บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 5

แสงตะวันยามสายสาดส่องกระทบยอดไม้ในสวนจวนอันหยางโหว ขับไล่น้ำค้างแข็งที่เกาะพราวอยู่บนยอดหญ้าให้ระเหยกลายเป็นไอหมอกจางๆ บรรยากาศภายในเรือนของตวนอี้จวิ้นจู่เต็มไปด้วยความวุ่นวายโกลาหลยิ่งกว่าตลาดสดยามเช้า

เสียงรื้อค้นหีบผ้าดังตึงตัง ผสมกับเสียงอุทานของสาวใช้คนสนิท

“จวิ้นจู่ ชุดนี้ไม่ได้หรือเจ้าคะ สีชมพูกลีบบัวขับผิวท่านยิ่งนัก” ลู่จู พยายามยื่นอาภรณ์เนื้อดีให้ผู้เป็นนายพิจารณา

เจียงลั่วเสวี่ย ซึ่งกำลังยืนเท้าเอวอยู่หน้าคันฉ่องทองเหลืองส่ายหน้า นางปรายตามองชุดสวยงามเหล่านั้นด้วยแววตาเบื่อหน่าย

“ลู่จู เจ้าช่างไม่รู้ความ วันนี้เราจะไปหอระบำเมฆา สถานที่อโคจรเช่นนั้น หากข้าแต่งกายเป็นสตรีสูงศักดิ์เดินเข้าไป มีหวังไก่ตื่นกันพอดี ข้าต้องการความแนบเนียน”

“แต่จวิ้นจู่เป็นสตรี จะให้แต่งกายเยี่ยงไรจึงจะแนบเนียนเล่าเจ้าคะ” อิงเกอ ถามพลางพับผ้าเก็บลงหีบ

รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏขึ้นที่มุมปากของเจียงลั่วเสวี่ย นางหมุนตัวเดินไปหยิบชุดผ้าไหมสีน้ำเงินเข้มปักลายเมฆาด้วยดิ้นเงิน ซึ่งเป็นชุดบุรุษที่นางแอบสั่งตัดไว้เพื่อการนี้โดยเฉพาะ

“ก็แต่งเป็นคุณชายเจ้าสำราญอย่างไรเล่า ในเมื่อหลิ่วเฉินต้องการพาข้าไปเปิดหูเปิดตา ข้าก็จะทำให้เขาเห็นว่า ข้าเจียงลั่วเสวี่ย มิใช่บุปผาบอบบางในห้องหอที่อ่อนแอ”

ครึ่งชั่วยามต่อมา

รถม้าสีดำประทับตราศาลต้าหลี่ แล่นมาจอดเทียบหน้าประตูจวนอันหยางโหวอย่างเงียบเชียบ หลิ่วเฉิน ในชุดลำลองสีเทาเข้ม นั่งรออยู่ภายในด้วยสีหน้าเรียบเฉย ทว่านิ้วมือที่เคาะลงบนเข่าเป็นจังหวะนั้นบ่งบอกถึงความรำคาญใจเล็กน้อย

“ท่านโหว จวิ้นจู่มาแล้วขอรับ” เฟยอวี่ รายงานจากด้านนอก

ม่านหน้าต่างรถม้าถูกเลิกขึ้น หลิ่วเฉินชำเลืองมองไปทางประตูจวน คาดหวังว่าจะได้เห็นสตรีในชุดรุ่มร่ามเดินนวยนาดออกมาให้เขาเสียเวลา

ทว่าภาพที่ปรากฏแก่สายตา กลับเป็นเด็กหนุ่มรูปงามในชุดบัณฑิตสีน้ำเงินเข้ม ผมยาวสลวยถูกรวบขึ้นสวมกวานหยกขาว ใบหน้าเกลี้ยงเกลาหมดจด ดวงตาหงส์เป็นประกายระยับ ในมือถือพัดจีบสะบัดพัดเบาๆ ท่วงท่าดูองอาจผ่าเผยราวกับคุณชายจากตระกูลใหญ่

หากมิใช่เพราะดวงตาคู่คุ้นเคยที่ฉายแววดื้อรั้นคู่นั้น หลิ่วเฉินคงนึกว่าอันหยางโหวมีบุตรชายซุกซ่อนไว้อีกคน

เจียงลั่วเสวี่ยก้าวขึ้นรถม้าอย่างคล่องแคล่ว นางทรุดกายลงนั่งฝั่งตรงข้ามเขา แล้วสะบัดพัดจีบปิดบังครึ่งใบหน้า เอ่ยด้วยน้ำเสียงดัดให้ทุ้มต่ำ

“คารวะท่านพี่หลิ่ว วันนี้อากาศดียิ่งนัก เหมาะแก่การร่ำสุรายลโฉมงามเสียจริง”

หลิ่วเฉินมองการแสดงงิ้วโรงเล็กตรงหน้าด้วยสายตาว่างเปล่า มุมปากกระตุกเล็กน้อย “จวิ้นจู่ หากท่านว่างมากนัก ข้าจะส่งหนังสือคัดลายมือไปให้ท่านคัดสักร้อยจบ ดีหรือไม่”

เจียงลั่วเสวี่ยรวบพัดเก็บทันที นางย่นจมูกใส่เขา “คนไร้อารมณ์ขัน ท่านบอกเองว่าจะพาข้าไปสืบคดีที่หอระบำเมฆา ข้าแต่งกายเช่นนี้ก็เพื่อให้กลมกลืนกับสถานที่ บุรุษเที่ยวหอคณิกาเป็นเรื่องปกติ แต่หากสตรีเข้าไป ย่อมเป็นเป้าสายตา”

“ก็มีเหตุผล” หลิ่วเฉินยอมรับในใจว่านางฉลาดกว่าที่คิด “แต่หนวดปลอมที่ติดอยู่เหนือริมฝีปากท่าน มันเอียง…”

เจียงลั่วเสวี่ยรีบยกมือขึ้นคลำหนวดแพะอันเล็กที่นางบรรจงติดมาอย่างดี พบว่ามันเอียงจริงๆ นางหน้าร้อนผ่าว รีบดึงมันออกแล้วโยนทิ้งไปนอกหน้าต่าง

“ช่างเถิด ข้าหน้าตาหล่อเหลาปานนี้ ไม่ต้องมีหนวดก็ดูออกว่าเป็นชายชาตรี”

“ชายชาตรีที่ตัวหอมฟุ้งกลิ่นแป้งร่ำเช่นนี้น่ะหรือ” หลิ่วเฉินส่ายหน้า “เอาเถิด วันนี้เจ้าใช้ชื่อว่า คุณชายเจียง น้องชายร่วมสาบานของข้าก็แล้วกัน หน้าที่ของเจ้าคือทำตัวให้เป็นธรรมชาติ อย่าให้ใครจับได้ว่าเป็นสตรี”

“วางใจเถอะ เรื่องการเล่นละครเป็นงานถนัดของข้า”

รถม้าเคลื่อนผ่านตลาดที่คึกคัก มุ่งหน้าสู่ย่านเริงรมย์ทางทิศตะวันตกของเมืองหยุนจิง บรรยากาศรอบข้างเริ่มเปลี่ยนไป จากร้านค้าขายของชำกลายเป็นเหลาอาหารและหอสุรา เสียงดนตรีบรรเลงแว่วมาตามสายลม

หอระบำเมฆา ตั้งตระหง่านอยู่ริมคลองสายหลัก ตัวอาคารสูงสามชั้นสร้างด้วยไม้เนื้อหอมสลักลวดลายวิจิตรบรรจง โคมไฟกระดาษสาเขียนบทกวีห้อยประดับอยู่ทุกระเบียง แม้จะเป็นเวลากลางวัน แต่สถานที่แห่งนี้กลับดูมีชีวิตชีวาด้วยเหล่าปัญญาชนและคหบดีที่แวะเวียนเข้ามาสนทนาเรื่องศิลปะและบ้านเมือง

หลิ่วเฉินและเจียงลั่วเสวี่ยก้าวลงจากรถม้า เพียงแค่หลิ่วเฉินปรากฏตัว บรรดาเสี่ยวเอ้อร์หน้าประตูต่างรีบกุลีกุจอเข้ามาต้อนรับ แม้เขาจะไม่ได้สวมชุดขุนนาง แต่ราศีความน่าเกรงขามและป้ายหยกประจำตระกูลที่ห้อยเอวก็บ่งบอกฐานะที่ไม่ธรรมดา

“เชิญคุณชายทั้งสองขอรับ ไม่ทราบว่าจองโต๊ะไว้หรือไม่ หรือต้องการห้องรับรองพิเศษ”

“ห้องอักษรเทียน ชั้นสาม” หลิ่วเฉินเอ่ยเสียงเรียบ พลางโยนก้อนเงินให้เสี่ยวเอ้อร์

“ขอรับ เชิญทางนี้”

ทั้งสองเดินตามเสี่ยวเอ้อร์เข้าไปด้านใน ภายในหอระบำเมฆาตกแต่งอย่างหรูหราแต่ไม่ฉูดฉาด ตรงกลางโถงมีเวทียกสูง สำหรับให้นางรำและนักดนตรีผลัดเปลี่ยนกันมาแสดง กลิ่นกำยานราคาแพงลอยอบอวล ช่วยผ่อนคลายอารมณ์ของผู้มาเยือน

เมื่อขึ้นมาถึงชั้นสาม ซึ่งเป็นเขตรโหฐานที่มีความเป็นส่วนตัวสูง หลิ่วเฉินเลือกห้องริมระเบียงที่สามารถมองเห็นทิวทัศน์คลองและเวทีด้านล่างได้ชัดเจน

“ท่านพี่หลิ่ว ท่านดูคุ้นเคยกับที่นี่นะขอรับ” เจียงลั่วเสวี่ยกระซิบเหน็บแนมขณะนั่งลง “ไหนว่าเกลียดสตรีและสถานที่อโคจร”

“ข้ามาสืบคดี มิได้มาหาความสำราญ” หลิ่วเฉินตอบสั้นๆ พลางรินชาให้ตัวเอง “อีกประการ หอระบำเมฆาแห่งนี้ เบื้องหลังคือแหล่งแลกเปลี่ยนข่าวสารของพรรคกระเรียนขาวซึ่งเป็นสายข่าวที่เชื่อถือได้”

“อ้อ” เจียงลั่วเสวี่ยพยักหน้าหงึกหงัก นางกวาดตามองไปรอบห้อง ก่อนจะสะดุดตากับภาพวาดที่แขวนอยู่บนผนัง เป็นภาพทิวทัศน์ภูเขาหมอกที่มีฝีแปรงหนักแน่นทรงพลัง

“เรียกแม่เล้ามาพบข้า” หลิ่วเฉินหันไปสั่งเสี่ยวเอ้อร์

“เดี๋ยว” เจียงลั่วเสวี่ยยกมือขัด “จะเรียกแม่เล้ามาทำไม นางย่อมปากหนักและระวังตัว ให้ข้าจัดการเอง”

นางหันไปยิ้มโปรยเสน่ห์ให้เสี่ยวเอ้อร์ “พี่ชาย ข้าได้ยินมาว่าที่นี่มีสุราเลิศรสชื่อนารีแดงหมื่นปีและมีคณิกาที่เล่นพิณได้ไพเราะที่สุด นามว่าเสวี่ยจี ช่วยตามนางมาปรนนิบัติข้ากับพี่ชายข้าหน่อยได้หรือไม่ เงินทองมิใช่ปัญหา”

เจียงลั่วเสวี่ยวางตั๋วเงินปึกใหญ่ลงบนโต๊ะ

ดวงตาของเสี่ยวเอ้อร์ลุกวาวทันที “คุณชายช่างตาถึงยิ่งนัก แม่นางเสวี่ยจีเป็นคณิกาอันดับหนึ่งของหอเรา ปกติไม่รับแขกแปลกหน้า ข้าน้อยจะลองไปเรียนถามนางให้ขอรับ”

เมื่อเสี่ยวเอ้อร์ออกไป หลิ่วเฉินก็หันมามองนางด้วยสายตาตำหนิ “สิ้นเปลือง”

“การจะตกปลาใหญ่ ต้องใช้เหยื่อก้อนโต” เจียงลั่วเสวี่ยยักคิ้ว “เสวี่ยจีผู้นี้ ข้าเคยได้ยินอวิ๋นเซียงพูดถึงตอนนางยังมีชีวิตอยู่ ว่าเป็นสหายสนิทเพียงคนเดียวของนาง หากจะมีใครรู้อะไรดีๆ ก็ต้องเป็นนาง”

ไม่นานนัก ประตูห้องก็เปิดออก สตรีร่างอรชรในชุดสีขาวบริสุทธิ์เดินเข้ามาพร้อมกับพิณเจ็ดสาย ใบหน้าของนางงดงามหมดจดราวกับเทพธิดาจำแลง ทว่าแววตากลับดูโศกเศร้าลึกล้ำ

“คารวะคุณชายทั้งสอง ข้าน้อยเสวี่ยจีเจ้าค่ะ” น้ำเสียงของนางหวานใสราวกระดิ่งเงิน

เจียงลั่วเสวี่ยรีบลุกขึ้นไปประคองนางให้นั่งลง “แม่นางเสวี่ยจี ไม่ต้องมากพิธี เชิญนั่ง พี่ชายข้าเป็นคนพูดน้อย แต่ใจกว้างดั่งมหาสมุทร วันนี้เราแค่อยากมาฟังดนตรีและสนทนาคลายเหงา”

เสวี่ยจีนั่งลงแล้วเริ่มดีดพิณ เสียงพิณกังวานเศร้าสร้อย บาดลึกเข้าไปในขั้วหัวใจ เจียงลั่วเสวี่ยแสร้งทำเป็นเคลิบเคลิ้ม ก่อนจะเริ่มบทสนทนา

“เสียงพิณช่างไพเราะจับใจ แต่แฝงความโศกเศร้าอาลัย แม่นางกำลังคิดถึงสหายผู้จากไปอยู่หรือ”

มือที่กำลังดีดพิณชะงักกึก เสวี่ยจีเงยหน้าขึ้นมองคุณชายเจ้าสำราญตรงหน้าด้วยความระแวง “คุณชาย หมายถึงผู้ใดเจ้าคะ”

“ก็แม่นางอวิ๋นเซียงแห่งคณะเหินเวหาอย่างไรเล่า” เจียงลั่วเสวี่ยเอ่ยชื่อออกมาตรงๆ “ข้าได้ยินว่านางพิ่งเสียชีวิตอย่างน่าอนาถ น่าเสียดายนัก ข้ายังไม่ทันได้ชมการแสดงของนางเลย”

เสวี่ยจีหน้าซีดเผือด นางก้มหน้าลงต่ำ “ข้าน้อย ไม่ทราบเรื่องอันใดเจ้าค่ะ อวิ๋นเซียงกับข้าเป็นเพียงคนรู้จักผ่านๆ”

“คนรู้จักผ่านๆ หรือ” หลิ่วเฉินเอ่ยแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก “แต่ข้าสืบรู้มาว่า นางมักจะแอบมาพบเจ้าที่นี่ ยามวิกาล และฝากของบางอย่างไว้ที่เจ้า”

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel