บทที่ 6 แหดักปลาผืนแรก
บทที่ 6 แหดักปลาผืนแรก
แสงตะวันยามเช้าสาดส่องกระทบผืนน้ำทะเลสีครามจนเกิดประกายระยิบระยับราวกับเกล็ดมังกรคลี่ตัว อากาศยามเช้าบนเกาะตงไห่บริสุทธิ์และสดชื่นผิดกับเมืองหลวงที่เต็มไปด้วยฝุ่นควันและกลิ่นอายของการแก่งแย่งชิงดี
เมื่อคืนครอบครัวเสิ่นได้หลับสนิทเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ถูกเนรเทศ ท้องที่เคยว่างเปล่าถูกเติมเต็มด้วยเนื้อหอยนางรมสดหวานและหมึกย่างหอมกรุ่น แม้จะไม่มีข้าวสวยร้อนๆ หรือเครื่องปรุงเลิศรส ทว่าความหิวโหยและความเหนื่อยล้าก็เปลี่ยนให้อาหารมื้อนั้นกลายเป็นมื้อที่อร่อยที่สุดในชีวิต
ทว่า... กฎของการเอาชีวิตรอด ไม่เคยอนุญาตให้ผู้ใดหยุดพักนานเกินไป
เสิ่นลู่ฉีตื่นขึ้นมาตั้งแต่ยามเหม่า (05.00-06.59 น.) นางเดินออกจากเพิงพัก ทอดสายตามองพี่ชายคนโตที่กำลังยืนเปลือยท่อนบนอยู่ริมแอ่งน้ำตื้น เสิ่นเจาหยางถือท่อนไม้แหลมที่เหลาไว้อย่างหยาบๆ ดวงตาเบิกกว้างจ้องมองลงไปในน้ำ กล้ามเนื้อทุกสัดส่วนเกร็งเขม็ง ราวกับกำลังเผชิญหน้ากับศัตรูในสมรภูมิรบ
ฟุ่บ! ซ่า!
หอกไม้พุ่งทะลวงผืนน้ำอย่างแรงจนน้ำสาดกระเซ็น ทว่าเมื่อดึงขึ้นมา กลับมีเพียงวัชพืชทะเลสีเขียวที่ติดปลายไม้มาเยาะเย้ยเขาเท่านั้น
"บัดซบ! ไยปลากุ้งที่นี่ถึงได้ว่องไวนัก!"
เสิ่นเจาหยางสบถอย่างหัวเสีย เขายกมือขึ้นปาดเหงื่อที่ผุดพรายเต็มหน้าผาก
"ข้าเป็นถึงอดีตรองแม่ทัพ กลับจับปลาโง่ๆ ตัวเดียวยังไม่ได้ น่าสมเพชนัก!"
"พี่ใหญ่"
เสียงใสกระจ่างดังขึ้นจากด้านหลัง
เสิ่นเจาหยางหันขวับไปมอง เห็นน้องสาวคนรองยืนกอดอกพิงโขดหินอยู่ มุมปากของนางประดับด้วยรอยยิ้มบางๆ ที่ดูทั้งเอ็นดูและขบขัน
"เจ้ารอง เจ้าตื่นแล้วหรือ" พี่ชายหน้าเจื่อน รีบโยนท่อนไม้ทิ้งราวกับเด็กถูกจับได้ว่าทำผิด
"ข้า... ข้าแค่อยากจะหาเนื้อปลามาให้ท่านพ่อท่านแม่กินบ้าง หอยนางรมแม้จะอร่อย แต่มันไม่อยู่ท้อง หากเราต้องใช้แรงสร้างที่พักและหาฟืน เราต้องกินเนื้อ"
"ความคิดของพี่ใหญ่นั้นถูกต้อง แต่ยุทธวิธีนั้นผิดพลาดอย่างมหันต์"
เสิ่นลู่ฉีเดินเข้ามาใกล้ สายตาทอดมองรอยเท้าที่ย่ำจนน้ำในแอ่งขุ่นคลั่ก
"ปลาในทะเลไม่ได้โง่เขลาเหมือนปลาสวยงามในสระบัวจวนเสนาบดี ยิ่งท่านใช้กำลังและเสียงดังตึงตัง พวกมันก็ยิ่งหนีเตลิดไปไกล การสู้กับทะเล... ต้องใช้สมอง ไม่ใช่พละกำลัง"
เสิ่นเจาหยางถอนหายใจยาว ทรุดตัวลงนั่งบนโขดหินอย่างหมดสภาพ
"แล้วข้าควรทำเช่นไร? หรือเราต้องทนกินแต่หอยนางรมจนกว่าฟันจะหัก?"
"ใครบอกให้ท่านทนเล่า"
เสิ่นลู่ฉีหัวเราะในลำคอ นางหันหลังกลับชี้มือไปยังกองวัสดุที่นางตื่นมาจัดการรวบรวมไว้ตั้งแต่เช้าตรู่
"พี่ใหญ่ ข้าต้องการให้ท่านช่วยข้าถักอาวุธชิ้นใหม่"
สิ่งที่กองอยู่เบื้องหน้าเสิ่นเจาหยางคือเถาวัลย์เส้นเหนียวขนาดเล็กที่เสิ่นลู่ฉีสั่งให้นางและอวี่ซีช่วยกันรวบรวมมาจากชายป่าเมื่อวานเย็น และเศษเชือกป่านเส้นหนาที่เปื่อยยุ่ย ซึ่งนางเก็บตกมาจากเศษซากปรักหักพังของเรือเก่าริมหาด
"เถาวัลย์กับเชือกเน่าๆ พวกนี้หรือ? เจ้าจะให้ข้าทำสิ่งใด? มัดหินแล้วปาใส่หัวปลาหรืออย่างไร?"
"ท่านนี่ช่างไร้จินตนาการเสียจริง"
นางส่ายหน้าเบาๆ หยิบเชือกป่านที่เปื่อยยุ่ยขึ้นมา แล้วเริ่มใช้ปลายนิ้วเรียวยาวแกะเกลียวเชือกออกอย่างเบามือและรวดเร็ว แยกมันออกเป็นเส้นด้ายย่อยๆ ที่มีความเหนียวทนทาน
"เราจะสานแหดักปลากันต่างหาก"
"แหดักปลา?เจ้ารอง เจ้าพูดเป็นเล่น ข้าเคยเห็นชาวประมงเมืองหลวงทำแห มันต้องใช้เข็มไม้ไผ่สานตาข่ายอย่างประณีต ใช้เวลาเป็นเดือนๆ กว่าจะได้สักผืน แล้วเรามีสิ่งใดบ้าง? แม้แต่มีดยังไม่มี!"
"เพราะเราไม่มีเวลาเป็นเดือน ข้าจึงไม่สานแหผืนใหญ่ แต่ข้าจะทำลอบดักปลาแบบตะวันออก"
เสิ่นลู่ฉีไม่เสียเวลาอธิบายด้วยคำพูด นางทิ้งตัวลงนั่งบนผืนทราย สองมือเริ่มขยับทำงานอย่างเป็นธรรมชาติราวกับเคยทำมาแล้วนับหมื่นครั้ง นางใช้เถาวัลย์สดที่ยังมีความยืดหยุ่นมาขดเป็นวงกลมหลายๆ วง ลดหลั่นขนาดกันไป จากนั้นใช้เส้นด้ายป่านที่แกะออกมา ถักทอโยงวงแหวนเถาวัลย์เหล่านั้นเข้าด้วยกันเป็นรูปทรงกรวยยาว
นิ้วมือขาวผ่องที่เคยจับเพียงพู่กันและถ้วยชา บัดนี้กำลังดึง รัด และมัดเงื่อนอย่างทะมัดทะแมง บาดแผลและรอยขีดข่วนจากเศษไม้ไม่ได้ทำให้นางนิ่วหน้าเลยแม้แต่น้อย
เสิ่นเจาหยางมองน้องสาวด้วยความตกตะลึง ท่าทางของนางไม่ใช่คนที่เพิ่งเคยทำเป็นครั้งแรก แต่มันคือความชำนาญที่ฝังลึกอยู่ในสายเลือด! น้องรองของเขา... ไปเรียนรู้วิชาของชาวประมงชั้นครูเช่นนี้มาจากที่ใดกัน?
"อย่ามัวแต่อ้าปากค้างพี่ใหญ่"
เสียงของนางดึงสติเขากลับมา
"มาช่วยข้าจับวงเถาวัลย์นี่ไว้ ข้าจะสานตาข่ายชั้นใน"
ทั้งสองพี่น้องช่วยกันทำงานอย่างขะมักเขม้น อวี่ซีที่เพิ่งตื่นนอนก็วิ่งเข้ามาช่วยฉีกเถาวัลย์เป็นเส้นเล็กๆ ฮูหยินเสิ่นและเสิ่นถิงเจิ้นเดินออกมามองลูกๆ ด้วยความตื้นตันใจ แม้จะอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด แต่ตระกูลเสิ่นกลับมีความกลมเกลียวและมีชีวิตชีวามากกว่าตอนที่อยู่ในจวนอันโอ่อ่าเสียอีก
ผ่านไปเพียงชั่วยามครึ่ง (ประมาณ 3 ชั่วโมง) สิ่งประดิษฐ์หน้าตาประหลาดก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า มันคือลอบดักปลาทรงกรวยยาว ปากกว้าง ท้ายแคบ ด้านในมีตาข่ายดักอีกชั้นหนึ่งที่ทำรูปทรงคล้ายกรวยปากแคบชี้เข้าไปด้านใน
"เสร็จแล้ว"
เสิ่นลู่ฉียกมันขึ้นชูให้เห็นแสงอาทิตย์รอดผ่านช่องตาข่าย
"ดูอัปลักษณ์ไปสักหน่อย แต่ข้าขอเอาหัวเป็นประกันว่ามันใช้งานได้จริง"
"แล้วมันใช้อย่างไร?"
อวี่ซีเอียงคอถามด้วยความสงสัย
"ความลับของมันไม่ได้อยู่ที่ตัวแห แต่อยู่ที่ทำเลและเวลา"
เสิ่นลู่ฉีหรี่ตามองระดับน้ำทะเล
"บัดนี้เป็นช่วงยามซื่อ (09.00-10.59 น.) น้ำกำลังเริ่มขึ้น พี่ใหญ่ ท่านถือสิ่งนี้ตามข้ามา"
นางเดินนำพี่ชายไปยังแนวโขดหินทางทิศตะวันตก ซึ่งมีร่องน้ำลึกแคบๆ ทอดยาวคั่นกลางระหว่างก้อนหินใหญ่สองก้อน ร่องน้ำนี้เปรียบเสมือนคอขวดที่น้ำทะเลจะต้องไหลผ่านเมื่อระดับน้ำสูงขึ้น
"วางมันลงไปตรงนี้ ให้ปากกรวยหันออกสู่ทะเล"
นางชี้มือสั่งการ เสิ่นเจาหยางทำตามอย่างว่าง่าย เขาวางลอบดักปลาลงในร่องน้ำแคบๆ จากนั้นเสิ่นลู่ฉีก็ให้นำก้อนหินก้อนใหญ่มาทับไว้ที่ด้านบนและด้านข้าง เพื่อตรึงให้มันอยู่กับที่และปิดช่องว่างรอบๆ ไม่ให้ปลาว่ายหนีออกไปได้
"แค่นี้หรือ?" เสิ่นเจาหยางเลิกคิ้ว
"ปลามันจะโง่ว่ายเข้าไปในกรวยนี่จริงๆ หรือ?"
"เมื่อน้ำขึ้น ฝูงปลาเล็กปลาน้อย รวมถึงกุ้งและปู จะว่ายตามกระแสน้ำเข้ามาหากินตามซอกหิน พวกมันจะถูกกระแสน้ำบังคับให้ว่ายผ่านร่องคอขวดนี้ และเข้าไปในลอบของเรา"
เสิ่นลู่ฉีอธิบายอย่างใจเย็น พลางโยนเปลือกหอยนางรมทุบละเอียดลงไปในลอบเพื่อเป็นเหยื่อล่อ
"และด้วยกลไกกรวยตาข่ายชั้นในที่ชี้เข้าไป เมื่อพวกมันว่ายเข้าไปแล้ว จะไม่มีวันหาทางว่ายกลับออกมาได้"
"สวรรค์... นี่มันค่ายกลดักปลาชัดๆ!"
อดีตรองแม่ทัพถึงกับตบเข่าฉาด เขาเพิ่งเข้าใจหลักการทำงานของมัน บังคับทิศทาง ล่อลวง และปิดประตูตีแมว! ช่างเป็นกลยุทธ์ทางทหารที่ถูกนำมาประยุกต์ใช้กับการหาปลาได้อย่างแยบยล
"ทีนี้ เราก็แค่กลับไปพักผ่อน และปล่อยให้ทะเลทำงานแทนเรา"
นางแย้มยิ้มอย่างมาดมั่น
ช่วงเวลาแห่งการรอคอยช่างยาวนานในความรู้สึกของคนหิว ทว่าเสิ่นลู่ฉีไม่ได้ปล่อยเวลาให้สูญเปล่า นางพาทุกคนไปเก็บฟืนและคัดแยกหินเพื่อทำเตาไฟชั่วคราวให้แข็งแรงขึ้น จนกระทั่งตะวันเริ่มคล้อยต่ำลงสูยามเซิน (15.00-16.59 น.) ระดับน้ำทะเลที่เคยสูงขึ้นจนมิดโขดหิน ก็เริ่มลดระดับลงอย่างรวดเร็ว
"ได้เวลาเก็บเกี่ยวแล้ว"
คำพูดเพียงประโยคเดียวของเสิ่นลู่ฉี ทำให้ทุกคนผุดลุกขึ้นพร้อมกัน ครอบครัวเสิ่นเดินแกมวิ่งตามหลังสตรีร่างบางไปยังร่องหินคอขวด หัวใจของทุกคนเต้นระทึก ลุ้นระทึกยิ่งกว่าตอนรอฟังผลสอบจอหงวนเสียอีก
เมื่อไปถึงร่องน้ำ น้ำทะเลได้ลดลงจนเกือบแห้ง เผยให้เห็นลอบดักปลาที่ถูกหินทับไว้
สิ่งที่ทำให้เสิ่นเจาหยางตาเบิกกว้างแทบถลน คือเสียง ดิ้นพราดๆ และน้ำที่กระเซ็นออกมาจากภายในลอบเถาวัลย์นั้น!
"พี่ใหญ่ ยกมันขึ้นมา!"
เสิ่นลู่ฉีออกคำสั่ง
เสิ่นเจาหยางรีบยกก้อนหินที่ทับอยู่ออก แล้วคว้าปลายลอบยกขึ้นมาเหนือน้ำ วินาทีนั้นเอง แสงแดดยามเย็นก็สะท้อนเข้ากับประกายสีเงินวาววับที่ดิ้นรนอยู่ภายใน
"สวรรค์! ปลา! ปลาจริงๆ ด้วย!"
ฮูหยินเสิ่นยกมือปิดปาก น้ำตาแห่งความปีติไหลริน
ในลอบดักปลาที่ดูหยาบกระด้างนั้น อัดแน่นไปด้วยปลากะพงทะเลตัวอวบอ้วนสามตัว ปลาเก๋าจุดสีน้ำตาลตัวเขื่องอีกหนึ่งตัว กุ้งทะเลตัวใสแจ๋วขนาดเท่านิ้วมือผู้ใหญ่อีกนับสิบตัว และยังมีปูม้าที่กำลังชูก้ามขู่ฟ่อๆ อีกสองตัว!
น้ำหนักของผลผลิตทำให้เสิ่นเจาหยางถึงกับต้องใช้สองมือประคองตะกร้า เขาเงยหน้ามองน้องสาวด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง มันไม่ใช่แค่ความชื่นชม แต่มันคือความศรัทธาอย่างหมดหัวใจ
เสิ่นลู่ฉีมองผลงานชิ้นแรกด้วยความพึงพอใจ นางก้าวเข้าไปใกล้ ลูบเกล็ดปลาสีเงินที่กำลังสะท้อนแสงแดด
"เห็นหรือไม่พี่ใหญ่ ทะเลไม่เคยโหดร้ายกับผู้ที่รู้จักปรับตัว"
นางหันไปมองครอบครัวที่กำลังยิ้มกว้างจนแก้มปริ ไม่ไปที่ต้นไผ่ที่นางคิดว่าจะนำมาใช้แทนหม้อในการต้มน้ำ ต้นไม้พร้าวที่อยู่ไม่ไกลก่อนจะเอ่ยว่า
"คืนนี้เราจะมีต้มปลาเก๋าร้อนๆ ปลากระพงย่าง กุ้งย่างไฟ และปูนึ่ง... ตระกูลเสิ่นของเรา จะไม่มีวันอดตายบนเกาะแห่งนี้เด็ดขาด"
เสียงเกลียวคลื่นกระทบฝั่งดังซู่ซ่า ราวกับเป็นเสียงปรบมือเฉลิมฉลองชัยชนะก้าวแรกของนางพญาแห่งตงไห่ บัดนี้ ไม่มีใครในตระกูลเสิ่นสงสัยในคำพูดของนางอีกต่อไป
บนเกาะร้างที่ไร้ผู้คนแห่งนี้ เสิ่นลู่ฉีไม่ได้เป็นเพียงคุณหนูรองที่ถูกเนรเทศ แต่นางคือกฎเกณฑ์ที่จะกำหนดชะตาชีวิตของทุกคนนับจากนี้เป็นต้นไป!
****
