ตอนที่ 3 ลมหายใจแห่งตงไห่
ตอนที่ 3 ลมหายใจแห่งตงไห่
การเดินทางจากเมืองหลวงสู่ชายฝั่งตะวันออกใช้เวลายาวนานถึงหนึ่งเดือนเต็ม สำหรับอดีตขุนนางขั้นสองผู้เคยนั่งรถม้าบุนวมนุ่มและมีองครักษ์คุ้มกันอย่างเสิ่นถิงเจิ้น การต้องก้าวเดินด้วยสองเท้าที่ถูกล่ามตรวน ย่ำไปบนถนนดินลูกรังขรุขระท่ามกลางแสงแดดแผดเผาและพายุฝนกระหน่ำ ไม่ต่างอะไรกับการถูกลอกคราบแล้วนำไปย่างไฟทั้งเป็น
ตลอดรายทาง เสิ่นเจาหยางพี่ชายคนโต พยายามใช้ร่างกายกำยำของตนบังแดดบังฝนให้บิดาและมารดาจนแผ่นหลังของเขาเต็มไปด้วยรอยไหม้เกรียมและแผลพุพอง ฮูหยินเสิ่นที่เคยสวมใส่เพียงผ้าไหมเนื้อละเอียด บัดนี้ฝ่าเท้าที่เคยถูกรัดจนเล็กจิ๋วเต็มไปด้วยบาดแผลเหวอะหวะ นางเดินสะดุดล้มครั้งแล้วครั้งเล่า น้ำตาเหือดแห้งจนไม่มีเหลือให้ร้องไห้ เสิ่นอวี่ซีน้องสาวคนเล็กซูบผอมลงจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก ดวงตาที่เคยกะพริบปริบๆ อย่างซุกซน บัดนี้เหม่อลอยไร้ชีวิตชีวา
มีเพียงเสิ่นลู่ฉีเท่านั้น ที่ดูเหมือนจะทนทานต่อความยากลำบากได้อย่างน่าประหลาดใจ
แม้อาภรณ์ผ้าป่านจะขาดวิ่น ข้อมือและข้อเท้าจะปรากฏรอยแดงช้ำจากการเสียดสีของโซ่ตรวน ทว่าหลังของนางยังคงตั้งตรงดุจเดิม ใบหน้าที่หมองคล้ำลงเพราะแสงแดดกลับไม่อาจกลบประกายความมุ่งมั่นในดวงตาหงส์คู่นั้นได้ นางไม่ได้ปริปากบ่น ไม่ได้โอดครวญ ในยามที่มารดาและน้องสาวล้มลง นางคือคนแรกที่ยื่นมืออันบอกบางไปพยุง ในยามที่บิดาสะอื้นไห้ด้วยความอัปยศ นางเพียงแต่มองตรงไปเบื้องหน้า ราวกับว่าเส้นทางที่แสนทุรกันดารนี้เป็นเพียงบททดสอบเล็กๆ น้อยๆ ก่อนจะก้าวขึ้นสู่บัลลังก์
และแล้ว ในยามโหย่ว (17.00-18.59 น.) ของวันที่สามสิบเอ็ด เสียงเกลียวคลื่นกระทบฝั่งก็ดังแว่วมาตามสายลม
"ถึงแล้ว! ข้ามเนินเขาลูกนี้ไปก็คือทะเลตงไห่! พวกเจ้าทุกคนเตรียมตัวขึ้นเรือข้ามฟาก!"
เสียงตวาดของผู้คุมนักโทษปลุกให้ทุกคนตื่นจากภวังค์ เสิ่นถิงเจิ้นเงยหน้าขึ้นมองเนินเขาเบื้องหน้าด้วยสายตาว่างเปล่า การขึ้นเรือข้ามฟากหมายถึงจุดสิ้นสุดของชีวิตบนแผ่นดินใหญ่ และจุดเริ่มต้นของการรอคอยความตายบนเกาะร้าง
การนั่งเรือข้ามฟากไปยังเกาะตงไห่ใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วยาม ทว่าสำหรับคนตระกูลเสิ่น มันยาวนานราวกับชั่วกัปชั่วกัลป์ คลื่นลมที่พัดกระหน่ำทำให้เรือโคลงเคลงอย่างรุนแรง ฮูหยินเสิ่นและเสิ่นอวี่ซีอาเจียนจนหมดไส้หมดพุง เสิ่นเจาหยางกอดมารดาและน้องสาวไว้แน่น ใบหน้าซีดเผือดด้วยความเมาคลื่นและความหวาดกลัวต่อเกลียวคลื่นสีดำทะมึนที่พร้อมจะกลืนกินพวกเขาทุกเมื่อ
เสิ่นลู่ฉียืนเกาะกราบเรือ ปล่อยให้ละอองน้ำทะเลสาดกระเซ็นกระทบใบหน้า ความเค็มปะแล่มที่แตะลงบนริมฝีปาก กลิ่นอายความชื้นที่ลอยมาตามลม เสียงนกนางนวลที่ร้องเรียกหากัน ทุกสิ่งทุกอย่างช่างคุ้นเคย คุ้นเคยจนหัวใจของนางเต้นแรงด้วยความตื่นเต้น
ใช่แล้ว... นี่แหละคือลมหายใจแห่งตงไห่
ในอดีตชาติ นางจำได้ดีว่าท้องทะเลนี้เคยใจกว้างเพียงใด มันเคยหล่อเลี้ยงชีวิตของชาวประมงนับหมื่นนับแสน มันเคยมอบไข่มุกเม็ดงามให้แก่นาง มันเคยสอนให้นางรู้จักความอดทนและความเข้มแข็ง ในสายตาของคนเมืองหลวง ทะเลคือสัตว์ร้ายที่คาดเดาไม่ได้ แต่สำหรับนาง ทะเลคือมารดาผู้โอบอ้อมอารี
"ลงไปได้แล้ว! ถึงเกาะตงไห่แล้ว!"
เรือจอดเทียบเข้ากับชายหาดหินขรุขระ ผู้คุมผลักไสนักโทษตระกูลเสิ่นลงจากเรืออย่างหยาบคาย เสิ่นถิงเจิ้นก้าวพลาดล้มลงคลุกทรายเปียกชื้น ฮูหยินเสิ่นกรีดร้องเสียงหลง รีบคลานเข้าไปประคองสามี
"ปลดโซ่ตรวนให้พวกมัน!"
เสียงโซ่เหล็กกระทบกันดังกราวใหญ่ เมื่อโซ่ตรวนถูกปลดออก ความรู้สึกเบาโหวงกลับถูกแทนที่ด้วยความสิ้นหวังที่หนักอึ้งยิ่งกว่าเดิม พวกเขาเป็นอิสระแล้ว อิสระที่จะรอความตายบนเกาะร้างแห่งนี้
ก่อนออกจากเกาะนายกองผู้คุ้มแม้ว่าจะโหดร้ายแต่ในท้ายสุดก็ยังทิ้งอุปกรณ์เช่นมีดพร้าสองสามเล่มและอุปกรณ์ยังชีพเล็กน้อยเอาไว้ให้พวกเขา ถึงอย่างไรที่นี่ก็เป็นเกาะร้างพวกเขาคงจะไม่สามารถที่จะนำไปทำร้ายผู้ใดได้ เรือข้ามฟากถอยห่างออกจากฝั่ง ทิ้งครอบครัวอดีตเสนาบดีกรมคลังไว้เบื้องหลังท่ามกลางความมืดมิดของยามค่ำคืนและเสียงคลื่นลมที่โหมกระหน่ำ
เสิ่นถิงเจิ้นทรุดตัวลงคุกเข่าบนผืนทราย สองมือกอบกำทรายเปียกชื้นขึ้นมาอย่างสั่นเทา น้ำตาลูกผู้ชายไหลรินอาบแก้ม
"จบสิ้นแล้ว ตระกูลเสิ่นของข้า จบสิ้นแล้วจริงๆ!"
อดีตเสนาบดีผู้เคยชี้เป็นชี้ตายในกรมคลัง บัดนี้ร่ำไห้คร่ำครวญราวกับเด็กทารก
"ฮ่องเต้ทรงโปรด! ข้าน้อยถูกใส่ร้าย! สวรรค์! เหตุใดท่านจึงตาบอดเช่นนี้!"
"ท่านพี่..."
ฮูหยินเสิ่นกอดสามีไว้แน่น ร้องไห้สะอึกสะอื้นจนแทบขาดใจ
"พวกเราจะทำอย่างไรดีเจ้าคะ ที่นี่ไม่มีอาหาร ไม่มีที่ซุกหัวนอน พวกเราจะอดตายอยู่ที่นี่หรือเจ้าคะ?"
เสิ่นเจาหยางกำหมัดแน่น ทุบลงบนโขดหินอย่างแรงจนเลือดซึม
"ไอ้พวกกังฉินชั่วช้า! สักวันหนึ่ง ข้าจะกลับไปสับพวกมันเป็นหมื่นๆ ชิ้น!"
"พี่ใหญ่..."
เสิ่นอวี่ซีซุกตัวอยู่ในอ้อมกอดของมารดา ตัวสั่นเทาด้วยความหนาวเหน็บและความหวาดกลัว
"ข้าหนาว... ข้าหิว..."
เสียงคร่ำครวญของครอบครัวดังก้องไปทั่วหาดทราย ทว่ากลับถูกกลืนหายไปในเสียงคำรามของเกลียวคลื่น ช่างเป็นภาพที่น่าเวทนาและสิ้นหวังอย่างถึงที่สุด
ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความพินาศนั้น เสิ่นลู่ฉีกลับยืนนิ่งสงบ นางหลับตาลง สูดลมหายใจเข้าลึก ลึกจนเต็มปอด
กลิ่นเค็มของน้ำทะเล กลิ่นคาวปลาจางๆ และกลิ่นอายความชื้นของสาหร่ายทะเล ช่างเป็นกลิ่นหอมหวานที่นางปรารถนามาตลอดหลายปีที่ถูกขังอยู่ในจวนเสนาบดีอันคับแคบ
เมื่อนางลืมตาขึ้น ดวงตาหงส์คู่นั้นไม่ได้มีร่องรอยของความหวาดกลัวหรือสิ้นหวังแม้แต่น้อย มันกลับเปล่งประกายเจิดจ้าด้วยความมุ่งมั่นและความทะเยอทะยานที่อัดแน่นอยู่เต็มเปี่ยม
นางกวาดสายตามองไปรอบๆ เกาะ...
หาดทรายขาวละเอียดที่ทอดตัวยาว นั่นคือบ่อทองคำที่จะเปลี่ยนน้ำทะเลให้กลายเป็นเกลือบริสุทธิ์ โขดหินขรุขระที่เต็มไปด้วยเปลือกหอย นั่นคือคลังเสบียงที่ซุกซ่อนหอยนางรมและปลิงทะเลชั้นเลิศ อ่าวตื้นที่คลื่นลมสงบ... นั่นคือฟาร์มเพาะเลี้ยงที่จะผลิตไข่มุกเม็ดงามราคาหลักหมื่นตำลึง
สุสานคนเป็นงั้นหรือ? เสิ่นลู่ฉีแค่นหัวเราะในใจ พวกเจ้ามันช่างตาบอดตาใสเสียจริง ที่นี่ไม่ใช่ขุมนรก แต่เป็นเหมืองทองคำที่รอให้ข้ามาขุดต่างหาก!
นางหันกลับมามองครอบครัวที่กำลังกอดกันร้องไห้อย่างน่าเวทนา ริมฝีปากบางเฉียบโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มบางๆ
"ท่านพ่อ ท่านแม่ พี่ใหญ่ อวี่ซี..."
น้ำเสียงของนางราบเรียบ ทว่าดังกังวานทะลุเสียงคลื่นลม
"ร้องไห้ไปก็เปล่าประโยชน์ น้ำตาของพวกท่านไม่สามารถเปลี่ยนเป็นข้าวต้มร้อนๆ หรือเสื้อผ้าอุ่นๆ ได้หรอกนะเจ้าคะ"
คำพูดที่ดูไร้เยื่อใยของนางทำให้ทุกคนชะงัก เสียงร้องไห้เงียบลงชั่วขณะ เสิ่นถิงเจิ้นเงยหน้าขึ้นมองบุตรสาวคนรองด้วยสายตาตื่นตะลึง
"ลู่ฉี... เจ้า... เจ้าพูดอันใดกัน? นี่พวกเรากำลังจะตายนะ!"
"ใครบอกว่าพวกเราจะตายเจ้าคะ?"
เสิ่นลู่ฉีก้าวเดินเข้าไปหาบิดา นางไม่ได้ทรุดตัวลงคุกเข่าเคียงข้างเขา แต่กลับยืนหยัดอย่างสง่างามราวกับราชินีที่กำลังทอดพระเนตรอาณาจักรของตน
"สวรรค์อาจจะตาบอด ฮ่องเต้อาจจะหูหนวก แต่ข้า... เสิ่นลู่ฉี ไม่เคยยอมแพ้ต่อโชคชะตา"
นางกวาดสายตามองพี่ชายที่กำลังจ้องมองนางด้วยความงุนงง และน้องสาวที่มองนางราวกับเห็นที่พึ่งสุดท้าย
"พี่ใหญ่ ท่านจำได้หรือไม่ว่าท่านเคยบอกข้าว่า อยากจะเป็นแม่ทัพปกป้องแผ่นดิน?"
เสิ่นลู่ฉีเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงท้าทาย
"แล้วตอนนี้นายทัพเสิ่นเจาหยางจะมายอมแพ้ให้กับเกาะร้างแห่งนี้หรือเจ้าคะ?"
เสิ่นเจาหยางหน้าแดงก่ำด้วยความอับอาย เขากัดฟันแน่น
"ข้า... ข้าไม่ได้ยอมแพ้ แต่... ข้าไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไร"
"ถ้าเช่นนั้นก็จงทำตามที่ข้าบอก"
เสิ่นลู่ฉีหันไปหามารดา
"ท่านแม่ ท่านเคยบอกว่าสตรีตระกูลเสิ่นต้องเข้มแข็ง แม้แผ่นดินจะถล่มก็ห้ามหลั่งน้ำตาให้ใครเห็น บัดนี้ถึงเวลาที่ท่านต้องพิสูจน์คำพูดนั้นแล้ว"
ฮูหยินเสิ่นปาดน้ำตาออกจากแก้ม แววตาเริ่มมีความเข้มแข็งปรากฏขึ้นบ้าง
"ลู่ฉี... เจ้า... เจ้ามีแผนการอันใดหรือ?"
เสิ่นลู่ฉีไม่ได้ตอบในทันที นางเดินไปหยุดอยู่ที่ริมโขดหิน ก้มลงหยิบหอยนางรมตัวใหญ่ที่เกาะอยู่บนหินขึ้นมา นางใช้ก้อนหินอีกลูกกะเทาะเปลือกหอยออกอย่างชำนาญ เผยให้เห็นเนื้อหอยสีขาวอวบอ้วนที่ซ่อนอยู่ภายใน
นางเดินกลับมาหาน้องสาว ยื่นเนื้อหอยนางรมสดๆ ให้อวี่ซี
"กินสิอวี่ซี นี่คือของขวัญต้อนรับจากตงไห่"
อวี่ซีลังเลเล็กน้อย แต่ความหิวโหยก็เอาชนะความกลัว เด็กน้อยรับเนื้อหอยนางรมเข้าปาก เคี้ยวตุ้ยๆ ก่อนจะเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ
"พี่รอง! มัน... มันเค็มๆ หวานๆ อร่อยมากเจ้าค่ะ!"
ครอบครัวเสิ่นมองหน้ากันด้วยความตกตะลึง พวกเขาไม่เคยรู้มาก่อนว่าสัตว์ประหลาดในเปลือกแข็งเหล่านั้นจะสามารถนำมากินได้
"เห็นหรือไม่เจ้าคะ?"
เสิ่นลู่ฉียิ้ม
"ทะเลแห่งนี้ไม่ได้โหดร้ายอย่างที่พวกท่านคิด มันซุกซ่อนความมั่งคั่งไว้มากมาย เพียงแต่พวกเราต้องรู้จักวิธีเอาตัวรอดและกอบโกยมันมา"
นางก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว หันหน้าออกสู่ทะเลกว้าง สูดลมหายใจเข้าลึกอีกครั้ง
"ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ข้าจะเป็นคนนำทางพวกท่านเอง"
น้ำเสียงของเสิ่นลู่ฉีหนักแน่นและทรงอำนาจจนทำให้เสิ่นถิงเจิ้นรู้สึกเกรงขามบุตรสาวของตนเอง
"ตระกูลเสิ่นไม่ได้สูญสิ้น เราเพียงแค่ย้ายมาสร้างอาณาจักรใหม่ที่นี่ อาณาจักรที่มีเกลียวคลื่นเป็นกำแพง มีเม็ดทรายเป็นทองคำ และมีข้าเป็นผู้ปกครอง!"
ลมทะเลพัดกรรโชกแรง พัดพาชายกระโปรงผ้าป่านของเสิ่นลู่ฉีให้ปลิวไสว ในสายตาของครอบครัวเสิ่น บัดนี้สตรีบอบบางผู้เคยถูกขังอยู่ในจวนเสนาบดีได้ตายไปแล้ว เหลือเพียงนางพญาแห่งท้องทะเลที่พร้อมจะแหวกว่ายทวนกระแสน้ำ และกลืนกินทุกสรรพสิ่งขวางหน้า
รอก่อนเถอะ เมืองหลวง... รอก่อนเถอะ เสิ่นหว่านชิง...
เสิ่นลู่ฉีหรี่ตาลง มองฝ่าความมืดมิดกลับไปยังทิศทางของแผ่นดินใหญ่
วันที่ข้า เสิ่นลู่ฉี กลับไป ข้าจะไม่ได้กลับไปในฐานะนักโทษเนรเทศ แต่ข้าจะกลับไปในฐานะนายหญิงผู้กุมเส้นเลือดใหญ่ของแผ่นดิน!
เกมกระดานใหม่เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น และนาง พร้อมแล้วที่จะทอยลูกเต๋า
****เรื่องนี้พวกเราเดินทางเร็วนะเจ้าคะ อยากถึงทะเลตงไห่เร็วๆ อยากเลี้ยงหอย***
