ตอนที่ 2 รอยยิ้มในวันเนรเทศ
ตอนที่ 2 รอยยิ้มในวันเนรเทศ
รุ่งอรุณแห่งวันใหม่มาเยือนพร้อมกับสายหมอกเย็นเยียบที่โรยตัวปกคลุมเมืองหลวง ทว่าสำหรับตระกูลเสิ่น สายลมหนาวในเช้าวันนี้กลับกรีดลึกถึงกระดูกยิ่งกว่าฤดูเหมันต์ใดๆ ที่พวกเขาเคยพานพบ
หน้าจวนเสนาบดีกรมคลังที่เคยโอ่อ่า บัดนี้ถูกปิดผนึกด้วยแถบกระดาษของทางการพร้อมตราประทับสีแดงฉานบ่งบอกถึงการยึดทรัพย์ ขุนนางตระกูลเสิ่นผู้เคยสวมใส่อาภรณ์ไหมทอทอง บัดนี้ถูกบังคับให้ผลัดเปลี่ยนเป็นชุดผ้าป่านหยาบกระด้างสีเทาหม่นที่ระคายเคืองผิวเนื้อ ข้อมือและข้อเท้าของบุรุษในตระกูล ทั้งเสิ่นถิงเจิ้นผู้เป็นบิดา และเสิ่นเจาหยางพี่ชายคนโต ถูกล่ามด้วยโซ่ตรวนเหล็กกล้าเย็นเยียบ น้ำหนักของมันถ่วงรั้งจนแทบก้าวขาไม่ออก
ฮูหยินเสิ่น มารดาที่เคยสูงส่งสง่างาม บัดนี้ดวงตาบวมช้ำแดงก่ำ ประคองร่างที่สั่นเทาของเสิ่นอวี่ซีน้องสาวคนเล็กไว้แน่น ท่ามกลางเสียงซุบซิบนินทาของชาวบ้านที่มามุงดูจุดจบของตระกูลใหญ่
“นั่นไง อดีตเสนาบดีเสิ่น ผู้ที่ว่ากันว่ามือสะอาดนักหนา สุดท้ายก็กินเงินบรรเทาทุกข์ราษฎร”
“หน้าเนื้อใจเสือแท้ๆ สมควรแล้วที่ถูกเนรเทศเจ็ดชั่วโคตร”
“น่าสงสารก็แต่คุณหนูรองเสิ่นลู่ฉี หญิงงามอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวง ต้องไปจบชีวิตบนเกาะร้างเสียแล้ว”
ถ้อยคำถากถางเสียดแทงดังแว่วมาเป็นระยะ เสิ่นถิงเจิ้นหลับตาลงด้วยความอัปยศอดสู น้ำตาลูกผู้ชายไหลริน ทว่าเสิ่นลู่ฉี หญิงสาวที่ถูกกล่าวขานถึง กลับยืนเหยียดแผ่นหลังตรงดุจลำไผ่
นางสวมเพียงชุดผ้าป่านหยาบไร้ลวดลาย เส้นผมที่เคยประดับประดาด้วยปิ่นทองคำถูกมัดรวบไว้ด้วยเศษผ้าสีหม่น ใบหน้างดงามไร้เครื่องสำอาง ทว่าความงามตามธรรมชาตินั้นกลับยิ่งเด่นชัด ผิวขาวผ่องดุจหยกสลักรับกับนัยน์ตาหงส์ที่นิ่งลึกคาดเดาอารมณ์ไม่ได้ นางไม่ได้ก้มหน้าหลบสายตาผู้คน ไม่ได้ร้องไห้คร่ำครวญเหมือนสตรีสกุลอื่น นางเพียงแค่ยืนอยู่ตรงนั้น สงบนิ่งราวกับรูปสลักน้ำแข็งที่ไม่มีวันหลอมละลาย
"หลีกทาง! หลีกทาง!"
เสียงตวาดของทหารเปิดทางให้รถม้าคันหรูหราที่เทียมด้วยม้าพันธุ์ดีสองตัวแล่นเข้ามาจอดเทียบหน้าขบวนนักโทษ ม่านหน้าต่างรถม้าทำจากผ้าไหมทอดิ้นทองประดับพู่หยก เพียงแค่เห็นลักษณะรถม้า ทุกคนก็รู้ว่าผู้ที่นั่งอยู่ภายในต้องมีฐานะไม่ธรรมดา
ม่านถูกเลิกขึ้น ชายกระโปรงปักลายดอกมู่ตันสีชมพูอ่อนก้าวลงมาอย่างแช่มช้อย หญิงสาวดรุณีแรกรุ่นในชุดหรูหรา ใบหน้าแต่งแต้มอย่างประณีตงดงาม เดินนวยนาดเข้ามาใกล้ขบวนนักโทษด้วยท่วงท่าที่พยายามทำให้ดูน่าสงสารที่สุด ทว่ารอยยิ้มหยันที่ซ่อนอยู่ลึกๆ ในดวงตากลับไม่อาจปิดบังเสิ่นลู่ฉีได้
เสิ่นหว่านชิงลูกพี่ลูกน้องจากสายรองของตระกูลเสิ่น ผู้ซึ่งบิดาของนางเพิ่งได้เลื่อนขั้นไปรับตำแหน่งแทนเสิ่นถิงเจิ้นอย่างพอดิบพอดีช่างเป็นความบังเอิญที่น่าสะอิดสะเอียนเสียจริง
"ท่านลุง... พี่ใหญ่... ลู่ฉี..."
เสียงหวานใสที่เจือไปด้วยความสะอื้นไห้จอมปลอมดังขึ้น เสิ่นหว่านชิงยกผ้าเช็ดหน้าผ้าไหมขึ้นซับหางตาที่ไม่มีน้ำตาสักหยด นางเดินเข้ามาหาครอบครัวเสิ่นด้วยท่าทางรันทดใจ
"เหตุใดสวรรค์จึงโหดร้ายนัก ข้าเพิ่งได้ยินข่าวเมื่อคืน แทบจะลุกมาหาพวกท่านในทันที ทว่าท่านพ่อห้ามปรามไว้ บิดาของข้าบอกว่าเรื่องนี้เป็นราชโองการเด็ดขาด หากสายรองของเราเข้ามาสอด องครักษ์เสื้อแพรอาจพาลกวาดล้างไปถึงเราด้วย ท่านลุงโปรดอภัยที่พวกเราไม่อาจช่วยสิ่งใดท่านได้เลย"
คำพูดนั้นฟังผิวเผินเหมือนเห็นใจ แต่แท้จริงแล้วคือการประกาศก้องให้ชาวบ้านรู้ว่า บัดนี้สายรองของตระกูลเสิ่นได้ตัดขาดจากสายหลักที่เป็นนักโทษแล้ว และพวกนางคือผู้บริสุทธิ์ที่จะรุ่งโรจน์ต่อไป
เสิ่นถิงเจิ้นเบือนหน้าหนีด้วยความปวดร้าว เขาเลี้ยงดูน้องชาย (บิดาของเสิ่นหว่านชิง) มาดุจบุตรแท้ๆ ผลักดันจนมีตำแหน่งในราชสำนัก แต่ในยามที่เขาตกต่ำที่สุด คนเหล่านั้นกลับแล้งน้ำใจ ซ้ำยังอาจเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดในการยัดข้อหาให้เขาด้วยซ้ำ
เมื่อเห็นท่าทีหมางเมินของท่านลุง เสิ่นหว่านชิงก็ลอบเบ้ปาก ก่อนจะหันเป้าหมายมายังสตรีที่นางริษยามาตลอดชีวิตเสิ่นลู่ฉี
"ลู่ฉี..."
เสิ่นหว่านชิงก้าวเข้าไปจับมือที่เย็นเฉียบของเสิ่นลู่ฉี แสร้งบีบเบาๆ
"ดูเจ้าสิ อาภรณ์เนื้อหยาบเช่นนี้จะระคายผิวอันบอบบางของเจ้าหรือไม่ ข้าเห็นแล้วปวดใจยิ่งนัก"
เสิ่นลู่ฉีหลุบตามองมือที่ถูกจับ นางไม่ได้สะบัดออก แต่ก็ไม่ได้ตอบรับ นัยน์ตาหงส์เพียงแค่มองนิ่งๆ ราวกับกำลังมองดูตัวตลกเล่นงิ้วฉากใหญ่
เสิ่นหว่านชิงเห็นนางเงียบ ก็ยิ่งได้ใจ นางขยับเข้ามาใกล้ กระซิบด้วยน้ำเสียงที่ได้ยินกันเพียงสองคน ทว่าน้ำเสียงนั้นกลับเต็มไปด้วยความอาฆาตมาดร้ายและเย้ยหยันจนปิดไม่มิด
"พี่หญิงรอง เจ้าคงยังไม่รู้กระมังว่าสถานที่ที่พวกเจ้าถูกเนรเทศไปนั้นคือที่ใดเกาะตงไห่ ดินแดนต้องห้ามทางตะวันออก ที่นั่นไม่มีผ้าไหมให้เจ้าสวมใส่ ไม่มีข้าวหอมให้เจ้ากิน มีเพียงเศษหิน ดินโคลน ทรายหยาบๆ และกลิ่นคาวปลาเหม็นเน่าที่ชวนให้คลื่นเหียน..."
เสิ่นหว่านชิงเหยียดยิ้มร้ายกาจ
"ข้าได้ยินขุนนางในราชสำนักพูดกันว่า เกาะร้างนั่นถูกล้อมรอบด้วยเกลียวคลื่นที่บ้าคลั่ง ไม่มีผู้ใดรอดชีวิตกลับมาได้ มันคือสุสานคนเป็น พี่หญิงรอง! ใบหน้าที่งดงามของเจ้า ผิวพรรณที่เคยบำรุงด้วยไข่มุกของเจ้า อีกไม่นานคงต้องหยาบกร้าน ดำคล้ำ ถูกแดดเผาและลมทะเลกัดกร่อนจนดูไม่ได้ น่าเสียดาย ช่างน่าเสียดายจริงๆ ที่เจ้าต้องไปเป็นผีเฝ้าทะเลตายอย่างน่าสมเพชเช่นนั้น"
เสิ่นหว่านชิงรอคอย นางรอคอยที่จะได้เห็นความหวาดกลัว ความสิ้นหวัง รอยน้ำตา หรือแม้กระทั่งการอ้อนวอนคุกเข่าจากคุณหนูรองผู้เย่อหยิ่ง นางอยากเห็นเสิ่นลู่ฉีสติแตกและกรีดร้อง
ทว่า! สิ่งที่เสิ่นหว่านชิงได้รับ กลับมีเพียงความเงียบ
เสิ่นลู่ฉีไม่เพียงแต่ไม่ร้องไห้ นางยังดึงมือของตนกลับมาอย่างเชื่องช้า ริมฝีปากบางเฉียบที่แห้งผากของนาง ค่อยๆ โค้งขึ้น โค้งขึ้นจนกลายเป็นรอยยิ้ม
มันไม่ใช่รอยยิ้มฝืนทน ไม่ใช่รอยยิ้มของคนบ้า แต่เป็นรอยยิ้มที่เปล่งประกายเจิดจ้า รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความพึงพอใจและเยือกเย็นจับขั้วหัวใจ
ดวงตาหงส์ของเสิ่นลู่ฉีหรี่ลงเล็กน้อย ประกายแสงประหลาดวาบผ่านนัยน์ตาสีนิล นางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่เบิกกว้างด้วยความงุนงงของเสิ่นหว่านชิง
เกาะตงไห่! พวกเจ้าเรียกมันว่าสุสานคนเป็นงั้นหรือ? ช่างโง่เขลาเบาปัญญาเสียจริง
ในความทรงจำจากอดีตชาติของเสิ่นลู่ฉี ทะเลตะวันออกไม่ใช่ขุมนรก แต่มันคือบ้าน
นางคือบุตรีแห่งเกลียวคลื่น เติบโตมากับกลิ่นอายความเค็มของน้ำทะเล นางรู้จักการดูทิศทางลม อ่านกระแสน้ำ และรู้ดีว่าภายใต้เกลียวคลื่นที่คนเมืองหลวงหวาดกลัวนักหนานั้น ซุกซ่อนทรัพยากรมหาศาลไว้เพียงใด
ในสายตาของพวกคุณหนูในหอห้องอย่างเสิ่นหว่านชิง ทรายคือความสกปรก แต่สำหรับเสิ่นลู่ฉี ทรายเหล่านั้นคือเกลือที่สามารถแปรเปลี่ยนเป็นทองคำขาวบริสุทธิ์ได้ หินโสโครกที่น่ากลัว คือแหล่งกบดานของหอยนางรมและปลิงทะเลชั้นเลิศ อ่าวตื้นที่พวกนางรังเกียจ คือฟาร์มเพาะเลี้ยงหอยมุกที่สามารถผลิตอัญมณีล้ำค่าราคาหลักหมื่นตำลึง!
คนพวกนี้คิดว่ากำลังส่งนางไปตาย แต่แท้จริงแล้ว พวกเขากำลังส่งเสือกลับเข้าป่า ส่งมังกรกลับลงสู่มหานที!
"พี่หญิงรอง... ทะ... ท่านยิ้มอันใด? ท่านเสียสติไปแล้วหรือ?"
เสิ่นหว่านชิงก้าวถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว รอยยิ้มของเสิ่นลู่ฉีทำให้นางรู้สึกเย็นวาบไปตามไขสันหลัง มันเป็นรอยยิ้มของผู้ที่ถือไพ่เหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัด
เสิ่นลู่ฉีขยับเข้าไปใกล้เสิ่นหว่านชิง กลิ่นเครื่องหอมฉุนกึกจากตัวอีกฝ่ายทำให้นางนึกรังเกียจ ริมฝีปากบางขยับเอื้อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ทว่าหนักแน่นและคมกริบดุจใบมีด
"น้องหว่านชิง ขอบใจเจ้ามากที่มาส่งข้า"
เสียงของนางราบเรียบไร้ระลอกคลื่น
"เจ้าจงจำคำของเจ้าในวันนี้ไว้ให้ดี ทะเลตะวันออกที่เจ้าบอกว่าเป็นสุสาน สักวันหนึ่งมันจะกลายเป็นสิ่งที่พวกเจ้าต้องแหงนหน้ามองและร้องขอความเมตตา"
นางปรายตามองปิ่นทองคำฝังทับทิมบนศีรษะของเสิ่นหว่านชิง ซึ่งเดิมทีมันคือของในสินสอดมารดานาง!
"อ้อ... แล้วก็ของสิ่งใดในจวนนี้ที่ไม่ใช่ของเจ้า จงใช้มันอย่างระมัดระวัง" เสิ่นลู่ฉีกรีดยิ้มที่มุมปาก
"เพราะเมื่อใดที่ข้ากลับมา ข้าจะทวงคืนทุกอย่าง ทั้งต้นและดอกเบี้ย"
พูดจบ เสิ่นลู่ฉีก็หันหลังกลับ ไม่แม้แต่จะชายตามองเสิ่นหว่านชิงที่ยืนอ้าปากค้าง หน้าซีดเผือดสลับแดงก่ำด้วยความโกรธจัดและหวาดผวาในเวลาเดียวกัน
"ได้เวลาเดินทางแล้ว! ห้ามชักช้า!"
ผู้คุมตวาดลั่น พร้อมกับสะบัดแส้ลงบนพื้นดินเสียงดัง 'เพียะ!'
ขบวนนักโทษตระกูลเสิ่นเริ่มเคลื่อนตัวออกไปอย่างเชื่องช้าท่ามกลางหมอกยามเช้า เสียงโซ่ตรวนกระทบกันดังกราวๆ บาดหัวใจผู้เป็นบิดาและมารดา เสิ่นอวี่ซีสะอื้นไห้เงียบๆ พลางกอดแขนเสิ่นลู่ฉีไว้แน่น
"พี่รองพวกเราจะรอดใช่ไหมเจ้าคะ? ทะเลตะวันออก... ข้ากลัว"
เด็กน้อยกระซิบเสียงสั่น
เสิ่นลู่ฉีลูบศีรษะน้องสาวอย่างอ่อนโยน สัมผัสของนางนุ่มนวลทว่าเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังบางอย่างที่ทำให้สหายร่วมชะตากรรมรู้สึกอุ่นใจ
"อย่ากลัวไปเลยอวี่ซี"
นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงกังวานใส ชัดเจนจนทำให้เสิ่นถิงเจิ้นและเสิ่นเจาหยางที่เดินอยู่ข้างหน้าต้องหันมามอง
"ในหนังสือของพวกบัณฑิตเมืองหลวง อาจเขียนว่าที่นั่นคือดินแดนต้องห้าม แต่ความจริงที่ไม่มีผู้ใดรู้ก็คือ... ท้องทะเลนั้นใจกว้างกว่าราชสำนักที่คับแคบนี้หลายพันเท่านัก"
นางสูดลมหายใจเข้าลึก แม้จะได้กลิ่นดินโคลนของเมืองหลวง แต่นางกลับจินตนาการถึงกลิ่นไอเกลือทะเลที่คุ้นเคย
"จงจำไว้... สิ่งที่อยู่ในหนังสือ ก็คือของในหนังสือ ทว่าชีวิตนับจากนี้ คือของพวกเรา"
เสิ่นลู่ฉีเงยหน้าขึ้นมองทิศตะวันออก แสงเงินแสงทองของดวงอาทิตย์กำลังแหวกม่านเมฆขึ้นมาจับขอบฟ้า ในแววตาของหญิงสาวไม่มีความหวาดหวั่นต่ออนาคตที่รออยู่ มีเพียงความทะเยอทะยานและเปลวเพลิงแห่งความหวังที่กำลังลุกโชน
รอข้าก่อนเถอะ ตงไห่... อาณาจักรของข้า ข้ากำลังจะกลับไปแล้ว!
****** รอบนี้ไรท์พาทะลุมิติไปทางทะเลตงไห่นะเจ้าคะ พวกเราเตรียมตัว!!!! ******
