บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 2

เจียงลั่วเสวี่ยผุดลุกขึ้นยืน นางมิได้กรีดร้องเหมือนสตรีอื่น แต่ดวงตาจ้องเขม็งไปยังร่างไร้วิญญาณบนเวที สมองประมวลผลอย่างรวดเร็ว นี่คือการวางยาพิษ และต้องเป็นพิษที่ร้ายแรงมาก

“อิงเกอ ลู่จู ระวังตัว” นางสั่งการเสียงเฉียบขาด พลางกวาดตามองหาบุรุษลึกลับที่นางเห็นหลังเวทีเมื่อครู่ แต่ท่ามกลางฝูงชนที่แตกตื่น การจะหาใครสักคนนั้นยากยิ่ง

ในขณะที่งานเลี้ยงกำลังตกอยู่ในความวุ่ยวาย เสียงตะโกนดังก้องกังวานดุจฟ้าผ่าก็ดังมาจากหน้าประตู

“ปิดประตูจวน ห้ามผู้ใดเข้าออกทั้งสิ้น ศาลต้าหลี่จะเข้าตรวจสอบ”

สิ้นเสียงอันทรงอำนาจ กลุ่มองครักษ์ในชุดเครื่องแบบสีดำขลิบแดง พร้อมดาบคาดเอวก็กรูกันเข้ามาล้อมรอบศาลากลางน้ำและเวทีการแสดงเอาไว้อย่างรวดเร็วและเป็นระเบียบ กลิ่นอายสังหารที่แผ่ออกมาจากพวกเขาสยบความแตกตื่นของผู้คนลงได้ในชั่วพริบตา

เบื้องหน้ากลุ่มองครักษ์ บุรุษผู้หนึ่งเดินก้าวเข้ามาด้วยท่วงท่าสง่างาม เขาอยู่ในชุดขุนนางเต็มยศสีน้ำเงินเข้มปักลายกิเลน ใบหน้าหล่อเหลาราวกับรูปสลักหยก แต่ทว่าเรียบเฉยและเย็นชา ดวงตาคมคู่นั้นกวาดมองไปรอบๆ ราวกับจะมองทะลุเข้าไปถึงจิตใจของผู้คน

เขาคือหลิ่วเฉิน หรือ ฉางหนิงโหว หัวหน้าศาลต้าหลี่ผู้มีฉายาว่าตุลาการหน้าหยก

ข้างกายเขามีองครักษ์สองนายติดตามมาติดๆ คนซ้ายรูปร่างสูงใหญ่บึกบึน หน้าตาดูซื่อๆ นามว่าฮั่นถง ส่วนคนขวาดูปราดเปรียวว่องไว แววตาเป็นประกาย นามว่าเฟยอวี่

“ท่านโหว นางละครถูกวางยาพิษตายขณะทำการแสดงขอรับ” ฮั่นถงรายงานเสียงดังฟังชัด

หลิ่วเฉินพยักหน้าเล็กน้อย สีหน้าไม่เปลี่ยนแม้แต่น้อย เขาเดินตรงไปยังศพของอวิ๋นเซียง ก้มลงตรวจสอบสภาพศพด้วยความชำนาญ โดยไม่รังเกียจกลิ่นคาวเลือด

“ผงสลายวิญญาณ รุนแรงและไร้ร่องรอย” เขาพึมพำเสียงเรียบ ก่อนจะลุกขึ้นแล้วหันไปสั่งการ “เฟยอวี่ตรวจสอบอาหารและสุราที่นางกินทั้งหมด ฮั่นถงควบคุมตัวคนในคณะละครแยกไปสอบสวนทีละคน”

“ขอรับ”

จากนั้น หลิ่วเฉินก็หมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากับแขกเหรื่อผู้สูงศักดิ์ที่ยืนตัวสั่นกันอยู่

“ต้องขออภัยทุกท่าน วันนี้เกิดคดีฆาตกรรมร้ายแรง จำเป็นต้องกักตัวทุกคนไว้สอบปากคำ จนกว่าจะหาตัวคนร้ายเจอ ห้ามผู้ใดก้าวออกจากบริเวณนี้แม้แต่ก้าวเดียว”

สิ้นคำประกาศ เสียงโวยวายก็ดังขึ้นทันที

“อะไรนะ จะให้พวกเราอยู่ที่นี่กับศพหรือ ท่านโหว ท่านเสียสติไปแล้วหรืออย่างไร” ฮูหยินท่านหนึ่งหวีดร้อง

“ข้าเป็นถึงบุตรสาวเสนาบดีกรมคลัง ท่านมีสิทธิ์อะไรมากักขังข้า”

หลิ่วเฉินเพียงแค่ปรายตามอง ฮูหยินผู้นั้นก็ถึงกับหุบปากฉับด้วยความหวาดกลัว กลิ่ยอายสังหารที่แผ่ออกมาจากตัวเขานั้นรุนแรงจนน่าอึดอัด

“กฎหมายของแผ่นดินคือสิทธิ์ของข้า ผู้ใดขัดขืน ถือว่ามีพิรุธจับกุมได้ทันที” น้ำเสียงราบเรียบแต่เด็ดขาดทำเอาทุกคนเงียบเสียงลงทันที

เจียงลั่วเสวี่ยยืนมองเหตุการณ์อยู่เงียบๆ มุมปากยกยิ้มเล็กน้อย นางเคยได้ยินกิตติศัพท์ของฉางหนิงโหวผู้นี้มานาน วันนี้ได้เห็นกับตา นับว่าสมคำร่ำลือ แต่ทว่า... นางไม่มีเวลามาเสียเวลาอยู่ที่นี่ นางต้องรีบกลับไปตรวจสอบเรื่องป้ายหยกนั่น

เจียงลั่วเสวี่ยหันไปกระซิบกับอิงเกอและลู่จู “ตามข้ามา เราจะออกทางประตูเล็กด้านหลัง อาศัยจังหวะที่องครักษ์กำลังวุ่นวาย”

สามนายบ่าวค่อยๆ ย่องถอยหลังออกจากฝูงชน พยายามทำตัวให้ลีบเล็กที่สุด เจียงลั่วเสวี่ยอาศัยความคุ้นเคยกับผังจวนขุนนาง นำทางสาวใช้ลัดเลาะไปตามพุ่มไม้ มุ่งหน้าสู่ประตูหลัง

“จวิ้นจู่ จะดีหรือเจ้าคะ หากท่านโหวจับได้...” ลู่จูถามเสียงสั่น

“เขาไม่ทันสังเกตหรอก คนเยอะขนาดนี้” เจียงลั่วเสวี่ยกระซิบตอบ “อีกอย่าง ข้าเป็นถึงตวนอี้จวิ้นจู่ เขาจะกล้าทำอะไรข้า”

นางเอื้อมมือไปผลักบานประตูไม้เล็กๆ ที่ซ่อนอยู่หลังดงไผ่ ประตูแง้มออกเล็กน้อย เผยให้เห็นอิสรภาพที่อยู่เบื้องหน้า เจียงลั่วเสวี่ยยิ้มกว้าง ก้าวเท้าจะเดินออกไป

ทว่า...

“ไม่ยักรู้ว่า ตวนอี้จวิ้นจู่ผู้เลื่องชื่อจะมีรสนิยมชอบมุดช่องหมาลอดหนีเช่นนี้” เสียงทุ้มต่ำที่ดังขึ้นจากด้านหลัง ทำให้เจียงลั่วเสวี่ยชะงักกึก นางค่อยๆ หันกลับไปมองช้าๆ

เบื้องหน้าของนาง คือหลิ่วเฉินที่ยืนกอดอกพิงต้นไผ่ด้วยท่วงท่าสบายๆ แต่ดวงตาคมคู่นั้นกำลังจ้องมองนางราวกับราชสีห์จ้องเหยื่อ องครักษ์เฟยอวี่ยืนยิ้มอยู่ข้างๆ ราวกับรู้ทันแผนการของนางมาตั้งแต่ต้น

เจียงลั่วเสวี่ยปรับสีหน้าอย่างรวดเร็ว นางเชิดคางขึ้นเล็กน้อย แสร้งทำเป็นปัดฝุ่นที่ชายกระโปรง “ท่านโหวกล่าวหนักไปแล้ว ข้าเพียงแต่... รู้สึกเวียนหัว อยากจะออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์ด้านนอกเท่านั้น หาได้คิดหนีไม่”

หลิ่วเฉินเลิกคิ้วข้างหนึ่ง เดินก้าวเข้ามาใกล้นางทีละก้าว บีบให้เจียงลั่วเสวี่ยต้องถอยหลังจนแผ่นหลังชนกับบานประตู

“สูดอากาศ ในเวลาที่เกิดเหตุฆาตกรรมเช่นนี้หรือ” เขาถามเสียงเรียบ แต่กดดัน “จวิ้นจู่คงไม่ได้กำลังซ่อนสิ่งใดไว้กระมัง”

“ข้าจะซ่อนอะไรได้ ข้ามามือเปล่า” เจียงลั่วเสวี่ยเถียงข้างๆ คูๆ

หลิ่วเฉินกวาดสายตามองนางตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ก่อนจะหยุดสายตาลงที่มวยผมของนาง เขายื่นมือเข้ามาใกล้นางอย่างรวดเร็ว

เจียงลั่วเสวี่ยผงะตกใจ “ท่านจะทำอะไร”

มือของหลิ่วเฉินมิได้แตะต้องตัวนาง แต่กลับดึงปิ่นปักผมทองคำที่ปักอยู่บนมวยผมของนางออกมาด้ามหนึ่ง ปิ่นด้ามนั้นมีเศษเส้นด้ายสีฟ้าครามเส้นเล็กๆ พันติดอยู่ตรงปลาย

“นี่คือสิ่งใด” หลิ่วเฉินชูปิ่นขึ้น แววตาเปลี่ยนเป็นจริงจัง “เส้นไหมสีฟ้าคราม... ชนิดเดียวกับชุดของนางละครที่ตาย และดูเหมือนจะมีผงสีขาวบางอย่างติดอยู่ด้วย”

เจียงลั่วเสวี่ยเบิกตากว้าง นางจำไม่ได้เลยว่าไปเอาสิ่งนี้มาตอนไหน หรือจะเป็นตอนที่นางแอบไปหลังเวที แล้วเฉียดใกล้เสื้อผ้าของนักแสดง

“ข้า... ข้าไม่รู้เรื่อง” นางปฏิเสธเสียงแข็ง

“ไม่รู้เรื่อง” หลิ่วเฉินแค่นหัวเราะในลำคอ “หลักฐานอยู่บนหัวท่าน ท่านยังจะบอกว่าไม่รู้เรื่องอีกหรือ ท่านหญิง... เกรงว่าท่านคงต้องไปนั่งจิบชาที่ศาลต้าหลี่กับข้าสักครู่แล้วกระมัง”

“บังอาจ ข้าเป็นหลานสาวฮองเฮา เจ้ากล้าจับข้าหรือ” เจียงลั่วเสวี่ยยกฐานะขึ้นมาข่ม

หลิ่วเฉินไม่สะทกสะท้าน เขาขยับใบหน้าเข้ามาใกล้จนนางสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นๆ ของเขา

“ต่อให้เป็นโอรสสวรรค์ หากทำผิดกฎหมาย ข้าก็จับได้... นับประสาอะไรกับจวิ้นจู่ตัวเล็กๆ อย่างท่าน”

เขาผละถอยออกมา แล้วหันไปสั่งองครักษ์ “ฮั่นถง เชิญตวนอี้จวิ้นจู่ไปที่ศาลต้าหลี่ แยกขังเดี่ยว ห้ามใครเข้าเยี่ยม”

“หลิ่วเฉิน เจ้าคนหน้าตาย เจ้าคนใจดำ ปล่อยข้านะ” เสียงโวยวายของเจียงลั่วเสวี่ยดังก้องไปทั่วสวนไผ่ ขณะที่นางถูกองครักษ์คุมตัวไป

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel