บทที่ 3: ตลาดมืดและก้าวแรกของหมอเทวดา
บทที่ 3: ตลาดมืดและก้าวแรกของหมอเทวดา
ราตรียามจื่อ (23.00 - 01.00 น.) มาเยือนเร็วกว่าที่คาด ลมหนาวหวีดหวิวพัดผ่านช่องหน้าต่างผุพังเข้ามาในเรือนหลังเล็ก เสี่ยวถาว สาวใช้ผู้ซื่อสัตย์หลับสนิทอยู่หน้าเตาไฟด้วยความเหนื่อยอ่อนจากการเคี่ยวยามาทั้งวัน
มู่หรงเสวี่ย ในชุดบ่าวชายสีเทาตัวโคร่งที่นางรื้อค้นเจอในหีบเก่าๆ ค่อยๆ ย่องออกจากห้องนอนอย่างเงียบเชียบ ร่างกายวัยสิบขวบนี้แม้จะได้รับยาบำรุงไปบ้างแล้ว แต่ก็ยังอ่อนแอเกินกว่าจะปีนกำแพงสูงใหญ่ของจวนแม่ทัพได้
นางเดินลัดเลาะไปตามแนวพุ่มไม้รกชัฏหลังเรือน จนกระทั่งพบสิ่งที่นางจำได้จากความทรงจำเดิม... ‘ช่องหมาลอด’ ที่ถูกซ่อนอยู่หลังกอไผ่
“ศักดิ์ศรีมันกินไม่ได้...”
อดีตศัลยแพทย์ผู้ยิ่งใหญ่พึมพำปลอบใจตัวเอง ก่อนจะก้มตัวลงคลานลอดผ่านช่องกำแพงที่ทั้งแคบและชื้นแฉะ ออกสู่โลกภายนอก
...
บรรยากาศของเมืองหลวงยามค่ำคืนช่างแตกต่างจากความเงียบเหงาในจวนแม่ทัพลิบลับ โดยเฉพาะในเขต ‘ตลาดทิศอุดร’ หรือที่ชาวยุทธ์เรียกกันติดปากว่า ‘ตลาดมืด’ แสงโคมไฟสีแดงสลัวเรียงรายไปตามสองข้างทาง กลิ่นสุราเคล้ากลิ่นเครื่องเทศฉุนกึก และเสียงพูดคุยจอแจของผู้คนหลากหลายชนชั้น
มู่หรงเสวี่ยกระชับสาบเสื้อเก่าๆ เข้าหากันเพื่อกันลมหนาว สายตาคมกริบกวาดมองหาร้านสมุนไพรที่ดู ‘มีภาษี’ พอจะคุยธุรกิจด้วยได้
เป้าหมายของนางไม่ใช่ร้านใหญ่โตหรูหราที่มักดูถูกคนจน แต่เป็นร้านที่เน้น ‘คุณภาพ’ และ ‘ความหายาก’
เท้าเล็กๆ หยุดลงที่หน้าโรงหมอขนาดกลางที่มีป้ายไม้เก่าคร่ำครึเขียนว่า “หอโอสถหุยชุน (คืนวสันต์)” กลิ่นสมุนไพรหอมกรุ่นที่ลอยออกมาแตะจมูกทำให้นางมั่นใจ
‘กลิ่นตังกุยสดใหม่... กลิ่นโสมคนป่าที่ไม่ได้อบกำมะถัน... ร้านนี้มีของดี’
ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าไป เสมียนหน้าร้านที่กำลังง่วนอยู่กับการดีดลูกคิดก็เงยหน้าขึ้นมองด้วยสายตาเหยียดหยาม
“ขอทานน้อย ร้านนี้ไม่ใช่โรงทาน ไปขอส่วนบุญที่อื่น!”
มู่หรงเสวี่ยไม่สะทกสะท้าน นางเดินตรงไปที่เคาน์เตอร์ด้วยท่วงท่าสง่าผ่าเผยที่ขัดกับชุดซอมซ่อ
“ข้าไม่ได้มาขอทาน แต่ข้าเอา ‘ชีวิต’ มาขาย”
เสมียนชะงัก “เจ้าพูดจาเพ้อเจ้ออะไร?”
“เถ่าแก่ของร้านนี้... กำลังมีปัญหาเรื่องการรักษา ‘โรคประหลาด’ ของลูกค้าคนสำคัญอยู่ใช่หรือไม่?” นางเอ่ยเสียงเรียบ พลางชี้ไปที่ถาดสมุนไพรหายากที่วางทิ้งไว้บนโต๊ะด้านหลัง ซึ่งมีร่องรอยการถูกหยิบจับอย่างว้าวุ่น “หญ้าลิ้นมังกร, ดีงูเห่าไฟ, และเกสรบัวพันปี... ส่วนผสมพวกนี้ใช้แก้พิษร้อนแรง แต่คนป่วยกลับมีอาการตัวเย็นเฉียบเหมือนศพ ใช่หรือไม่?”
เสมียนเบิกตากว้าง “จะ...เจ้ารู้ได้อย่างไร!?”
“เพราะข้าได้กลิ่น...” นางโกหกหน้าตาย จริงๆ แล้วนางวิเคราะห์จากสูตรยาที่วางเกลื่อนกลาดต่างหาก “ยาพวกนั้นรักษาผิดทาง หากกินเข้าไปอีกเทียบเดียว คนป่วยจะธาตุไฟแตกซ่าน ตายภายในหนึ่งก้านธูป”
“บังอาจ!” เสียงทุ้มต่ำดังมาจากหลังม่านไม้ไผ่ ชายชราหนวดเคราขาวโพลนในชุดหมอเดินออกมาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เขาคือ ‘เถ่าแก่หวัง’ หมอที่มีชื่อเสียงในย่านนี้ “เด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม กล้ามาวิจารณ์การรักษาของข้า!”
มู่หรงเสวี่ยประสานสายตากับชายชราอย่างไม่เกรงกลัว
“ท่านผู้เฒ่า... ท่านลองจับชีพจรที่จุด ‘ชือเจ๋อ’ ของคนป่วยดูหรือยัง? หากข้าเดาไม่ผิด ใต้ผิวหนังตรงนั้นจะมีเส้นเลือดสีม่วงคล้ำปรากฏอยู่ นั่นไม่ใช่พิษร้อน... แต่เป็น ‘พิษหนอนน้ำแข็ง’ ที่แฝงตัวเลียนแบบชีพจร”
เถ่าแก่หวังนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบหันกลับไปหลังม่าน ผ่านไปเพียงครู่เดียว เสียงอุทานด้วยความตกใจก็ดังขึ้น
“จริงด้วย! เป็นพิษหนอนน้ำแข็งจริงๆ! ...สวรรค์! ข้าเกือบฆ่าคนตายแล้ว!”
ชายชรารีบวิ่งออกมาหน้าร้าน มองเด็กน้อยตรงหน้าด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ “แม่หนูน้อย... ไม่สิ ท่านผู้รู้... ท่านรู้วิธีแก้พิษนี้หรือไม่?”
มู่หรงเสวี่ยยกยิ้มมุมปาก “ข้ารู้วิธีฝังเข็มไล่หนอนออกมา... แต่ข้าไม่มีเข็ม”
“ข้ามี! ข้ามีชุดเข็มเงินชั้นดี!” เถ่าแก่หวังรีบหยิบกล่องไม้จันทน์หอมออกมาวางตรงหน้า
“และข้า... ไม่มีค่าแรง” นางเสริมเสียงเรียบ
“เรื่องเงินไม่ใช่ปัญหา! หากรักษาคุณชายท่านนี้ได้ ข้ายินดีจ่ายหนึ่งร้อยตำลึงเงิน!”
มู่หรงเสวี่ยพยักหน้า นางหยิบเข็มเงินขึ้นมาตรวจสอบความคม ลมหายใจเข้าออกปรับเปลี่ยนเป็นจังหวะ นางเดินเข้าไปหลังม่าน พบชายหนุ่มร่างกำยำนอนหายใจรวยรินอยู่บนเตียง ผิวกายซีดเผือดจนเกือบโปร่งใส
‘พิษรุนแรงขนาดนี้ ยังประคองสติไว้ได้... วรยุทธ์คงไม่ธรรมดา’
นางลงมือทันที ปลายเข็มเงินถูกแทงลงไปที่จุดสำคัญบนหน้าอกและแขนอย่างแม่นยำและรวดเร็วราวกับร่ายรำ ทุกครั้งที่ปักเข็ม จะมีไอเย็นสีขาวพวยพุ่งออกมาจากร่างกายคนป่วย
ผ่านไปหนึ่งก้านธูป มู่หรงเสวี่ยถอนเข็มสุดท้ายออก พร้อมกับที่ชายหนุ่มกระอักเลือดสีดำคล้ำออกมา ก้อนเลือดนั้นดิ้นขลุกขลักอยู่บนพื้นก่อนจะแน่นิ่งไป มันคือตัวอ่อนของหนอนพิษ
“เรียบร้อย” นางปาดเหงื่อที่ซึมตามไรผม ร่างกายนี้อ่อนแอเกินไป การใช้สมาธิขั้นสูงทำให้นางหน้ามืดวูบจนเกือบล้ม
“สุดยอด! สุดยอดวิชาแพทย์!” เถ่าแก่หวังมองดูคนไข้ที่เริ่มมีสีเลือดฝาดด้วยความตื่นตะลึง “ท่าน... ท่านเป็นศิษย์ของสำนักใด?”
“ข้าไร้สำนัก เป็นเพียงคนผ่านทาง” มู่หรงเสวี่ยตอบปัดๆ “หนึ่งร้อยตำลึง กับชุดเข็มเงินชุดนี้... ข้าขอรับไปแทนค่ารักษา”
“เชิญ! เชิญเลยขอรับ!” เถ่าแก่หวังรีบจัดแจงนำตั๋วเงินและห่อเข็มอย่างดีมาให้ด้วยความนอบน้อม
มู่หรงเสวี่ยรับของมาเก็บไว้ในอกเสื้อ นางได้สิ่งที่ต้องการแล้ว... เงินทุน และอาวุธ
แต่ขณะที่นางกำลังจะเดินออกจากร้าน สายตาของนางพลันเหลือบไปเห็นเงาร่างสายหนึ่งที่ยืนสังเกตการณ์อยู่บนระเบียงชั้นสองของโรงเตี๊ยมฝั่งตรงข้าม
แม้จะมืดสลัว แต่สัญชาตญาณนักฆ่าในชาติก่อนร้องเตือนว่า ‘อันตราย’
ดวงตาคู่คมกริบภายใต้หน้ากากครึ่งหน้าที่มองลงมานั้น เย็นเยียบยิ่งกว่าพิษหนอนน้ำแข็งที่นางเพิ่งรักษาไป
‘มังกรซ่อนกาย...’ นางนิยามเจ้าของสายตานั้นในใจ ก่อนจะรีบก้มหน้าเดินหายเข้าไปในฝูงชนอย่างรวดเร็ว
...
บนระเบียงชั้นสอง
บุรุษหนุ่มในชุดคลุมสีดำสนิทปักลายพยัคฆ์เงิน จ้องมองแผ่นหลังเล็กๆ ของเด็กน้อยในชุดบ่าวชายที่กลืนหายไปกับความมืด มุมปากของเขายกขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่หาได้ยากยิ่ง
“องค์รัชทายาท...” องครักษ์เงาปรากฏตัวขึ้นด้านหลัง “คนของเรารายงานว่า อาการของรองแม่ทัพเซียวปลอดภัยแล้วพะย่ะค่ะ หมอเทวดาผู้นั้น...”
“ไม่ใช่หมอเทวดา...” เสียงทุ้มลึกเอ่ยขัด “เป็นแค่เด็กสิบขวบ”
“เด็กสิบขวบ!?” องครักษ์อุทานด้วยความตกใจ “จะเป็นไปได้อย่างไรพะย่ะค่ะ!”
เยี่ยจวิน หรือ รัชทายาทผู้กุมอำนาจแห่งแคว้นต้าเยี่ย หมุนแหวนหยกที่นิ้วหัวแม่มือเล่น แววตาเป็นประกายวาวโรจน์
“เด็กที่รู้จักจุดตายแม่นยำกว่าหมอหลวง และมีจิตสังหารรุนแรงยิ่งกว่ามือสังหาร... น่าสนใจ”
เขาหันกลับมาสั่งการด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด
“ไปสืบมา... ว่าเด็กนั่นเป็นลูกเต้าเหล่าใคร ข้าอยากรู้ว่าในเมืองหลวงแห่งนี้ ยังมี ‘เพชร’ เม็ดงามซ่อนอยู่ที่ไหนอีก”
...
กลับมาที่จวนแม่ทัพ
มู่หรงเสวี่ยปีนกลับเข้ามาทางช่องหมาลอดอย่างทุลักทุเล นางล้มตัวลงนอนบนฟางนุ่มๆ พร้อมกับกอดถุงเงินร้อยตำลึงไว้แนบอก รอยยิ้มกว้างปรากฏบนใบหน้า
เงินร้อยตำลึงนี้... มากพอที่จะซื้อสมุนไพรมาปรุงยาถอนพิษในร่างนาง และมากพอที่จะจ้างคนมาซ่อมแซมเรือนหลังนี้ให้กันลมกันฝน
“ท่านพ่อ...” นางพึมพำกับความมืด ดวงตาฉายแววท้าทาย “ลูกสาวอกตัญญูคนนี้ เตรียม ‘ของขวัญ’ ไว้ต้อนรับการกลับมาของท่านแล้ว หวังว่าท่านคงจะชอบ...”
อีกสามวัน... จวนแม่ทัพจะต้องลุกเป็นไฟ!
