ตอนที่ 4
"ข้าจะปล่อยเจ้ากลับจวน แต่มีข้อแม้ว่าเจ้าต้องให้ความร่วมมือในการสืบสวนทุกขั้นตอน เจ้าต้องช่วยข้าหาเบาะแสในที่ที่ข้าเข้าไม่ถึง โดยเฉพาะในแวดวงสตรีชั้นสูงที่เจ้าถนัด"
เจียงลั่วเสวี่ยหรี่ตามองเขา สมองอันชาญฉลาดเริ่มประมวลผล นางเป็นคนไม่ยอมเสียเปรียบใคร "ข้าช่วยท่านได้ แต่ท่านต้องตอบแทนข้าด้วย"
"เจ้าต้องการสิ่งใด"
เจียงลั่วเสวี่ยยิ้มกริ่ม "ช่วงนี้เสด็จป้ากำลังพยายามจับคู่ข้ากับบุตรชายแม่ทัพแดนเหนือ ข้าไม่อยากแต่งงานกับคนป่าเถื่อนพรรค์นั้น ท่านต้องช่วยข้า"
"ช่วยอย่างไร" หลิ่วเฉินเริ่มสังหรณ์ใจไม่ดี
"ท่านต้องแกล้งทำเป็นว่า... ท่านกำลังเกี้ยวพาราสีข้าอยู่" นางประกาศเสียงใส "หากมีข่าวลือว่าหัวหน้าศาลต้าลี่ผู้เคร่งขรึมกำลังคบหาดูใจกับตวนอี้จวิ้นจู่ เสด็จป้าย่อมต้องชะลอการดูตัวออกไปแน่ เพราะท่านเป็นถึงขุนนางคนโปรดของฝ่าบาท ดูดีกว่าบุตรแม่ทัพนั่นเยอะ"
หลิ่วเฉินนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ใบหน้าหล่อเหลาเริ่มบิดเบี้ยวเล็กน้อย "เจ้าจะให้ข้า... แกล้งรักเจ้าน่ะหรือ สตรีที่วันๆ เอาแต่วิ่งวุ่นเรื่องชาวบ้านอย่างเจ้า"
"ก็แค่แกล้งทำ ท่านจะจริงจังไปไย" เจียงลั่วเสวี่ยยักไหล่ "หรือท่านโหวกลัวว่าจะตกหลุมรักข้าจริงๆ"
"ไม่มีทาง" หลิ่วเฉินสวนกลับทันควัน "ข้ายอมดื่มยาพิษเสียยังดีกว่าต้องมีภรรยาเช่นเจ้า"
"ดี เช่นนั้นก็ตกลงตามนี้" เจียงลั่วเสวี่ยยื่นมือออกไปตรงหน้าเขา "ข้าช่วยท่านจับคนร้าย ท่านช่วยข้าหนีการคลุมถุงชน ถือว่าเราลงเรือลำเดียวกันแล้ว"
หลิ่วเฉินมองมือขาวผ่องตรงหน้าอย่างชั่งใจ เขาเกลียดความวุ่นวาย เกลียดเรื่องโกหกพกลม แต่คดีนี้สำคัญเกินกว่าจะปล่อยหลุดมือ
"ตกลง แต่เจ้าต้องอยู่ในสายตาข้าตลอดเวลา ห้ามทำอะไรนอกเหนือคำสั่งข้าเด็ดขาด"
"รับทราบเจ้าค่ะ ท่านหัวหน้า" เจียงลั่วเสวี่ยยิ้มหวาน แต่แววตาซุกซนนั้นบอกชัดว่านางคงไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเขาง่ายๆ แน่
เช้าวันรุ่งขึ้น ข่าวใหญ่สะเทือนเมืองหลวงมิใช่เพียงเรื่องการตายของนางละครชื่อดัง แต่กลับเป็นข่าวลือหนาหูที่ว่า ฉางหนิงโหว หัวหน้าศาลต้าลี่ผู้เย็นชา ไปส่งตวนอี้จวิ้นจู่ถึงหน้าประตูจวนอันหยางโหวด้วยตนเองในยามรุ่งสาง
รถม้าประทับตราศาลต้าหลี่จอดเทียบท่าหน้าประตูใหญ่จวนโหว ผู้คนรอบข้างต่างชะโงกหน้ามองด้วยความอยากรู้อยากเห็น หลิ่วเฉินก้าวลงจากรถม้าก่อน แล้วยื่นมือไปประคองเจียงลั่วเสวี่ยลงมา
"ขอบคุณท่านโหวที่มาส่ง" เจียงลั่วเสวี่ยแสร้งทำเสียงอ่อนหวาน พลางส่งสายตาหวานเชื่อมให้เขา
หลิ่วเฉินกัดฟันกรอด ภายใต้ใบหน้าที่ปั้นยิ้มแข็งทื่อ "เป็นหน้าที่ของข้า จวิ้นจู่พักผ่อนเถิด เมื่อคืน... ท่านคงเหนื่อยมากแล้ว"
คำพูดกำกวมของเขาทำเอาชาวบ้านร้านตลาดที่แอบฟังอยู่ถึงกับสูดปากด้วยความตื่นเต้น คำว่า เหนื่อยมากแล้ว ในยามวิกาล ย่อมถูกตีความไปในทางชู้สาวอย่างเลี่ยงไม่ได้
เจียงลั่วเสวี่ยหน้าแดงระเรื่อขึ้นมาจริงๆ ไม่ใช่เพราะเขินอาย แต่เพราะโมโหที่เขาจงใจพูดให้คนเข้าใจผิด "ท่านเองก็รักษาสุขภาพด้วย พรุ่งนี้... อย่าลืมมารับข้าไปเดินเล่นตามที่นัดไว้นะเจ้าคะ"
นางเน้นคำว่าเดินเล่น แต่สายตาสื่อความหมายชัดเจนว่า มารับข้าไปสืบคดีเดี๋ยวนี้
หลิ่วเฉินพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะกระโดดขึ้นรถม้าแล้วสั่งให้บ่าวขับออกไปทันทีราวกับหนีโรคระบาด
เมื่อรถม้าลับสายตา เจียงลั่วเสวี่ยจึงหันหลังกลับเข้าจวน สีหน้าเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดทันที
"อิงเกอ ลู่จู ตามข้าไปที่เรือนท่านพ่อ ข้าต้องให้ท่านพ่อช่วยตรวจสอบรายชื่อขุนนางที่มีสิทธิ์พกพาหยกกุ่ยเมี่ยน"
"เจ้าค่ะ" สองสาวใช้รับคำ
แต่ยังไม่ทันที่นางจะก้าวพ้นธรณีประตู เสียงทุ้มกังวานของบิดาก็ดังขึ้นเสียก่อน
"เสวี่ยเอ๋อร์ เจ้าไปทำเรื่องงามหน้าอะไรมา เหตุใดคนของศาลต้าหลี่ถึงมาส่งเจ้า แล้วข่าวลือเรื่องเจ้ากับฉางหนิงโหวนั่นมันคืออะไร"
อันหยางโหว บิดาของนางยืนหน้าถมึงทึงอยู่กลางลานเรือน ข้างกายมีฮูหยินใหญ่ มารดาของนางยืนทำหน้าตาตื่นตระหนก
เจียงลั่วเสวี่ยถอนหายใจเบาๆ "ท่านพ่อ ท่านแม่ ฟังข้านะเจ้าคะ เรื่องมันยาว..." นางเริ่มปั้นน้ำเป็นตัว "คือท่านโหวเขา... แอบมีใจให้ข้ามานานแล้ว เมื่อคืนเกิดเรื่องน่ากลัวขึ้น เขาเกรงว่าคนร้ายจะย้อนกลับมาทำร้ายข้า จึงอาสาดูแลข้าทั้งคืนเจ้าค่ะ"
อิงเกอและลู่จูหันมามองหน้ากัน ตาโตเท่าไข่ห่าน เจ้านายของพวกนางช่างกล้าพูดปดหน้าตายได้แนบเนียนยิ่งนัก
ในขณะเดียวกัน ณ ศาลต้าลี่
หลิ่วเฉินเดินกลับเข้ามาในห้องทำงานด้วยสีหน้าบูดบึ้ง ฮั่นถงองครักษ์คนสนิทเดินตามเข้ามาพร้อมกับกองเอกสาร
"ท่านโหว ข่าวลือกระจายไปเร็วยิ่งกว่าไฟลามทุ่ง ตอนนี้ทั่วทั้งตลาดต่างพูดกันว่าท่านกับจวิ้นจู่..." ฮั่นถงอึกอักไม่กล้าพูดต่อ
"ข่าวลือเหลวไหล อย่าได้เก็บมาใส่ใจ" หลิ่วเฉินกล่าวเสียงเรียบ แววตาไม่สะทกสะท้าน "สิ่งที่ควรใส่ใจคือเบาะแสของคนร้ายต่างหาก ไปสืบเรื่องคณะละครเหินเวหามาหรือยัง"
"สืบมาแล้วขอรับ" ฮั่นถงรีบรายงาน "หัวหน้าคณะบอกว่า อวิ๋นเซียงเพิ่งเข้าคณะมาได้ไม่ถึงครึ่งปี เดิมทีนางเป็นคนต่างเมือง ไม่มีหัวนอนปลายเท้า แต่จู่ๆ ก็มีฝีมือการแสดงก็ยอดเยี่ยมและมีเงินทองใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ที่สำคัญ..."
ฮั่นถงลดเสียงลง "ก่อนหน้านี้มีคนเห็นนางแอบไปพบปะกับคนของหอระบำเมฆาอยู่บ่อยครั้งขอรับ"
"หอระบำเมฆา?" หลิ่วเฉินขมวดคิ้ว
หอระบำเมฆา มิใช่เพียงหอนางโลมดาดดื่นทั่วไป แต่มันคือหอคณิกาอันดับหนึ่งแห่งเมืองหยุนจิง สถานที่ที่รวมไว้ซึ่งศิลปะการดนตรี การร่ายรำชั้นสูง และสุราเลิศรส ว่ากันว่าคณิกาที่นี่ขายศิลปะไม่ขายเรือนร่าง หากแขกไม่มีปัญญาหรือบารมีมากพอ แม้แต่หน้าประตูก็ยังไม่อาจย่างกรายเข้าไปได้ ที่สำคัญ... มันเป็นแหล่งรวมข่าวสารชั้นดีของเหล่าขุนนางชั้นผู้ใหญ่
"ดูเหมือนเราจะต้องไปเยือนสถานที่อัปมงคลนั่นเสียแล้ว" หลิ่วเฉินพึมพำ
"เอ่อ... ท่านโหวจะไปเองหรือขอรับ" ฮั่นถงถามอย่างไม่แน่ใจ ปกติเจ้านายของเขาเกลียดกลิ่นแป้งและสตรีในหอนางโลมเข้าไส้ อีกทั้งหอระบำเมฆามีกฎระเบียบเข้มงวด หากขุนนางใหญ่ไปปรากฏตัวโจ่งแจ้งย่อมเป็นที่ครหา
"ข้าต้องไป" หลิ่วเฉินตอบเสียงหนักแน่น แต่แล้วภาพใบหน้าหวานของเจียงลั่วเสวี่ยก็แวบเข้ามาในหัว เขานึกถึงข้อตกลงที่ทำไว้กับนาง
เจ้าต้องช่วยข้าหาเบาะแสในที่ที่ข้าเข้าไปไม่ถึง หลิ่วเฉินแสยะยิ้มที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ดูเจ้าเล่ห์พิลึก
"เฟยอวี่ เตรียมรถม้า พรุ่งนี้เช้าเราจะไปรับตวนอี้จวิ้นจู่"
"ไปไหนขอรับ" เฟยอวี่ถาม
"พานางไปเดินเล่น..." หลิ่วเฉินเว้นจังหวะ ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงเย็นชา "พานางไปเปิดหูเปิดตาที่หอระบำเมฆา นางอยากช่วยข้าสืบนักมิใช่หรือ ข้าก็จะให้นางสืบให้สมใจ".
