยเฟิงชะงัก เขาคาดหวังว่าจะเห็นนางร้องไห้ฟูมฟาย หรือเป็นลมล้มพับไป แต่สิ่งที่เห็นกลับเป็นรอยยิ้มบางๆ ที่ดู... เย็นชาชอบกล

“แต่ว่า...” มู่หรงเสวี่ยเอ่ยต่อ น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นจริงจัง “การที่ท่านอ๋องกล่าวว่า ‘รังเกียจความอ่อนแอ’ นั้น หม่อมฉันเข้าใจดี... เพราะบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ ย่อมต้องการสตรีที่ส่งเสริมบารมี ไม่ใช่ตัวถ่วง”

นางล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ หยิบถุงผ้าแพรเก่าๆ ใบหนึ่งออกมา ภายในบรรจุ ‘หยกพกคู่มังกรหงส์’ ซึ่งเป็นของหมั้นหมาย

“ในเมื่อท่านอ๋องมองว่าหม่อมฉันเป็นภาระ หม่อมฉันก็มิอาจหน้าด้านรั้งตำแหน่งว่าที่พระชายาไว้ให้ท่านต้องแปดเปื้อน...”

มู่หรงเสวี่ยชูหยกขึ้นสูง แสงไฟตกกระทบเนื้อหยกเป็นประกาย

“แต่วันนี้... ข้า มู่หรงเสวี่ย ขอกล่าวต่อหน้าฟ้าดินและแขกผู้มีเกียรติทุกท่าน” เสียงของเด็กหญิงกังวานก้อง สะกดคนทั้งงาน “ไม่ใช่ท่านอ๋องที่ทิ้งข้า... แต่เป็นข้า ที่ขอ ‘คืนอิสรภาพ’ ให้แก่ท่าน!”

เคร้ง!

นางปล่อยหยกในมือตกลงสู่พื้นหินเบื้องหน้าเยี่ยเฟิง เสียงหยกกระทบพื้นแตกกระจายเป็นสองส่วน ดั่งเสียงตบหน้าที่ดังฉาดใหญ่ใส่หน้าอ๋องแปด

“เสวี่ยเอ๋อร์!” มู่หรงป้าอุทานด้วยความตกตะลึง

“ท่านพ่อเจ้าคะ” มู่หรงเสวี่ยหันกลับไปหาบิดา น้ำตาเม็ดโตเริ่มคลอเบ้า แต่ไม่ไหลออกมา (เทคนิคการแสดงระดับออสการ์) “ลูกไม่อาจทนเห็นท่านอ๋องต้องทนทุกข์อยู่กับคนขี้โรคอย่างลูกได้ เพื่อความสุขของท่านอ๋อง และเพื่อเกียรติของท่านพี่รอง... ลูกขอยอมถอยเองเจ้าค่ะ”

คำพูดของนางดูเหมือนยอมแพ้ แต่เนื้อในกลับเชือดเฉือน

นางเป็นฝ่าย ‘คืนอิสรภาพ’ (ไม่ใช่ถูกทิ้ง)

นาง ‘เสียสละ’ เพื่อความสุขของชายหญิงโฉด (ทำให้ตัวเองดูเป็นนางเอกผู้ถูกกระทำ)

นางหักหน้าอ๋องแปดด้วยการทำลายของหมั้น (แสดงความเด็ดขาดที่บุรุษคาดไม่ถึง)

เยี่ยเฟิงหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธและความอับอาย เขาชี้หน้านาง “เจ้า! เจ้ากล้า...”

“ท่านอ๋อง...” มู่หรงเสวี่ยตัดบทด้วยเสียงเย็น “หยกแตกไปแล้ว วาสนาสิ้นสุด... นับจากนี้ ท่านกับข้า ไม่มีสิ่งใดติดค้างกันอีก ขอให้ท่านกับพี่รอง... ครองรักกันให้สมกับความ ‘เหมาะสม’ ที่ท่านโหยหาเถิดเพคะ”

นางสะบัดแขนเสื้อ หันหลังเดินกลับไปหาบิดา ท่ามกลางเสียงซุบซิบชื่นชมในความใจเด็ดของนาง และเสียงวิจารณ์ความใจดำของอ๋องแปด

“น่าสนใจ...”

เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจดังขึ้นจากมุมมืดของศาลาทรงพระเจริญ ร่างสูงสง่าในชุดคลุมสีดำเดินออกมาพร้อมกับรังสีมังกรที่กดข่มผู้คนทั้งงานให้ต้องก้มหัว

รัชทายาท ‘เยี่ยจวิน’ ปรากฏตัวขึ้น ดวงตาคมกริบจ้องมองไปที่แผ่นหลังเล็กๆ ของมู่หรงเสวี่ย

“ไม่นึกเลยว่า... จะได้ชมละครสนุกๆ ในงานเลี้ยงของท่านแม่ทัพ” เยี่ยจวินเอ่ยด้วยรอยยิ้มที่อ่านยาก เขาเดินผ่านเศษหยกที่แตกกระจายบนพื้นโดยไม่ชายตามองเยี่ยเฟิงที่ยืนหน้าซีดอยู่

เขาหยุดอยู่ตรงหน้ามู่หรงเสวี่ย เด็กหญิงเงยหน้าขึ้นสบตาเขา... ดวงตาคู่นั้น...

‘ดวงตาของเด็กที่ร้านขายยา...’

มู่หรงเสวี่ยจำเขาได้ทันที แต่สีหน้าของนางยังคงนิ่งสนิท

“ถวายบังคมองค์รัชทายาท” นางย่อกายลง

“ลุกขึ้นเถิด คุณหนูสี่” เยี่ยจวินผายมือเล็กน้อย “คำพูดของเจ้าเมื่อครู่... คมคายยิ่งนัก ‘หยกแตกไปแล้ว วาสนาสิ้นสุด’ ...ช่างเป็นคำพูดที่เด็ดเดี่ยว ไม่เหมือนคนเจ็บป่วยเลยสักนิด”

เขาก้มลงกระซิบให้ได้ยินกันแค่สองคน

“หรือว่า... ยาที่ร้าน ‘หุยชุน’ จะได้ผลดีเกินคาด?”

มู่หรงเสวี่ยเบิกตากว้างเล็กน้อย แต่เพียงชั่วพริบตาก็กลับมาสงบนิ่ง นางเงยหน้าขึ้นส่งยิ้มหวานที่แฝงความนัยให้เขา

“ยาดี ย่อมคู่กับหมอเก่ง... และคนฉลาด ย่อมรู้ว่าเมื่อใดควร ‘ตัดเนื้อร้าย’ ทิ้งเพื่อรักษาชีวิต... จริงไหมเพคะ?”

เยี่ยจวินหัวเราะในลำคอ แววตาเป็นประกายพึงพอใจ

“ถูกต้อง... ตัดเนื้อร้ายทิ้ง เพื่อรอสิ่งที่ดีกว่า”

เขายืดตัวขึ้น หันไปประกาศก้อง

“ท่านแม่ทัพมู่หรง! ข้าขอแสดงความยินดีด้วย ที่ท่านมีบุตรสาวที่... ‘ประเสริฐ’ ถึงเพียงนี้ บุรุษใดที่ตาบอดมองข้ามเพชรเม็ดงาม ย่อมต้องเสียใจภายหลังเป็นแน่!”

คำพูดของรัชทายาทเปรียบเสมือนการตบหน้าซ้ำสองใส่เยี่ยเฟิง และเป็นการประกาศกลายๆ ว่า... มู่หรงเสวี่ยผู้นี้ อยู่ในสายตาของมังกรแล้ว!

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel