บทที่ 7 รู้จักไหม
ในห้องเลกเชอร์รวมของคณะนิเทศศาสตร์ เสียงพัดลมเพดานครางหึ่งสลับกับเสียงอาจารย์หน้าห้อง บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยนักศึกษาที่นั่งบ้างหลับบ้าง แต่ที่โต๊ะแถวหลังสุด บรรยากาศกลับคุกรุ่นไปด้วยสายตาจับผิดของตาต้า เพื่อนสนิทของพรีม
เมื่อคืนพรีมค้างคืนที่ผับ มีห้องหนึ่งขึ้นไปอีกชั้นถูกจัดให้เปิดใช้โดยปานวาด ทว่าต่อให้ห้องกว้างขวางน่านอนสักแค่ไหน เธอก็หลับไม่ลงเพราะมันผิดที่ เช้าวันนี้ถึงได้มาเรียนด้วยขอบตาคล้ำบวมปูดโปนแบบนี้
“เมื่อคืนโทรมา?”
ตาต้ากระซิบ
“อืม”
“แล้วตอนฉันโทรกลับทำไมไม่รับ”
“ก็...” พรีมที่กำลังแสร้งทำเป็นจดเลกเชอร์ ไม่หันกลับไปมอง แต่ก็ยังเลือกที่จะกระซิบตอบ “ฉันหลับไปแล้ว”
“แล้วตอนนั้นโทรมาทำไม”
“มีเรื่องให้ช่วย แต่พอเห็นแกไม่รับฉันก็พยายามทำเอง”
“เรื่องอะไร”
ตาต้ายื่นหน้าเข้ามาใกล้ พรีมใช้มือข้างที่ว่างดันหน้าของเธอออกห่าง
“อาจารย์สอนอยู่ เดี๋ยวค่อยคุยเถอะ”
เป็นจังหวะเดียวกันกับที่อาจารย์หันมาพอดี ตาต้าจึงทำตามที่เธอบอก
.
.
เสียงกริ่งหมดเวลาคาบเช้าเปรียบเสมือนเสียงระฆังช่วยชีวิตเหล่านักศึกษาที่ขี้เกียจให้ลุกขึ้น หลั่งไหลออกจากห้องมุ่งตรงสู่โรงอาหารใต้ตึก บรรยากาศกลายเป็นความวุ่นวายที่คุ้นตา เสียงพูดยิ้มหัวเราะ เสียงช้อนส้อมกระทบจาน และกลิ่นหอมของอาหารคละคลุ้งไปทั่วบริเวณที่เปิดโล่งรับลม
พรีมกับตาต้าเดินถือจานมานั่งยังโต๊ะที่ว่าง โดยมีเพื่อนในห้องอีกสองคนมาสมทบ
“ไงสองสาว คาบเช้าโดนอาจารย์สมชายสกัดดาวรุ่งไปรอบนึง อิ่มทิพย์แทนข้าวเที่ยงเลยไหมจ๊ะ”
“เหอะ อิ่มทิพย์ไม่เท่าไหร่ กลัวได้คัดลอกวิจัยส่งทั้งเทอมน่ะสิ”
ตาต้าเป็นคนตอบและนั่นเรียกเสียงหัวเราะจากคนถามลั่นโต๊ะ ส่วนพรีมรายนั้นถ้ามีคนไม่สนิทอยู่ในวงสนทนาเธอจะทำเพียงยิ้มน้อยๆและพยักหน้าเท่านั้น รู้สึกโล่งอกที่ดูเหมือนว่าตาต้าจะลืมเรื่องเมื่อคืนไปแล้ว ถึงไม่ได้ถามต่อ แต่ไปคุยเรื่องกระเป๋าสะพายคอลเลกชั่นใหม่กับเพื่อนอีกคนแทน .
.
แสงแดดร่ำไรยามเย็นเริ่มเปลี่ยนสีเป็นส้มอมแดง บรรยากาศในรอบมหาลัยเริ่มซาความพลุกพล่าน และสิ่งนั้นไม่ได้ทำให้พรีมรู้สึกปลอดภัยเลยสักนิด
“ไปก่อนนะแก พ่อมารับแล้ว”
“อือ..”
“ถึงห้องแล้วบอกด้วยนะ”
“อื้อ..”
“อะไร? ทำไมพูดสั้นจัง ว่าแต่พัชรกลับมายังอ่า”
“ยังเลย”
“หมอนี่.. ทำตัวแบบนี้อีกแล้ว” ตาต้ากัดฟันกรอด ก่อนจะโบกมือให้เพื่อนสนิท ตอนเหลียวหลังข้ามไหล่ตัวเองแล้วเห็นว่ารถหรูของพ่อจอดรออยู่ “พ่อเร่งแล้ว ไว้คุยกันนะ”
“อื้ม”
“กลับถึงห้องแล้วอย่าลืมบอกนะพรีม ฉันเป็นห่วง”
“รู้แล้วๆ”
เธอกระชับสายกระเป๋าแน่น มองรถของพ่อตาต้าแล่นออกไปจนลับตาก่อนจะเริ่มเดินบ้าง พยายามทำตัวให้กลมกลืนกับนักศึกษาคนอื่นๆ ขณะเดินออกจากรั้วมหาลัยมุ่งหน้าสู่ป้ายรถเมล์ ในขณะเดียวกันสายตากลอกมองซ้ายมองขวาตลอดเวลาด้วยความหวาดระแวง
เมื่อถึงที่หมายและเห็นว่าทางสะดวก เธอจึงใช้กุญแจไขประตูห้องด้วยมือที่สั่นเทาเข้าไป แต่เหมือนยิ่งรีบจะยิ่งลนลานยิ่งช้า พอเข้าไปได้จึงปิดประตูและเลือกที่จะเปิดไฟฉายจากโทรศัพท์แทนการเปิดไฟเพื่อไม่ให้ตกเป็นเป้าของคนภายนอก อาศัยเพียงแสงสลัวจากหน้าต่างรีบกวาดเสื้อผ้าไม่กี่ชุด ยัดใส่กระเป๋าอย่างลนลาน น้ำตาเม็ดเป้งกลิ้งลงมาอาบสองแก้มด้วยความสมเพชในโชคชะตา แต่เธอไม่เวลาแม้แต่จะนั่งร้องไห้
แกร็ก!
เมื่อล็อกห้องเสร็จ เธอรีบสับเท้าออกจากห้องพัก มุ่งหน้าไปยังสถานที่เดียวที่จะพึ่งพิงได้ในตอนนี้ นั่นคือผับ ที่ทำงานพาร์ทไทม์แห่งใหม่ของเธอ งานที่นี่ไม่ใช่การทำงานแค่เพียงปกติทั่วไป แต่เธอขออนุญาตเจ้าของผับขอที่ซุกหัวนอนด้วย และงานที่เริ่มคือวันนี้เป็นวันแรก ในขณะที่นอนค้างไปก่อนแล้วหนึ่งคืน
ก็ยังถือว่าในความโชคร้ายนั้น ยังมีความโชคดี
.
.
แสงไฟนีออนสลัวสีน้ำเงินสลับแดงสาดส่องผ่านควันบุหรี่จางๆ ทั่วผับหรูระดับไฮเอนด์ เสียงดนตรีแนว EDM เบสหนักหน่วงดังสะเทือนเร้าอารมณ์
ค่ำคืนนี้เป็นคืนแรกของพรีม ในฐานะพีอาร์สาวน้องใหม่ด้วยชุดเดรสเข้ารูปสีดำขับผิวขาวเนียนทั้งตัว ยิ่งโดดเด่นสะดุดตา ท่ามกลางลูกค้ากระเป๋าหนักที่จับจ้องกันตาเป็นมัน
พรีมพยายามรักษาแววตาให้มั่นใจ อย่าได้ประหม่า ฝืนยิ้มหวานขณะคอยดูแลชงเหล้าให้ลูกค้า ทั้งที่ในใจกำลังสั่นเทาและหวาดหวั่นไม่น้อย แอบหวั่นไหวกับสายตาโลมเลียของเสือผู้หญิงรอบตัว ทว่ากลับทำได้แค่เมินเฉย ไม่สามารถปกป้องตัวเองด้วยการเดินออกมาได้
ก็ไม่มีทางเลือกนี่เนอะ
ที่โซนวีไอพีชั้นสองที่สามารถมองเห็นลูกค้าได้ทั้งหมด นอร์ธ ชายหนุ่มเจ้าของสายตาคมกริบ ไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ ทั้งที่ในสถานที่มีทั้งเสียงเพลง เสียงพูดคุย หัวเราะและบรรยากาศที่มันจะต้องสนุก แต่เขากลับเย็นชาราวกับไม่ไร้ชีวิตชีวา และน่าเกรงขามในเวลาเดียวกัน กำลังนั่งพิงเบาะโซฟาหนังอย่างน่ายำเกรง เขายกแก้วเหล้าขึ้นจรดริมฝีปากครั้งแล้วครั้งเล่า สายตาคมครั่นคร้ามกวาดมองลงไปยังลานด้านล่าง ก่อนจะชะงักนิ่งไป ราวกับถูกมนต์สะกด
นั่นมัน.. รุ่นน้องมหาลัยที่เขาเคยเรียน
ภาพความหลังสว่างวาบขึ้นมาในหัว สมัยเรียนเขาเคยหลงเสน่ห์ในความสดใสและไร้เดียงสาของผู้หญิงคนนี้ จนคิดจะเดินหน้าจีบอย่างจริงจัง แต่ความจริงอันโหดร้ายกลับมาดึงรั้งเขาไว้เสียก่อน วงการสีเทาที่เต็มไปด้วยอันตราย มีทั้งคราบเลือด กลิ่นอายความเลว จะต้องเหยียบอยู่ระหว่างความเป็นกับความตาย มันรุนแรงเกินกว่าที่จะดึงใครเข้ามาเข้ามาได้ โดยเฉพาะดอกไม้บริสุทธิ์ เจ้าของสีหน้าจิ้มลิ้มน่ารักอย่างพรีม เขาถึงได้เลือกหันหลัง ปล่อยเธอไว้ตรงนั้นตลอดไป
ทว่าใครจะคิดว่าโชคชะตาจะเล่นตลก พาเธอก้าวเข้ามาในถิ่นของเขาอีกครั้ง ชายหนุ่มขมวดคิ้ว
“เด็กคนนั้นเป็นใครนอร์ธ มึงรู้จักไหม”
