บท
ตั้งค่า

บทที่ 1คดีพลิกฟ้า ตระกูลเสิ่นสูญสิ้น

บทที่ 1คดีพลิกฟ้า ตระกูลเสิ่นสูญสิ้น

แค่สามวัน...

สามวันเต็มๆ ที่ดวงวิญญาณของฉันหลุดเข้ามาติดอยู่ในร่างของเสิ่นลู่ฉีคุณหนูรองผู้บอบบางแห่งจวนเสนาบดีตระกูลเสิ่น หากจะให้ฉันบรรยายความรู้สึกน่ะหรือ? บอกได้คำเดียวว่า ทรมานยิ่งกว่าตกนรกขุมที่สิบแปด!

ฉันใช้ชีวิตเป็นลูกหลานชาวประมงในชาติก่อน โตมากับความเค็มของไอทะเล มือหยาบกร้านจากการลากอวน ทว่าบัดนี้... มือคู่นี้กลับขาวผ่องราวกับถูกฟอกด้วยน้ำนม ผิวพรรณก็เปราะบางเสียจนแค่ก้าวเดินแรงๆ ก็เกือบจะสะดุดชายกระโปรงตัวเองตาย เสื้อผ้าพวกนี้ พระเจ้า! มันหนักอึ้งราวกับเอาพรมมาห่มไว้ทั้งผืน ไหนจะเครื่องประดับปิ่นทองคำที่หนักอึ้งจนปวดคอไปหมด นี่หรือคือชีวิตคุณหนู? ฉันว่ามันคือนักโทษในชุดไหมต่างหาก!

ฉันพยายามปรับตัวมาสามวันแล้ว นั่งหลังตรงจนปวดหลัง ดื่มชาช้าๆ จนเกือบสำลัก และต้องคอยระวังคำพูดให้เป็นแบบโบราณและให้สมกับเป็นกุลสตรีผู้สูงศักดิ์จนลิ้นแทบพันกัน ฉันเริ่มคิดถึงกลิ่นคาวปลา กลิ่นสาหร่าย และผืนทรายหยาบๆ ใต้ฝ่าเท้าขึ้นมาจับใจ ฉันเป็นคนรักอิสระ ไม่ใช่ตุ๊กตากระเบื้องเคลือบพวกนี้!

ทว่าความโชคร้าย หรือโชคชะตาที่ฟ้าลิขิตไว้ ก็มาเยือนในเช้าวันที่สามนั่นเอง

เปรี้ยง!

อสนีบาตสายหนึ่งฟาดผ่าลงมากลางดึก ทะลวงความมืดมิดของจามซวี จนสว่างโร่ไปทั่วทั้งอาณาบริเวณจวนตระกูลเสิ่น ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับร้อยคู่ที่เหยียบย่ำทำลายความสงบสุข บานประตูไม้หนานหนักหน้าจวนตระกูลเสิ่นถูกกระแทกเปิดออกอย่างป่าเถื่อน

"ปัง!"

บานประตูไม้หนานหนักที่สลักเสลาอย่างวิจิตรบรรจงหน้าจวนตระกูลเสิ่น ถูกกระแทกเปิดออกอย่างป่าเถื่อนด้วยท่อนซุงขนาดใหญ่ บานประตูหลุดกระเด็นออกจากบานพับ ร่วงกระแทกพื้นเสียงดังสนั่นหวั่นไหว

"ปิดล้อมจวนตระกูลเสิ่นเอาไว้! ห้ามผู้ใดเล็ดลอดออกไปได้แม้แต่คนเดียว! ผู้ใดขัดขืน... ฆ่าไม่ละเว้น!"

เสียงตวาดกร้าวของนายทหารองครักษ์เสื้อแพรดังแหวกม่านฝน ทหารในชุดเกราะสีนิลวาววับนับร้อยนายกรูกันเข้ามาดุจฝูงหมาป่ากระหายเลือด คบเพลิงนับไม่ถ้วนถูกจุดขึ้นจนสว่างไสวราวกับกลางวัน เปลวไฟสีส้มสะท้อนกับคมดาบที่ถูกชักออกจากฝัก ส่องประกายเย็นเยียบและเหี้ยมเกรียม

ภายในเรือนหลัก บรรยากาศที่เคยเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและกลิ่นหอมของชาชั้นเลิศ บัดนี้ถูกแทนที่ด้วยเสียงกรีดร้องและเสียงข้าวของแตกกระจาย สาวใช้และบ่าวไพร่ต่างวิ่งหนีตายกันจ้าละหวั่น บ้างถูกถีบล้มลงกับพื้น บ้างถูกคมดาบพาดคอจนตัวสั่นงันงก แจกันกระเบื้องเคลือบสมัยราชวงศ์ก่อนที่ประเมินค่ามิได้ถูกกวาดตกลงมาแตกละเอียดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ผ้าไหมเนื้อดีถูกเหยียบย่ำยับเยินจมกองโคลน

ปี้เถาสาวใช้ประจำตัวข้าวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาในห้อง ผมเผ้าหลุดลุ่ย ใบหน้าเปรอะเปื้อนน้ำตา นางทรุดตัวลงคอดขาข้าแน่น

"คุณหนูรอง! คุณหนูรองเจ้าคะ! แย่แล้ว! เกิดเรื่องใหญ่แล้วเจ้าค่ะ!"

ปี้เถาสาวใช้ประจำตัววิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาในห้อง ผมเผ้าหลุดลุ่ย ใบหน้าเปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำตาและความตื่นตระหนก นางทรุดตัวลงคุกเข่ากอดขาเสิ่นลู่ฉีแน่น ร่างกายสั่นสะท้านราวกับลูกนกตกน้ำ

"ทหาร... ทหารองครักษ์บุกเข้ามาในจวนเจ้าค่ะ! พวกเขากำลังรื้อค้นทุกอย่าง นายท่านถูกคุมตัวไว้ที่โถงใหญ่ คุณหนู... พวกเราจะทำอย่างไรดีเจ้าคะ!?"

ฉันเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย... ยักยอกเงิน? แน่นอนว่าเมื่อมาอยู่ในร่างนี้ฉันย่อมได้รับความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมมาด้วย ดังนั้นฉันจึงพอจะรู้นิสัยของบิดาร่างนี้และจากการเฝ้าสังเกตมาสามวัน เขาเป็นคนตงฉินจนเกือบจะซื่อบื้อด้วยซ้ำไป เรื่องยักยอกเงินน่ะหรือ? เหอะ! ช่างเป็นข้อหาที่มักง่ายและไร้รสนิยมเสียจริง

ฉันลุกขึ้นยืน จัดเสื้อผ้าที่แสนจะรุ่มร่ามให้เข้าที่ ดวงตาหงส์ที่เรียวรีลึกลับของฉันปรายมองความโกลาหลภายนอกด้วยความสงบที่น่าประหลาดใจ ปี้เถาที่เอาแต่ร้องไห้คงไม่รู้หรอกว่า ในใจของข้าบัดนี้กำลังประมวลผลกลเกมการเมืองที่เน่าเฟะพวกนี้อย่างรวดเร็ว

"ร้องไห้ไปแล้วทหารพวกนั้นจะถอยทัพกลับไปหรือ?" ฉันเอ่ยถามเสียงราบเรียบ น้ำเสียงของฉันแฝงไปด้วยความเย็นเยียบจนปี้เถาหยุดสะอื้นกึก

"ตะ... แต่ว่า..."

"ลุกขึ้น" ฉันสั่งเสียงเฉียบขาด

"จงจำไว้ปี้เถา ไม่ว่าฟ้าจะถล่มหรือแผ่นดินจะแยก คนตระกูลเสิ่นจะไม่คุกเข่าร้องขอความเมตตาจากสุนัขรับใช้พวกนี้ ลุกขึ้นจัดเสื้อผ้าของเจ้าให้เรียบร้อย แล้วตามข้าไปที่โถงใหญ่"

เพราะว่าอยู่มาสามวันแล้ว วิธีการพูดฉันก็ต้องปรับตัว

*** ต่อไปจะใช้คำแทนตัวนางเอกว่า ข้า ****

นางลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ชายกระโปรงสีปีกผีเสื้อพลิ้วไหวตามแรงก้าวเดิน แผ่นหลังของนางตั้งตรงดุจลำไผ่ที่ต้านทานพายุ ในใจของเสิ่นลู่ฉีไม่มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย นางรู้ดีว่าวันนี้ต้องมาถึง ในราชสำนักที่เต็มไปด้วยคลื่นใต้น้ำและการแก่งแย่งชิงดี บิดาของนางเสิ่นถิงเจิ้นแม้จะเป็นคนตงฉิน ซื่อสัตย์สุจริตดุจน้ำใส แต่ความซื่อตรงที่ไร้ซึ่งเล่ห์เหลี่ยมนั้นเอง คือยาพิษชั้นดีที่ทำให้เขาตกเป็นเหยื่อของการเมือง

เงินบรรเทาทุกข์ผู้ประสบภัยน้ำท่วมหนึ่งแสนตำลึงสูญหาย ช่างเป็นข้อหาที่คลาสสิกและมักง่ายเสียจริง เสิ่นลู่ฉีแค่นหัวเราะในใจ องค์ชายรองและพรรคพวกคงวางหมากตลบหลังบิดาของนางมานานแล้ว และวันนี้ก็ถึงเวลาเก็บเกี่ยวผลงาน

เมื่อเสิ่นลู่ฉีก้าวเข้ามาถึงโถงใหญ่ ภาพที่ปรากฏตรงหน้าคือความสมเพชและหดหู่ที่สุดเท่าที่ตระกูลขุนนางใหญ่จะพึงมี

เสิ่นถิงเจิ้นบิดาของนาง ผู้ซึ่งเมื่อวานยังสวมชุดขุนนางขั้นสองเดินเชิดหน้าอย่างภาคภูมิ บัดนี้ถูกทหารสองนายกดไหล่ให้คุกเข่าอยู่กลางห้อง หมวกขุนนางถูกปัดตกลงไปกลิ้งอยู่บนพื้น ใบหน้าที่มีริ้วรอยแห่งวัยเต็มไปด้วยความโกรธแค้นและไม่ยินยอม ดวงตาของเขาแดงก่ำราวกับมีหยาดเลือดรื้นขึ้นมา

ข้างกายเขาคือเสิ่นเจาหยางพี่ชายคนโตที่พยายามดิ้นรนขัดขืนการจับกุมของทหารจนมุมปากมีเลือดไหลซึม และเสิ่นอวี่ซีน้องสาวคนเล็กวัยสิบสองปีที่ซุกตัวร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่ในอ้อมอกของมารดา ทุกคนล้วนอยู่ในสภาพที่สิ้นไร้ไม้ตอก

เบื้องหน้าของพวกเขา คือ กงกงผู้ถือราชโองการสีเหลืองทองอร่าม ยืนเชิดหน้าด้วยท่าทางเย่อหยิ่งจองหอง ข้างกันนั้นคือลี่ซ่างอวี๋ขุนนางคนสนิทขององค์ชายรอง ผู้ซึ่งรับหน้าที่มาเหยียบย่ำตระกูลเสิ่นให้จมดิน

"เสิ่นถิงเจิ้น รับราชโองการ!"

เสียงแหลมเล็กของขันทีตวาดก้อง

เสิ่นถิงเจิ้นกัดกรามกรอด ร่างกายสั่นเทิ้มด้วยความโกรธแค้น แต่ด้วยกฎมณเฑียรบาล เขาก็จำต้องก้มศีรษะลงแตะพื้น

"ข้าน้อย... เสิ่นถิงเจิ้น รับราชโองการ"

ขันทีคลี่ม้วนผ้าไหมสีทองออก ก่อนจะอ่านด้วยน้ำเสียงดังกังวาน หวังให้ได้ยินไปถึงวิญญาณบรรพชนตระกูลเสิ่น

"รับสั่งจากโอรสสวรรค์ เสนาบดีกรมการคลังเสิ่นถิงเจิ้น รับความไว้วางใจจากเบื้องบน ทว่ากลับทรยศต่อแผ่นดิน อาศัยอำนาจหน้าที่ยักยอกเงินบรรเทาทุกข์ราษฎรจำนวนหนึ่งแสนตำลึงเข้าพกเข้าห่อ ปล่อยให้ราษฎรตาดำๆ อดอยากล้มตาย ถือเป็นความผิดฉกรรจ์ที่ไม่อาจให้อภัย! โทษทัณฑ์ที่สมควรคือประหารเจ็ดชั่วโคตร!"

คำว่าประหารเจ็ดชั่วโคตรราวกับฟ้าผ่าลงกลางกระหม่อมของทุกคนในตระกูลเสิ่น ฮูหยินเสิ่นถึงกับตาเหลือกค้างหมดสติไปทันที เสิ่นเจาหยางเบิกตากว้างตะโกนลั่น

"เหลวไหล! ท่านพ่อของข้ามือสะอาดดุจน้ำค้าง พวกเจ้าใส่ร้ายเขา! พวกกังฉินชั่วช้า!"

"หุบปาก!"

ลี่ซ่างอวี๋ตวาดกลับ

"หลักฐานสมุดบัญชีลับอยู่ในจวนของพวกเจ้าชัดเจน ยังกล้าปากแข็งอีกหรือ?"

"สมุดบัญชีบ้าบออันใด ข้าไม่เคยเห็น!"

เสิ่นถิงเจิ้นเงยหน้าขึ้นตะโกนสุดเสียง น้ำตาแห่งความคับแค้นไหลอาบสองแก้ม

"ข้าเสิ่นถิงเจิ้นภักดีต่อแผ่นดิน ฟ้าดินเป็นพยาน! องค์ชายรองใส่ร้ายข้า! ฮ่องเต้ทรงถูกปิดบังพระเนตรพระกรรณ!"

"บังอาจ! กล้ากล่าวหาองค์ชายและหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ!"

ขันทีชี้หน้าด่าทอ

"แต่ฮ่องเต้ทรงมีพระเมตตาดุจผืนฟ้า เห็นแก่ที่เจ้าเคยทำความดีความชอบมาบ้าง จึงละเว้นโทษตายให้ตระกูลเสิ่น!"

คำว่า 'ละเว้นโทษตาย' ทำให้เสียงสะอื้นไห้ในโถงใหญ่เงียบลงชั่วขณะ ทุกคนต่างเงยหน้าขึ้นมองด้วยความหวังอันริบหรี่

"ทรงมีพระราชโองการ ปลดเสิ่นถิงเจิ้นออกจากตำแหน่งขุนนาง ริบทรัพย์สมบัติทั้งหมดเข้าคลังหลวง และให้เนรเทศคนตระกูลเสิ่นทั้งหมด ไปยังเกาะร้างทางตะวันออกตงไห่ทันทีในรุ่งสาง ห้ามกลับเข้าเมืองหลวงชั่วชีวิต! จบราชโองการ!"

เมื่อคำว่าเกาะร้างตงไห่หลุดออกจากปากขันที ความหวังอันริบหรี่ก็ดับวูบลงราวกับเทียนที่ถูกพายุพัด ดิ่งลึกลงสู่ก้นบึ้งของขุมนรกที่มืดมิดยิ่งกว่าเดิม

"ตงไห่... เกาะร้างตงไห่..."

เสิ่นถิงเจิ้นพึมพำด้วยริมฝีปากที่สั่นเทา ก่อนจะปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อายฟ้าดิน

"สวรรค์! ท่านให้ข้าตายเสียยังดีกว่า! ที่นั่นคือสุสานคนเป็น! คือดินแดนต้องห้ามที่ไปแล้วไม่มีวันรอดกลับมา!"

เสียงร้องไห้คร่ำครวญดังระงมขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มันเต็มไปด้วยความสิ้นหวังอย่างแท้จริง ใครบ้างในเมืองหลวงที่ไม่รู้กิตติศัพท์ของตงไห่ ทะเลตะวันออกที่บ้าคลั่ง เต็มไปด้วยโขดหินมรณะ เกาะที่ไร้ซึ่งผู้คน ไร้ซึ่งอาหาร มีเพียงพายุและเกลียวคลื่นที่พร้อมจะกลืนกินทุกสรรพสิ่ง การถูกเนรเทศไปที่นั่น ไม่ต่างอะไรกับการถูกสั่งให้ไปตายอย่างทรมานและแห้งเหี่ยว

ลี่ซ่างอวี๋แค่นยิ้มหยัน เดินเข้าไปใช้ปลายรองเท้าเขี่ยหมวกขุนนางของเสิ่นถิงเจิ้นออกไปให้พ้นทาง

"ถือว่าฝ่าบาททรงปรานีพวกเจ้ามากแล้ว เก็บข้าวของที่จำเป็นซะ พรุ่งนี้เช้าทหารจะมาคุมตัวพวกเจ้าเดินทาง... อ้อ แต่จำไว้ล่ะ ห้ามนำของมีค่าใดๆ ติดตัวไปแม้แต่ชิ้นเดียว!"

ในขณะที่ทุกคนกำลังจมดิ่งอยู่กับความสิ้นหวัง ห่างออกไปตรงเชิงประตู เสิ่นลู่ฉียืนกอดอกพิงกรอบประตูอยู่อย่างเงียบงัน ดวงตาหงส์ของนางกวาดมองความพินาศตรงหน้าด้วยความสงบที่ผิดมนุษย์มนา

เกาะร้างตงไห่...

นางทวนคำนั้นในใจซ้ำๆ

ในอดีตชาติ ก่อนที่วิญญาณของนางจะมาเข้าร่างคุณหนูรองผู้บอบบางแห่งตระกูลเสิ่น นางคือลูกหลานชาวประมงที่เติบโตมากับกลิ่นอายความเค็มของน้ำทะเล นางใช้ชีวิตอยู่ริมชายฝั่งตะวันออกมากว่ายี่สิบปี รู้จักกระแสน้ำทุกสาย รู้วิธีอ่านทิศทางลม รู้ว่าภายใต้เกลียวคลื่นที่ดูดุดันนั้น ซุกซ่อนสมบัติล้ำค่ามากมายมหาศาลเพียงใด

ในหนังสือประวัติศาสตร์ของคนเมืองหลวง ตงไห่คือดินแดนต้องห้าม คือสุสานคนเป็น

แต่สำหรับเสิ่นลู่ฉี...

พวกเจ้าคิดว่ากำลังส่งข้าไปลงนรกงั้นหรือ? หึ... ช่างโง่เขลาเบาปัญญานัก พวกเจ้ากำลังส่งข้า กลับบ้านต่างหาก

เสิ่นลู่ฉีหลุบตาลงช้าๆ ซ่อนประกายไฟที่กำลังลุกโชนอยู่ในแววตา ท่ามกลางเสียงร่ำไห้ดุจโลกาวินาศของทุกคนในตระกูล ไม่มีใครทันสังเกตเห็นว่า มุมปากของสตรีที่งดงามที่สุดในจวนเสิ่น กำลังยกโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้ม รอยยิ้มที่ทั้งเยือกเย็น โอหัง และอันตรายอย่างถึงที่สุด

"พี่รอง..."

เสิ่นอวี่ซีน้องสาวตัวน้อยผละจากอกมารดา วิ่งเข้ามากอดเอวเสิ่นลู่ฉีไว้แน่น ใบหน้าเล็กๆ เปื้อนคราบน้ำตา

"พวกเราจะตายไหมเจ้าคะ? ข้ากลัว... ข้าไม่อยากไปเกาะร้าง"

เสิ่นลู่ฉีลูบศีรษะน้องสาวอย่างแผ่วเบา สัมผัสของนางนุ่มนวลทว่าหนักแน่น นางช้อนปลายคางน้องสาวขึ้นมา สบตากับดวงตากลมโตที่กำลังตื่นตระหนก

"อวี่ซี ฟังพี่ให้ดี"

น้ำเสียงของเสิ่นลู่ฉีไม่มีความสั่นเครือแม้แต่นิดเดียว

"เกาะร้างที่พวกเขากลัวนักหนา สำหรับพวกเราแล้ว มันคือเหมืองทองคำ และนับจากวินาทีนี้เป็นต้นไป พี่จะทำให้ทุกคนรู้ว่า ทะเลตงไห่ คืออาณาจักรของตระกูลเสิ่น"

เด็กหญิงตัวน้อยชะงักไป แม้จะไม่เข้าใจความหมายทั้งหมด แต่ความมั่นใจอันเปี่ยมล้นที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวพี่สาว ก็ทำให้นางหยุดร้องไห้ไปโดยสัญชาตญาณ

เสิ่นลู่ฉีเงยหน้าขึ้น ปรายตามองลี่ซ่างอวี๋และขันทีที่กำลังยืนหัวเราะเยาะครอบครัวของนาง

หัวเราะไปเถิด หัวเราะให้พอใจ นางสัญญากับตัวเองในใจ วันใดที่เกลือของข้าเข้าเมืองหลวง วันใดที่ไข่มุกของข้าไปสวมอยู่บนคอของฮองเฮา วันที่พวกเจ้าต้องพึ่งพาเสบียงจากกองเรือของข้า... เมื่อถึงวันนั้น ข้าเสิ่นลู่ฉี จะกลับมาทวงทุกอย่างคืนเป็นร้อยเท่าพันทวี!

เกมเพิ่งจะเริ่มขึ้นเท่านั้น และผู้ชนะ จะมีเพียงนางคนเดียว

****

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel