ตอนที่ 3
บรรยากาศภายในศาลต้าหลี่นั้นเย็นเยียบและวังเวง คบเพลิงที่ปักอยู่ตามระเบียงทางเดินส่องแสงวูบวาบกระทบรูปปั้นกิเลนหน้าตาดุร้ายที่เฝ้าอยู่หน้าประตูใหญ่ กลิ่นอายของความตายและความหวาดกลัวดูเหมือนจะแทรกซึมอยู่ในทุกที่ของสถานที่แห่งนี้
ทว่าสำหรับเจียงลั่วเสวี่ย สถานที่แห่งนี้กลับมิได้น่าสะพรึงกลัวอย่างที่ใครเขาเล่าลือ นางเพียงแค่รู้สึกว่ามัน... ขาดรสนิยมไปเสียหน่อย
ภายในห้องรับรองพิเศษที่ถูกจัดไว้สำหรับผู้ต้องหาที่มีฐานะสูงศักดิ์ เจียงลั่วเสวี่ยกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้แดง มือเรียวเคาะนิ้วลงบนโต๊ะเป็นจังหวะเพลงงิ้วที่เพิ่งได้ฟังมาเมื่อครู่ พลางปรายตามองถ้วยชาเย็นชืดตรงหน้าด้วยสายตาตำหนิ
"นี่หรือคือการต้อนรับของศาลต้าหลี่ ชาหยาบกร้านเช่นนี้ แม้แต่สาวใช้ในจวนของข้ายังไม่กล้าดื่ม" นางบ่นพึมพำกับตัวเอง
เสียงประตูไม้หนักอึ้งถูกผลักเปิดออก ร่างสูงสง่าของหลิ่วเฉินก้าวเข้ามาในห้อง พร้อมด้วยกระแสลมเย็นที่พัดกรูตามหลังมา เขาโบกมือไล่องครักษ์คนอื่นออกไป เหลือเพียงเขากับนางตามลำพัง
หลิ่วเฉินเดินมาหยุดยืนที่ฝั่งตรงข้ามของโต๊ะ สายตาคมกวาดมองสตรีตรงหน้า นางยังคงมีท่าทีเย่อหยิ่งไม่มีความหวาดเกรงแม้แต่น้อย ทั้งที่เพิ่งถูกคุมตัวมาจากสถานที่เกิดเหตุฆาตกรรม
"ที่นี่คือศาลต้าหลี่ มิใช่หอสุราเลิศรส หากท่านหญิงไม่พอใจ จะย้ายไปอยู่ในคุกใต้ดินที่มีหนูวิ่งเพ่นพ่านแทนก็ได้ ข้าไม่ขัดข้อง" น้ำเสียงของเขาเรียบเฉย ทว่าวาจานั้นเชือดเฉือน
เจียงลั่วเสวี่ยยืดตัวตรง เชิดหน้าขึ้นสบตาเขา "ท่านโหว ท่านจับข้ามาขังไว้ร่วมสองชั่วยาม โดยไม่มีการไต่สวน นี่เรียกว่ารังแกสตรีหรือไม่"
หลิ่วเฉินไม่ต่อปากต่อคำ เขาล้วงเอาปิ่นปักผมด้ามนั้นออกมาวางกระแทกลงบนโต๊ะ
"หลักฐานชิ้นนี้อธิบายทุกอย่างแล้ว" เขาเอ่ยเสียงเข้ม "เศษผ้าสีฟ้าครามจากชุดของอวิ๋นเซียง และผงพิษสลายวิญญาณที่ติดอยู่ปลายปิ่น พิษชนิดนี้ไร้สีไร้กลิ่น เพียงสัมผัสถูกผิวหนังหรือสูดดมเพียงเล็กน้อยก็สามารถคร่าชีวิตคนได้ในพริบตา จวิ้นจู่... ท่านจะอธิบายเรื่องนี้อย่างไร"
เจียงลั่วเสวี่ยมองปิ่นด้ามนั้น นึกย้อนกลับไปถึงเหตุการณ์หลังเวที นางมั่นใจว่าตนเองไม่ได้เข้าใกล้อวิ๋นเซียงมากพอที่จะลงมือสังหาร แต่จังหวะที่นางซ่อนตัวหลังหีบไม้ นางจำได้ว่ามีช่วงหนึ่งที่อวิ๋นเซียงเดินเฉียดเข้ามาใกล้เพื่อหลบหนีบุรุษชุดดำ บางทีชายเสื้อของนางอาจจะเกี่ยวเข้ากับปิ่นโดยบังเอิญ
"ข้าไม่ได้ฆ่านาง" เจียงลั่วเสวี่ยตอบเสียงหนักแน่น "ข้าเพียงแค่... บังเอิญไปอยู่ในที่ที่ไม่ควรอยู่"
"ที่ที่ไม่ควรอยู่" หลิ่วเฉินเลิกคิ้ว "หลังเวทีละครน่ะหรือ ท่านไปทำอะไรที่นั่น"
"ข้า..." เจียงลั่วเสวี่ยอึกอักเล็กน้อย จะให้บอกว่าไปแอบฟังเรื่องชาวบ้านก็ดูจะเสียกิริยาเกินไป นางจึงเลือกที่จะบอกความจริงบางส่วน "ข้าเห็นอวิ๋นเซียงมีพิรุธระหว่างการแสดง นางดูหวาดกลัวและมองไปทางซุ้มประตูตลอดเวลา ข้าสงสัยจึงตามไปดู และข้าก็เห็นนางโต้เถียงกับบุรุษผู้หนึ่ง"
ดวงตาของหลิ่วเฉินหรี่ลงเล็กน้อย ความสนใจเริ่มฉายชัดในแววตา "บุรุษผู้นั้น... ลักษณะเป็นเช่นไร"
"เขาสวมชุดดำ ปิดหน้ามิดชิด ข้าไม่เห็นหน้าเขา" เจียงลั่วเสวี่ยเว้นจังหวะ ก่อนจะเอ่ยถึงสิ่งที่สำคัญที่สุด "แต่ข้าเห็นป้ายหยกที่ห้อยอยู่ที่เอวของเขา เป็นหยกสีดำเนื้อด้าน แกะสลักเป็นรูปหน้ากากปีศาจ"
ทันทีที่ได้ยินคำว่าหน้ากากปีศาจ หรือ กุ่ยเมี่ยน บรรยากาศรอบตัวของหลิ่วเฉินพลันเปลี่ยนไป อุณหภูมิในห้องดูเหมือนจะลดต่ำลงอีกหลายส่วน กลิ่นอายสังหารแผ่ซ่านออกมาจากร่างของเขาจนเจียงลั่วเสวี่ยรู้สึกขนลุก
เขาขยับตัวเข้ามาใกล้ วางมือทั้งสองข้างยันลงบนโต๊ะ โน้มใบหน้าเข้ามาจนเกือบชิดนาง "เจ้าแน่ใจหรือว่าดูไม่ผิด หยกกุ่ยเมี่ยน... แน่ใจนะ"
เจียงลั่วเสวี่ยผงะถอยหลังเล็กน้อยด้วยความตกใจในท่าทีคุกคามของเขา แต่ปากก็ยังเก่งกล้า "สายตาข้าดียิ่งกว่าเหยี่ยว ข้ามั่นใจว่าข้าเห็นไม่ผิด ลวดลายหน้ากากปีศาจนั้นดูดุดันและแปลกตา ข้าไม่เคยเห็นตราสัญลักษณ์เช่นนี้ในหมู่ขุนนางทั่วไป"
หลิ่วเฉินถอนหายใจยาว เขาผละตัวออกมาแล้วเดินไปที่หน้าต่าง เหม่อมองออกไปในความมืดมิด เขาเงียบไปครู่ใหญ่ ราวกับกำลังใช้ความคิดอย่างหนัก
ตระกูลหลิ่วของเขาสืบสาวราวเรื่องเกี่ยวกับกลุ่มกุ่ยเมี่ยนมานานหลายปี กลุ่มมือสังหารลึกลับที่ทำงานในเงามืด สัญลักษณ์ของคนกลุ่มนี้คือหยกดำสลักรูปหน้ากากปีศาจ หากสิ่งที่นางพูดเป็นความจริง คดีฆาตกรรมนางละครผู้นี้อาจไม่ใช่เรื่องชู้สาวธรรมดา แต่มันอาจเกี่ยวพันไปถึงความมั่นคงของราชบัลลังก์
"เจ้าได้ยินอะไรอีก" เขาหันกลับมาถาม น้ำเสียงอ่อนลงกว่าเดิมเล็กน้อย
"ข้าได้ยินคนผู้นั้นทวงของคืนจากอวิ๋นเซียง นางบอกว่าทำหายไปแล้ว เขาจึงขู่ว่าจะฆ่านาง แล้วเขาก็จากไป... หลังจากนั้นไม่นาน นางก็ขึ้นแสดงและเสียชีวิต"
หลิ่วเฉินเดินกลับมานั่งลงที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้าม สีหน้าเคร่งเครียด "หากเป็นเช่นนั้น พิษคงถูกวางไว้ก่อนหน้านั้นแล้ว หรือไม่ก็..." เขาหยิบปิ่นปักผมขึ้นมาพิจารณา "ปิ่นของเจ้าอาจเป็นตัวนำพิษไปสู่นางโดยที่เจ้าไม่รู้ตัว"
"หมายความว่าอย่างไร" เจียงลั่วเสวี่ยขมวดคิ้ว
"หากคนร้ายรู้ว่าเจ้าแอบดูอยู่ คนผู้นั้นอาจจงใจป้ายพิษใส่เจ้า เพื่อให้เจ้าเดินเข้าไปใกล้และแพร่พิษใส่อวิ๋นเซียง หรือไม่ก็เพื่อใช้เจ้าเป็นแพะรับบาป" หลิ่วเฉินวิเคราะห์อย่างใจเย็น "พิษสลายวิญญาณเป็นของหายากและอันตราย มันทำงานเมื่อสัมผัสกับกลิ่นเหงื่อหรือความร้อนจากร่างกาย"
เจียงลั่วเสวี่ยหน้าซีดเผือด นางเพิ่งรู้ตัวว่าเฉียดใกล้ความตายมาแค่ไหน "เช่นนั้น... ข้าก็บริสุทธิ์แล้วใช่หรือไม่ ท่านต้องปล่อยข้าเดี๋ยวนี้"
"ช้าก่อน" หลิ่วเฉินยกมือห้าม "แม้คำให้การของเจ้าจะมีน้ำหนัก แต่หลักฐานก็ยังมัดตัวเจ้าอยู่ ข้าปล่อยเจ้าไปตอนนี้ไม่ได้ จนกว่าจะจับตัวคนร้ายตัวจริงได้ หรือหาหลักฐานอื่นมายืนยันความบริสุทธิ์ของเจ้า"
"ท่านจะบ้าหรือ ข้าเป็นถึงจวิ้นจู่ จะให้ข้านอนในคุกเนี่ยนะ ฮองเฮาต้องไม่ยอมแน่" เจียงลั่วเสวี่ยลุกขึ้นยืนเท้าเอว
หลิ่วเฉินมองนางด้วยสายตาเรียบเฉย "ฮองเฮาคงไม่อยากให้หลานสาวมีมลทินว่าเป็นฆาตกรหรอกกระมัง การที่ข้ากักตัวเจ้าไว้ที่นี่ ก็เพื่อความปลอดภัยของเจ้าเองด้วย หากคนร้ายรู้ว่าเจ้าเห็นป้ายหยกนั่น เจ้าคิดว่ามันจะปล่อยเจ้าไว้หรือ"
คำพูดของเขาทำให้เจียงลั่วเสวี่ยชะงัก นางลืมคิดถึงเรื่องความปลอดภัยของตัวเองไปเสียสนิท
"แล้ว... ท่านจะทำอย่างไร" น้ำเสียงของนางอ่อนลง
หลิ่วเฉินเคาะนิ้วลงบนโต๊ะเบาๆ "ข้าต้องการจับตัวคนร้ายกลุ่มนี้ให้ได้ และเจ้า... เป็นพยานเพียงปากเดียวที่เคยเห็นหน้าคนร้าย แม้จะเห็นแค่รูปร่างและป้ายหยกก็ตาม"
ดวงตาของเขาวาวโรจน์ขึ้น "เรามาทำข้อตกลงกัน"
"ข้อตกลงอะไร" เจียงลั่วเสวี่ยถามอย่างระแวง
