บทที่ 6 ภารกิจลับ
จ้อก...จ้อก....
ร่างเล็กเพิ่งจะรู้ว่าร่างกายของเธอรักเธอและซื่อตรงกับเธอก็วันนี้ เมื่อทันทีที่ได้ยินคำถามนั้นมันก็ตอบแทนเธอทั้งหมด ปานวาดแค่นหัวเราะ ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแนบหูตัวเอง
“ฮัลโหลเค แกอยู่ไหน งั้นเหรอ...แล้วว่างไหม บอกแม่ครัวทำอะไรง่ายๆเข้ามาให้เจ้หน่อยสิ”
เพียงครึ่งชั่วโมงข้าวไข่ข้นหน้ากุ้งก็มาวางตรงหน้าเธอ กลิ่นหอมอบอวลเรียกน้ำย่อยออกมาอีกเท่า หญิงสาวมองสิ่งนั้นสลับกับคนตรงหน้าก่อนทำหน้าหงอย
“แบบนี้เท่าไหร่เหรอคะ”
“หนึ่งร้อยเก้าสิบ”
“คะ?”
ปานวาดเลิกคิ้ว หากแต่ใบหน้านั้นเปื้อนยิ้ม ยกไวน์กระดกแก้วที่สาม พรีมอยากถามเธอเครียดเรื่องอะไร แต่ยังไม่สนิทกันมากพอ
“ไม่ให้จ่ายหรอกน่า..” เธอลุกขึ้นเต็มความสูง ก่อนจะเหลือบมองโทรศัพท์ที่สั่นสะเทือนอยู่บนโต๊ะ แววตาตอนนั้นแวบแรกที่เห็นเผยความหมองหม่นออกมา แต่พอเงยขึ้นมามองเธอกลับยิ้มจนตาหยี “กินเถอะ เจ้เลี้ยง.. ขอเวลารับโทรศัพท์แปปนะ เธอนั่งในนี้ไปก่อน อย่าออกไปไหนล่ะ อย่าออกไปจนกว่า..เจ้จะกลับมา เข้าใจไหม”
“เข้าใจค่ะ..”
แล้วเธอก็เดินออกไปเลยโดยไม่หันมามอง พร้อมกับยกโทรศัพท์แนบหู แต่น้ำเสียงที่พูดแตกต่างออกไป
“เขามาแล้วเหรอ! อืม ตอนนี้อยู่ไหน”
ปัง
ก่อนบานประตูปิดลง ปล่อยให้หญิงสาวหันมองตาม กะพริบตาปริบๆ จากนั้นหันกลับมาส่งยิ้มให้กับอาหารในจานต่อ
“ว้าว..หอมจังเลย ไม่เกรงใจละน้า..”
...xxx...
อีกห้องหนึ่งของผับ โต๊ะอาหารที่ไร้เสียงหัวเราะ แสงไฟสีส้มสลัวจากโคมระย้าทรงโบราณทอดเงายาวลงบนโต๊ะอาหารไม้สัก
นอร์ธนั่งนิ่งราวกับรูปปั้น นิ้วมือหยาบกร้านจากการจับอาวุธปืนมาทั้งชีวิตกำลังไล้ไปตามขอบแก้วบรั่นดีสีอำพัน สายตาจับจ้องไปยังซองสีน้ำตาลที่มีภาพถ่ายของบุคคลหนึ่งดึงล้นออกมา ฝั่งตรงข้ามคือนพที่เป็นพี่ชายของเขา ผู้ซึ่งเป็นหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญขององค์กรลับ นพกดนวดขมับสีหน้าเคร่งเครียดจนเห็นเส้นเลือดปูดโปนใต้ผิวหนังออกมาอย่างชัดเจน
“งานนี้ข้อเสนอเยอะกว่าทุกครั้ง แถมค่าตอบแทนก็มากด้วย” นอร์ธเอ่ยขึ้นมาน้ำเสียงทุ้ม สายตาจับจ้องอยู่ที่แก้วในมือไม่ได้มองสีหน้าของพี่ชาย จึงไม่เห็นว่าเขาทำหน้าแบบไหนอยู่ พลางแค่นหัวเราะ “แต่พี่ปานไม่โอเค”
“กูอนุญาตตัวเองก็พอแล้วไหม?”
“เฮีย มึงยอมมีปัญหากับเจ้แกเหรอ ทึ่งนะ...นั่นมันขีปนาวุธเชียว”
“ไม่มีอะไรหรอก ที่บ่นเพราะเธอเป็นห่วง”
“แล้วมึงจะไม่ยอมรับฟังแกเลย?”
“มึงพูดแบบนี้ต้องการอะไรวะนอร์ธ อย่าบอกว่ามึงจะทำคนเดียว...เหอะ ฝันไปเถอะไอ้สัส”
“มึงนั่นแหละเป็นเหี้ยไรนพ กูไม่ใช่เด็ก งานที่ได้มาก็เหมือนๆเดิม ถ้าจะซับซ้อนก็คงนิดๆ ไม่เห็นจะยากตรงไหน”
“พูดง่ายไอ้เหี้ย ไอ้คนที่มึงจะยิงกบาล นั่นมันตัวมาเฟียระดับบิ๊ก”
“รู้น่า.. แล้วไง”
“แล้วไง? ถ้าไม่มีกู กูก็ไม่อนุญาตมึงไง จบไหม”
ประโยคนี้มาพร้อมกับประตูห้องถูกผลักเข้ามาพอดี และแน่นอนว่ากว่าปานวาดจะเดินมาถึงต้องได้ยินอะไรดีๆเข้าบ้าง ถึงได้พรวดพราดเข้ามาแบบนั้น นอร์ธที่นั่งฝั่งตรงข้ามหันหน้าให้กับพี่ชายเป็นคนแรกที่เห็นเธอ ลากสายตามามอง ก่อนยิ้มมุมปากและยักไหล่
“นั่นไง..พูดถึงก็มาเลย เคลียร์กันเอาเองนะ”
“อยากตายก็ไม่จำเป็นต้องทำแบบนี้กันก็ได้นะนพ นอร์ธ ปานรู้จักมันดี ไอ้คนนี้มันโหดเหี้ยมยิ่งกว่าอะไร สัตว์นรกยังต้องยอมมัน ถ้าพลาดขึ้นมาแล้วถูกมันหมายหัวซะเองล่ะ ชีวิตของเราจะเป็นยังไง คงจบเห่แน่”
“พูดแบบนี้เหมือนแช่งผัวตัวเองเลยนะ เมียจ๋า”
“ไม่ได้แช่ง ที่พูดเนี่ยเป็นห่วง มันเสี่ยงเกินไป อย่าทำเลยนะ ...นะเฮียนะ..นอร์ธ”
ประโยคทิ้งท้ายลากสายตามายังน้องชายสามีด้วย หวังหาตัวช่วย ทั้งที่เขานั่นแหละเป็นตัวการ หัวโจกเรื่องนี้ เป็นต้นเหตุรับงานนี้เข้ามาเอง พอเรื่องแดงรู้ถึงหูพี่ชายเขาถึงได้ไม่ยอม คิดจะตามน้องชายไปด้วย และนั่นก็เป็นชนวนเหตุให้ปานวาดเนื้อเต้นร้อนรนเช่นนั้น
นอร์ธขมวดคิ้ว ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูงแล้วบิดขี้เกียจ
“ทีแรกผมกะจะทำคนเดียว แต่เฮียแกมาแส่เองก็ช่วยไม่ได้”
“ไอ้นอร์ธ”
“คุยกันไปนะ ผมจะไปดูดบุหรี่”
เขาเดินหลีกออกมา ไม่สนใจเสียงทะเลาะกันของคนทั้งสอง เดินมาตามทางเดินมืดๆ มาหยุดอยู่ที่ชั้นลอยฟ้า แล้วถอนหายใจพรืด คิดไม่ตกเกี่ยวกับภารกิจลับที่องค์กรส่งมา อันที่จริงไม่ได้เกี่ยวกับเงินนักหรอก เขามีมันเยอะแล้ว แต่เกี่ยวกับความแค้นล้วนๆ เป็นความแค้นส่วนตัวตั้งแต่สมัยเรียน กว่าจะโตและแกร่งแบบนี้ เขาลงแรงลงใจไปไม่น้อย จะต้องแลกหลายๆอย่าง ชีวิตวัยรุ่นของเขาไม่เหมือนคนอื่น กว่าจะมายืนอยู่จุดนี้ได้ไม่ใช่เรื่องง่าย
ทว่าพอพี่ชายเข้ามาแบบนี้ เขาก็เซ็งไม่น้อย!
