บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 1

เมืองหลวงหยุนจิงในวสันตฤดูงดงามราวภาพวาด สายลมพัดพาเอากลิ่นหอมของดอกท้อให้ฟุ้งกระจายไปทั่วสารทิศ ละอองเกสรสีชมพูอ่อนปลิวว่อนเล่นกับแสงแดดอุ่นที่สาดส่องลงมากระทบกระเบื้องหลังคาของวังหลวงและจวนขุนนางน้อยใหญ่

ณ จวนอัครเสนาบดีฝั่งซ้าย วันนี้มีการจัดงานเลี้ยงชมบุปผาอันเลื่องชื่อ รถม้าหรูหราประดับพู่ไหมหลากสีจอดเรียงรายเป็นแถวหน้าประตูใหญ่ เหล่าฮูหยินและคุณหนูจากตระกูลสูงศักดิ์ต่างตบเท้าเข้าร่วมงานกันอย่างคับคั่ง

ทว่าในศาลาริมน้ำที่แยกตัวออกมาจากความวุ่นวาย สตรีผู้หนึ่งกำลังนั่งเท้าคางมองดูปลาหลีฮื้อในสระแหวกว่ายด้วยแววตาเบื่อหน่าย

อาภรณ์สีม่วงอ่อนปักลายดอกหมู่ตานด้วยดิ้นเงินขับเน้นผิวพรรณที่ขาวผ่องดุจหิมะแรกฤดู ใบหน้ารูปไข่งดงามหมดจด ดวงตาหงส์เรียวยาวทอประกายซุกซนแฝงไว้ด้วยความเฉลียวฉลาด ริมฝีปากสีชาดเม้มเข้าหากันเล็กน้อย นางคือ เจียงลั่วเสวี่ย ผู้ได้รับพระราชทานราชทินนาม ตวนอี้จวิ้นจู่ หลานสาวคนโปรดของฮองเฮา

“อิงเกอ ขนมดอกกุ้ยฮวานี่จืดชืดเสียจริง พ่อครัวจวนอัครเสนาบดีฝีมือตกลงหรือไร หรือว่าลิ้นข้าจะมีปัญหา” เจียงลั่วเสวี่ยบ่นพึมพำพลางโปรยเศษขนมลงไปในสระน้ำ เป็นเหตุให้ฝูงปลาหลากสีแย่งชิงกันจนน้ำแตกกระจาย

สาวใช้ข้างกายที่มีดวงตากลมโตสุกใสรีบขยับเข้ามาใกล้ นางคืออิงเกอ ผู้ทำหน้าที่เป็นหูเป็นตาให้แก่ผู้เป็นนาย “ท่านหญิงเจ้าขา ขนมมิได้จืดชืดหรอกเจ้าค่ะ แต่เป็นเพราะท่านหญิงกำลังเบื่อหน่ายงานเลี้ยงจำเจพวกนี้ต่างหาก บ่าวได้ยินมาว่าวันนี้คณะละครเหินเวหาจะมาทำการแสดงด้วยนะเจ้าคะ เห็นว่าเป็นคณะที่โด่งดังที่สุดในหยุนจิงยามนี้ นางละครนามว่าอวิ๋นเซียง งดงามหยาดเยิ้มจนบุรุษทั่วเมืองหลงใหลหัวปักหัวปำเชียวเจ้าค่ะ”

พอได้ยินเรื่องซุบซิบ ดวงตาที่เคยหม่นแสงของเจียงลั่วเสวี่ยก็พลันเป็นประกายขึ้นมาทันที นางขยับตัวลุกขึ้นนั่งตัวตรง “อวิ๋นเซียงรึ ข้าเคยได้ยินชื่อนางมาบ้าง เห็นว่าเดิมทีเป็นเพียงเด็กกำพร้า แต่ไต่เต้าจนได้เป็นนางละครอันดับหนึ่ง ว่ากันว่านางมีปิ่นหยกขาวชิ้นหนึ่งที่หวงแหนยิ่งชีพ ไม่รู้ว่ามีบุรุษตระกูลใดมอบให้หรือไม่”

“ท่านหญิง เบาเสียงลงหน่อยเจ้าค่ะ” สาวใช้อีกคนที่มีท่าทีเรียบร้อยและดูขี้กังวลเอ่ยเตือน นางคือลู่จู “หากผู้อื่นมาได้ยินเข้าว่าตวนอี้จวิ้นจู่ผู้เพียบพร้อมด้วยกิริยามารยาท กำลังสนทนาเรื่องนางละครต่ำต้อย จะเสียเกียรติเอาได้นะเจ้าคะ”

เจียงลั่วเสวี่ยโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ “ลู่จู เจ้าช่างเคร่งครัดเหมือนท่านพ่อนัก อยู่ที่นี่มีเพียงพวกเรา จะกลัวผู้ใดมาได้ยิน อีกอย่าง... ความอยากรู้อยากเห็นเป็นวิสัยของนักปราชญ์ หากไม่รู้เรื่องราวความเป็นไปของโลกภายนอก จะรู้ทันเล่ห์เหลี่ยมคนได้อย่างไร”

คำแก้ตัวของเจ้านายทำให้ลู่จูได้แต่ถอนหายใจ ส่วนอิงเกอกลับหัวเราะคิกคักชอบใจ

ในขณะที่บทสนทนากำลังออกรส เสียงฆ้องจากลานแสดงกลางแจ้งก็ดังกังวานขึ้น เป็นสัญญาณว่าการแสดงที่ทุกคนรอคอยกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว เจียงลั่วเสวี่ยจึงจำต้องปั้นหน้ายิ้มแย้ม สวมหน้ากากกุลสตรีผู้สูงศักดิ์ เดินนวยนาดกลับเข้าไปรวมกลุ่มกับเหล่าคุณหนูตระกูลอื่นที่ศาลากลางน้ำ

บนเวทีการแสดง อวิ๋นเซียง ปรากฏตัวขึ้นในชุดสีฟ้าครามปักลายเมฆา ดูพลิ้วไหวราวกับเทพธิดาแห่งสายลม ใบหน้าถูกแต่งแต้มอย่างประณีต ท่วงท่าการร่ายรำอ่อนช้อยดุจกิ่งหลิวลู่ลม เสียงขับร้องหวานซึ้งตรึงใจสะกดผู้คนทั้งงานให้ตกอยู่ในภวังค์

เจียงลั่วเสวี่ยยกถ้วยชาขึ้นจิบ สายตาคมสังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่าง

แววตาของอวิ๋นเซียง... มิได้จดจ่ออยู่กับการแสดง

นางละครผู้นั้นมักจะชำเลืองมองไปทางซุ้มประตูหินด้านข้างเวทีอยู่บ่อยครั้ง ราวกับกำลังรอคอยใครบางคน หรือหวาดระแวงสิ่งใดสิ่งหนึ่ง มือที่ถือพัดจีบนั้นสั่นเทาเล็กน้อยหากไม่สังเกตให้ดีคงมองไม่เห็น แต่สำหรับเจียงลั่วเสวี่ยผู้ช่างสังเกต ไม่มีสิ่งใดรอดพ้นสายตานางไปได้

“อิงเกอ เจ้าเห็นบุรุษชุดดำที่ยืนหลบมุมอยู่ตรงซุ้มประตูนั้นหรือไม่” เจียงลั่วเสวี่ยกระซิบถามโดยไม่ขยับริมฝีปากมากนัก

อิงเกอชะเง้อมองตาม “คนไหนเจ้าคะ บ่าวเห็นแต่บ่าวรับใช้เดินเต็มไปหมด”

“ช่างเถิด หายไปแล้ว” เจียงลั่วเสวี่ยขมวดคิ้วเล็กน้อย ความสังหรณ์ใจบางอย่างทำให้นางรู้สึกไม่ดี นางจึงวางถ้วยชาลงแล้วลุกขึ้น “ข้าจะไปเรือนรับรองเพื่อจัดแต่งมวยผมสักครู่ ลู่จูเจ้าเฝ้าโต๊ะไว้ อิงเกอตามข้ามา”

นางอ้างว่าจะไปเรือนรับรอง แต่แท้จริงแล้ว เจียงลั่วเสวี่ยอาศัยจังหวะที่ทุกคนกำลังเพลิดเพลินกับการแสดง เลี่ยงเดินอ้อมไปยังด้านหลังเวที สัญชาตญาณความอยากรู้อยากเห็นของนางทำงานอย่างรุนแรง

ด้านหลังเวทีเต็มไปด้วยความวุ่นวายของเหล่านักแสดง เจียงลั่วเสวี่ยแอบซ่อนตัวอยู่หลังหีบใส่ชุดการแสดง สายตาเหลือบไปเห็นอวิ๋นเซียงที่เพิ่งลงจากฉากแรก กำลังยืนโต้เถียงกับใครบางคนในมุมมืด

“ข้าบอกแล้วว่าข้าทำไม่ได้ ของสิ่งนั้นข้าทำหายไปแล้ว” เสียงของอวิ๋นเซียงสั่นเครือด้วยความหวาดกลัว

“เจ้าโกหก หากเจ้าไม่นำมาคืนภายในสามวัน ชีวิตเจ้าจะหาไม่” เสียงทุ้มต่ำของบุรุษตวาดกลับ ก่อนที่ร่างนั้นจะสะบัดชายแขนเสื้อเดินจากไป ทิ้งให้หญิงสาวทรุดตัวลงร้องไห้เงียบๆ

เจียงลั่วเสวี่ยพยายามเพ่งมองใบหน้าบุรุษผู้นั้น แต่เขาโพกผ้าปิดหน้ามิดชิด เห็นเพียงป้ายหยกสีดำที่ห้อยอยู่ข้างเอวแวบหนึ่ง ลวดลายบนป้ายหยกนั้นดูคุ้นตายิ่งนัก

“ท่านหญิง เรากลับกันเถอะเจ้าค่ะ บ่าวกลัว” อิงเกอกระตุกชายแขนเสื้อเจ้านาย

“เดี๋ยวสิ ข้ายังไม่รู้เลยว่าพวกเขาคุยเรื่องอะไรกัน” เจียงลั่วเสวี่ยยังคงชะเง้อมอง แต่ทันใดนั้น เสียงกลองรัวเร็วบนเวทีก็ดังขึ้น เป็นสัญญาณเข้าสู่ฉากสำคัญ อวิ๋นเซียงรีบปาดน้ำตา จัดแต่งเครื่องแต่งกาย แล้ววิ่งกลับขึ้นไปบนเวทีอีกครั้ง

เจียงลั่วเสวี่ยจำใจต้องถอยกลับออกมา นางเดินกลับไปยังที่นั่งในศาลากลางน้ำด้วยความครุ่นคิด เรื่องนี้ดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องชู้สาวธรรมดาเสียแล้ว

บนเวที อวิ๋นเซียงกำลังแสดงฉากนางสนมผู้ผิดหวังในรัก นางรินสุราใส่จอกแล้วยกขึ้นดื่ม ท่วงท่าดูโศกเศร้าสมจริงจนผู้ชมหลายคนน้ำตาซึม

“ชีวิตดั่งความฝัน ตื่นขึ้นก็ว่างเปล่า...” อวิ๋นเซียงขับร้องท่อนสุดท้าย ก่อนจะหมุนตัวล้มลงกลางเวทีตามบทบาท

เสียงปรบมือดังเกรียวกราว ทว่าผ่านไปหลายอึดใจ ร่างบางที่นอนฟุบอยู่กลางเวทีกลับไม่ลุกขึ้นมารับรางวัล ข้าทาสบริวารเริ่มมองหน้ากันเลิ่กลั่ก

“แม่นางอวิ๋น จบการแสดงแล้ว” ผู้ดูแลคณะละครตะโกนเรียกพลางเดินเข้าไปสะกิด

ทันใดนั้น ร่างของอวิ๋นเซียงก็พลิกหงายขึ้น เผยให้เห็นโลหิตสีแดงฉานที่ทะลักออกมาจากทวารทั้งเจ็ด ตัดกับชุดสีฟ้าครามอย่างน่าสยดสยอง ดวงตาเบิกโพลงค้างด้วยความทรมาน

“คนตาย! มีคนตาย!” เสียงกรีดร้องของเหล่าคุณหนูและฮูหยินดังระงมไปทั่วจวน ความโกลาหลบังเกิดขึ้นในพริบตา ผู้คนต่างพากันวิ่งหนีตายอลหม่าน ถ้วยชาราคาแพงตกแตกกระจายเกลื่อนพื้น

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel