บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 4 เสาหลักคนใหม่

ตอนที่ 4 เสาหลักคนใหม่

ดวงอาทิตย์สีแดงฉานกำลังคล้อยต่ำลงแตะเส้นขอบฟ้า ย้อมผืนน้ำทะเลให้กลายเป็นสีเลือด ช่างเป็นภาพที่งดงามทว่าแฝงไปด้วยความรู้สึกอ้างว้างและหนาวเหน็บสำหรับคนที่เพิ่งสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต

ลมทะเลยามเย็นเริ่มพัดกรรโชกแรงขึ้น หอบเอาละอองน้ำเค็มและความหนาวเย็นเข้ามากระทบผิวหนังที่ห่อหุ้มด้วยเพียงอาภรณ์ผ้าป่านบางเบาและขาดวิ่น ฮูหยินเสิ่นกอดร่างที่สั่นเทาของเสิ่นอวี่ซีเอาไว้แน่น เสียงสะอื้นไห้ของสตรีทั้งสองสลับกับเสียงถอนหายใจอย่างสิ้นหวังของเสิ่นถิงเจิ้นดังก้องแข่งกับเสียงเกลียวคลื่น

พวกเขากำลังรอ... รอให้ความตายมาเยือนอย่างเชื่องช้าบนเกาะร้างที่ไร้ซึ่งผู้คนแห่งนี้

"หากพวกท่านตั้งใจจะนั่งร้องไห้จนกว่าน้ำตาจะท่วมเกาะแห่งนี้ ข้าก็จะไม่ห้าม"

เสียงหวานใสทว่าเย็นเยียบและเฉียบขาดดุจคมดาบดังขึ้น ทำลายบรรยากาศอันน่าหดหู่ลงในพริบตา

ทุกคนเงยหน้าขึ้นมองต้นเสียง เสิ่นลู่ฉียืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้าพวกเขา แผ่นหลังของนางตั้งตรง เหยียดตรงยิ่งกว่าทวนของแม่ทัพในสมรภูมิ ดวงตาหงส์คู่นั้นไม่มีร่องรอยของความโศกเศร้าหรือหวาดกลัวแม้แต่หยดเดียว กลับกัน มันทอประกายวาวโรจน์ราวกับสัตว์ร้ายที่เพิ่งถูกปลดปล่อยออกจากกรงขัง

"แต่ข้าขอบอกไว้ก่อน..."

นางกวาดสายตามองคนในครอบครัวทีละคน

"เมื่อดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า อุณหภูมิบนเกาะจะลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว ลมทะเลจะพัดแรงขึ้นเป็นสองเท่า หากเราไม่มีเพิงพักกำบังลม ไม่มีกองไฟให้ความอบอุ่น คืนนี้ท่านพ่อที่ร่างกายอ่อนแออาจจะจับไข้ ท่านแม่และอวี่ซีอาจจะหนาวตายก่อนรุ่งสาง... พวกท่านอยากให้จุดจบของตระกูลเสิ่นเป็นเพียงซากศพไร้ชื่อที่ถูกนกนางนวลจิกกินอยู่บนหาดทรายนี่งั้นหรือ?"

คำพูดที่ตรงไปตรงมาและแทงใจดำอย่างไร้ความปรานี ทำให้เสิ่นถิงเจิ้นสะดุ้งสุดตัว ราวกับถูกตบหน้าเรียกสติ

"ลู่ฉี..."

เสิ่นเจาหยาง พี่ชายคนโตกัดฟันแน่น กำหมัดจนเส้นเลือดปูดโปน

"ข้า... ข้ารู้ ..แต่…แต่นอกจากมีดพร้าสองสามเล่มที่นายกองทิ้งไว้ให้ ที่นี่ก็ไม่มีอะไรเลย ไม่มีจอบให้ขุดดิน ไม่มีขวานให้โค่นไม้ใหญ่ ข้าจะสร้างที่พักปกป้องพวกเจ้าได้อย่างไร?"

เสิ่นลู่ฉีลอบกลอกตาในใจ โธ่เอ๊ย พี่ใหญ่ อดีตรองแม่ทัพผู้ห้าวหาญ ไฉนจึงได้มืดแปดด้านเช่นนี้!

ในยุคปัจจุบันที่นางจากมา แค่เปิดอินเทอร์เน็ตก็เจอพวกอินฟลูเอนเซอร์สายแคมป์ปิ้งหรือกูรูด้านการเอาชีวิตรอดในป่า ในทะเล หรือแม้แต่ในหิมะหนัก มากมายก่ายกอง คนพวกนั้นพกแค่มีดเล่มเดียวเข้าป่า ก็สามารถตัดไม้ไผ่มาสานเป็นเต็นท์สองชั้น ขุดเตาดินเหนียวอบพิซซ่า ซ้ำยังทำระบบน้ำประปาไม้ไผ่ได้หน้าตาเฉย! บางคนถึงขั้นใช้โคลนกับหินสร้างสระว่ายน้ำกลางป่าได้ด้วยซ้ำ! มีดพร้าตั้งสองสามเล่มนี่ถือว่าหรูหรามากแล้วนะ!

แต่นางก็รู้ดีว่า หากเอาเรื่องพวกนั้นมาพูดตอนนี้ พี่ชายของนางคงคิดว่านางสติฟั่นเฟือนไปแล้ว และที่สำคัญ การข่มขู่หรือซ้ำเติมคนที่กำลังหมดกำลังใจย่อมไม่ใช่การกระทำของกุนซือที่ดี นางต้องปั่นหัวให้เขามีไฟต่างหาก

"พี่ใหญ่ ท่านคือบุรุษผู้ฝึกฝนวรยุทธ์มาตั้งแต่เด็ก พละกำลังของท่านผสานกับมีดพร้าในมือ นั่นคือเครื่องมือที่ดีที่สุดแล้ว"

เสิ่นลู่ฉีก้าวเข้าไปหาพี่ชาย จ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่กำลังสับสนของเขา

"หยุดมองหาสิ่งที่พวกเราสูญเสียไป แล้วมองดูสิ่งที่เรามีอยู่เบื้องหน้า"

นางหันชี้มือไปยังแนวป่าโปร่งที่อยู่ลึกเข้าไปจากชายหาด

"ที่นั่นมีกิ่งไม้ร่วงหล่นอยู่มากมาย มีเถาวัลย์ที่เหนียวพอจะใช้แทนเชือก มีดพร้าของท่านสามารถใช้ตัดริดกิ่งและเถาวัลย์พวกนั้นได้สบาย ข้าไม่ได้ต้องการให้ท่านสร้างคฤหาสน์ ข้าต้องการแค่เพิงพักกันลมชั่วคราวสำหรับคืนนี้"

ความเด็ดขาดและอำนาจที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวน้องสาว ประกอบกับแววตาที่เชื่อมั่นในตัวเขา ทำให้เสิ่นเจาหยางผู้ซึ่งเคยเป็นถึงรองแม่ทัพหน่วยองครักษ์ถึงกับเผลอยืดอกรับคำสั่งโดยสัญชาตญาณ

"ข้าเข้าใจแล้ว ข้าจะเอามีดพร้าไปรวบรวมกิ่งไม้ใหญ่มาเดี๋ยวนี้"

"เดี๋ยวก่อน"

เสิ่นลู่ฉีรั้งเขาไว้ นางหันไปมองรอบๆ ก่อนจะชี้ไปยังโขดหินขนาดใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก โขดหินนั้นมีลักษณะเว้าเข้าไปด้านในเล็กน้อยคล้ายถ้ำตื้นๆ

"เราจะสร้างเพิงพักพิงโขดหินนั่น มันจะช่วยบังลมจากทิศตะวันออกและทิศเหนือได้ พวกเราจะได้ประหยัดแรงในการสร้างโครงสร้างไปได้ถึงครึ่งหนึ่ง"

ดวงตาของเสิ่นเจาหยางเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย เขามองโขดหินสลับกับใบหน้าของน้องสาว ความชื่นชมเริ่มเข้ามาแทนที่ความสิ้นหวัง น้องรอง... นางคิดอ่านได้ทะลุปรุโปร่งถึงเพียงนี้ตั้งแต่เมื่อใด?

เสิ่นลู่ฉีสั่งการต่ออย่างฉับไวราวกับแม่ทัพสั่งการทหาร ก่อนจะหันไปหาน้องสาวคนเล็กที่กำลังนั่งตัวสั่นอยู่

"อวี่ซี ลุกขึ้น"

"พี่รอง... ข้า... ข้าไม่มีแรง" เด็กน้อยเสียงสั่น

"ในทะเลทราย หากอูฐหยุดเดินมันก็จะตาย บนเกาะแห่งนี้ก็เช่นกัน" น้ำเสียงของนางอ่อนลงเล็กน้อย ทว่ายังคงแฝงความเข้มงวด

"เจ้าไม่ได้เดินคนเดียว พี่รองอยู่ที่นี่ พี่รองจะทำงานไปพร้อมกับเจ้า ลุกขึ้นเถอะอวี่ซี ไปช่วยพี่รวบรวมใบไม้แห้งและหญ้าแห้งมาให้มากที่สุด เราต้องใช้มันปูพื้นเพื่อกันความชื้นจากทราย และใช้มุงหลังคากันน้ำค้าง"

อวี่ซีมองแววตาที่หนักแน่นของพี่สาว ก่อนจะพยักหน้าช้าๆ แล้วกัดฟันยันตัวลุกขึ้นยืน

เสิ่นลู่ฉีหันไปหามารดา

"ท่านแม่ ท่านพ่อเดินมากระทบกระเทือนจนบอบช้ำ ท่านช่วยประคองท่านพ่อไปนั่งพักที่ใต้โขดหินนั่น แล้วรวบรวมเศษหินก้อนเล็กๆ มาล้อมเป็นวงกลมเตรียมไว้สำหรับก่อกองไฟคืนนี้... ทำได้หรือไม่เจ้าคะ?"

ฮูหยินเสิ่นนางเป็นคุณหนูในห้องหอที่คุ้นชินกับการมีสาวใช้ล้อมหน้าล้อมหลังมาทั้งชีวิต บัดนี้เมื่อได้รับมอบหมายหน้าที่ นางกลับรู้สึกว่าตนเองยังมีคุณค่า นางปาดน้ำตา ลุกขึ้นพยุงสามี

"แม่ทำได้ ลู่ฉี... แม่จะทำ"

เมื่อทุกคนแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ เสิ่นลู่ฉีก็ไม่ได้ยืนชี้นิ้วสั่งอยู่เฉยๆ นางเดินตรงไปยังชายป่า สายตาดุจเหยี่ยวสอดส่องหาวัสดุที่ใช้งานได้ มือที่เคยขาวเนียนนุ่มนิ่มราวกับหยกสลัก บัดนี้กำลังหักกิ่งไม้เล็กๆ รวบรวมใบปาล์มขนาดใหญ่ และดึงเถาวัลย์อย่างไม่กลัวเกรงต่อรอยขีดข่วนหรือหนามแหลมคม

เศษหินเศษไม้บาดมือจนเลือดซึม แต่นางไม่แม้แต่จะนิ่วหน้า สำหรับคนที่เคยจับเชือกดึงอวนฝ่าพายุกลางทะเลมาแล้วในอดีตชาติ บาดแผลแค่นี้ไม่ต่างอะไรกับมดกัด

ภาพของคุณหนูรองตระกูลเสิ่น สตรีผู้ได้ชื่อว่างดงามและบอบบางที่สุดในเมืองหลวง กำลังแบกหอบกิ่งไม้และใบปาล์มกองโตเดินกลับมาที่โขดหิน ทำให้เสิ่นถิงเจิ้นที่นั่งมองอยู่ถึงกับน้ำตาคลอเบ้า เขาผู้เป็นบิดาควรจะเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้ลูก ทว่าบัดนี้กลับต้องให้บุตรสาววัยสิบเจ็ดปีมาแบกรับชะตากรรมของตระกูล

"ท่านพ่อ เลิกร้องไห้ได้แล้วเจ้าค่ะ เก็บน้ำตาของท่านไว้ใช้วันที่พวกเราได้กลับไปเหยียบเมืองหลวงเถิด"

เสิ่นลู่ฉีโยนกองใบไม้ลงบนพื้น ก่อนจะเริ่มลงมือสาธิตการสานเพิงพักให้เสิ่นเจาหยางดู

"พี่ใหญ่ นำกิ่งไม้ใหญ่พิงทแยงกับโขดหิน ทำมุมให้ลาดเอียงพอที่น้ำค้างหรือน้ำฝนจะไหลลงมาได้ จากนั้นใช้เถาวัลย์มัดไขว้กันให้แน่นหนา" นางหยิบเถาวัลย์ขึ้นมาผูกเงื่อนตายอย่างทะมัดทะแมงและรวดเร็วจนเสิ่นเจาหยางมองแทบไม่ทัน

"วิธีผูกแบบนี้เรียกว่าเงื่อนชาวเรือยิ่งโดนลมพัด มันก็จะยิ่งรัดแน่น ไม่มีวันหลุด"

เสิ่นเจาหยางทำตามอย่างแข็งขัน พละกำลังของเขาทำให้โครงสร้างกิ่งไม้แข็งแรงขึ้นรูปอย่างรวดเร็ว จากนั้นเสิ่นลู่ฉีก็สอนให้อวี่ซีและมารดานำใบปาล์มและหญ้าแห้งมาสานขัดกันบนโครงไม้ ซ้อนทับกันจากล่างขึ้นบนเพื่อให้ใบไม้รีดน้ำออกด้านนอก

เวลาผ่านไปเพียงชั่วจิบชา เพิงพักชั่วคราวที่ดูเรียบง่ายทว่าแข็งแรงและกันลมได้อย่างดีเยี่ยมก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าพวกเขา

ด้านในของเพิงพักถูกปูด้วยใบไม้แห้งหนานุ่มเพื่อกันความหนาวเย็นจากพื้นทราย ด้านนอกมีกำแพงกิ่งไม้และใบปาล์มช่วยบดบังลมทะเลที่เริ่มพัดกรรโชกแรงในยามค่ำคืน ตรงกลางลานหน้าเพิงพัก ฮูหยินเสิ่นได้เรียงก้อนหินเป็นวงกลมไว้เรียบร้อยแล้ว

เสิ่นเจาหยางใช้ก้อนหินกะเทาะมีดพร้าจนเกิดประกายไฟ จุดเศษหญ้าแห้งที่เสิ่นลู่ฉีขยี้จนเป็นขุย เมื่อเปลวไฟสีส้มสว่างวาบขึ้น ความอบอุ่นก็แผ่ซ่านขับไล่ความหนาวเหน็บและความหวาดกลัวในใจของทุกคนออกไปจนสิ้น

ครอบครัวเสิ่นเข้ามานั่งล้อมวงกันในเพิงพักใต้แสงไฟอันริบหรี่ ไม่มีใครพูดอะไรออกมา แต่สายตาทุกคู่ต่างจับจ้องไปที่ดรุณีสวมชุดผ้าป่านขาดวิ่นผู้มีใบหน้าเปื้อนเขม่าควันไฟ

เพียงแค่ชั่วยามเดียว สตรีผู้นี้ได้พลิกสถานการณ์จากความตายที่รออยู่เบื้องหน้า ให้กลายเป็นที่พักพิงอันอบอุ่น

"ลู่ฉี..."

เสิ่นถิงเจิ้นเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

"พ่อ... พ่อขอโทษที่ทำให้พวกเจ้าต้องมาตกระกำลำบากเช่นนี้ พ่อไร้ความสามารถ..."

"ความผิดเดียวของท่านพ่อ คือความซื่อตรงที่ไร้เล่ห์เหลี่ยม จนถูกพวกสุนัขลอบกัดเอาได้"

เสิ่นลู่ฉีเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบทว่าทรงพลัง

"แต่ในเมื่อพวกมันส่งเรามาที่นี่ เราก็จะใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ ให้ดีจนพวกมันต้องกระอักเลือดตาย"

นางเงยหน้าขึ้นมองเปลวไฟ แววตาของนางสะท้อนประกายแห่งความทะเยอทะยานที่ไม่มีสิ่งใดดับได้

"คืนนี้พวกท่านพักผ่อนให้เต็มที่ พรุ่งนี้รุ่งสาง ข้าจะพาพวกท่านไปทำความรู้จักกับคลังเสบียงของเรา"

บัดนี้ ตำแหน่งเสาหลักของตระกูลเสิ่น ได้เปลี่ยนมืออย่างสมบูรณ์แบบแล้ว

****

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel