บทที่ 5 หิวข้าว
ติ้ง!
เสียงแจ้งเตือนจากข้อความพยายามโทรกลับผุดขึ้นมาบนหน้าจอ ระหว่างชาร์จและกรอกใบสมัครไปด้วย พรีมลากสายตาไปมองก็เห็นว่าเป็นเพื่อนสนิทของเธอ
ต้า 3 สายไม่ได้รับ
หญิงสาวหยิบมันขึ้นมาเตรียมจะโทรกลับ แต่พอนึกถึงตอนที่ต้องเล่าเรื่องให้หล่อนฟัง ทั้งที่ยังไม่พร้อม แล้วมาจบลงตรงนี้ บอกว่าเธอมาสมัครงานในตำแหน่ง PR มีหวังจะต้องโดนบ่นหูชาแน่ จึงเปลี่ยนใจวางมันไว้ที่เดิมแล้วหันมาสนใจใบสมัครแทน
ครืด... ครืด... ครืด...
ทว่าข้อความเปิดเครื่องของเธอคงไปขึ้นที่นั่น ต้าถึงได้โทรกลับมา พรีมเห็นชื่อนั้นบนจอกลับมองเฉยๆ ปล่อยให้มันดับไปเอง ผ่านไปสิบวินาที กลับมีการสั่นสะเทือนอีกครั้ง แต่คราวนี้เป็นพี่ชายของเธอไม่ใช่เพื่อนสนิท
“พัชร!”
(แฮ่ก.. แฮ่ก.. พรีม)
เพียงแค่ได้ยินเสียงการหายใจที่กระชั้น คิ้วบางก็ขมวดเข้าหากันทันที หญิงสาวถึงกับวางปากกา ตั้งใจคุยสายนั้นก่อน
“พัชร ได้ยินพรีมไหม”
(พรีม เป็นอะไรหรือเปล่า)
“ไม่ พรีมไม่เป็นไร พัชรตอนนี้พรีมเลิกเรียนแล้ว แต่ไม่ได้กลับบ้านนะ พวกมัน..”
(แล้วตอนนี้พรีมอยู่ไหน)
“พรีมอยู่ซอยข้างๆ หนีพวกมันมา ตอนนี้พรีมกำลังสมัครงานอยู่”
(งานเหรอ? งานอะไร...)
“เอ่อ...งาน”
(ช่างเถอะ มีที่พักหรือเปล่า)
“หะ...หมายความว่าไง”
(ที่ทำงานพรีมน่ะ มีที่ให้ค้างหรือเปล่า ถ้ามีพัชรอยากให้พรีมอยู่ที่นั่นไปก่อน แต่ถ้าไม่ ไปขอความช่วยเหลือจากต้านะ เดี๋ยวพัชรจะรีบกลับไป ขอเคลียร์ทางนี้ให้เสร็จ พรีมอย่าให้พวกมันเจอนะ อย่าให้มันเจอจนกว่าพัชรจะกลับไป)
เธออยากถามว่าทำไมมาก แต่ดูท่าทางเขารีบร้อนขนาดนั้นแล้ว..
“ละ แล้วตอนนี้พัชรอยู่ไหน”
เธอจึงพับเก็บความอยากรู้นั้นเอาไว้ ดึงเฉพาะคำถามที่อยากรู้ออกมาจริงๆ ทว่ากลับไม่ได้คำตอบอยู่ดี
(พรีม พัชรต้องวางแล้วอ่ะ ไว้พัชรจะหาทางโทรไปนะ)
“ดะ เดี๋ยวสิ...ไหนว่ามีเงินห้าพันก็จบไง แล้วตอนนี้พัชรอยู่ไหน แล้วทำไมต้องหาทางโทร พัชร พัชร.. ฮัลโหล”
ตรู๊ด... ตรู๊ด...
“อ๊ะ..........”
เพราะพี่ฝาแฝดของเธอเลือกที่จะไม่บอก
ไม่แม้แต่จะปริปาก
“เหมือนคนไม่มีสมองเลยแฮะ..”
ใช่ พัชรมักทำให้เธอคิดแบบนั้น คิดว่าตัวเองไร้ประโยชน์ซะจนพี่ชายของเธอไม่กล้าที่จะเล่าอะไรให้ฟัง
หญิงสาวส่ายศีรษะ ก้มหน้าก้มตาเขียนใบสมัครต่อ หลังที่ลดโทรศัพท์ลงจากหูแล้ว เป็นจังหวะเดียวกันกับที่ปานวาดเดินกลับเข้ามาพอดี
“ว่าไงสาวน้อย..” หล่อนเดินเข้ามาอย่างกระฉับกระเฉง อ้อมมานั่งตรงข้ามกันกับเธอ คือโต๊ะทำงานของหล่อนนั่นเอง “เสร็จแล้วเหรอ”
“เสร็จแล้วค่ะ”
“ทำไมทำหน้าอย่างนั้นล่ะ ก่อนไปเห็นยังดีๆอยู่เลย”
“คือ..หนูมีเรื่องจะถามค่ะ”
“ว่า...”
คราวนี้ปานวาดไม่ได้หยิบบุหรี่ แต่หยิบแก้วและไวน์ขึ้นมาเปิดแทน จากนั้นก็รินลงไปประมาณเศษหนึ่งส่วนสี่ หยิบขึ้นมาควงเบาๆ ก่อนมองหน้าพรีมเพื่อรอฟัง
เธอที่เห็นหล่อนทำตัวสบายๆ ราวกับรู้จักเธอมาเป็นสิบปี ทั้งที่เพิ่งจะเจอกันไม่ถึงชั่วโมง และนั่นทำให้เธอรู้สึกโล่งใจและไว้ใจไม่น้อย อย่างน้อยว่าที่หัวหน้างานของเธอก็เป็นคนที่ใจกว้าง ดูเหมือนจะพึ่งพาได้ ถัดไปทางใจดีเสียด้วยซ้ำ
หากแต่ว่าคำพูดก่อนหน้านี้ ที่ถามว่าสีหน้าแตกต่างจากที่เคย ควรเป็นเธอมากกว่าที่จะต้องพูด เพราะหล่อนเองก็ไม่ต่าง ก่อนออกไปยังดูผ่อนคลายดีอยู่เลย แต่ทำไมพอเข้ามาอีกทีถึงกลายเป็นแบบนี้ล่ะ
“ที่นี่มีที่พักให้พนักงานไหมคะ”
“หืม..” เหมือนว่าคำถามนี้ของพรีมจะทำให้คนถือไวน์เตรียมดื่มชะงักค้าง พลางเลิกคิ้วสูง “ที่พักอย่างนั้นเหรอ”
“ใช่ค่ะ”
“เกิดปัญหาอะไรขึ้นกับเธอ”
“คะ...”
“โดนไล่ออกจากบ้านรึไง”
“เอ่อ เปล่าค่ะ...แต่ก็ไม่เชิง หนูกลับบ้านไม่ได้”
เอาจริง ไม่รู้เพราะอะไร ทั้งที่หล่อนเป็นคนสวย รูปร่างดี เหมือนสาววัยสี่สิบต้นๆที่ดูแลตัวเองเป็นพิเศษถึงได้ดูสวยสะพรั่งสง่างามเทียบกับสาวมหาลัยได้ หากแต่มีบางอย่างเผยแพร่ออกมาจากภายใน มันคล้ายกับคลื่นความเป็นผู้ใหญ่จนน่ายำเกรง ราวกับว่าสถานการณ์ทุกอย่างไม่ว่าจะเลวร้ายขนาดไหน เธอคนนี้เอาอยู่ และอีกอย่างความรู้สึกของพรีม...อบอุ่นมากเมื่ออยู่ใกล้ผู้หญิงคนนี่
“พูดมาเถอะ อย่าได้โกหกเชียว”
กลีบปากสวยเม้มเข้าหากันแน่น คิ้วบางขมวดกันเล็กน้อย ขณะดวงตาหรี่ต่ำลง ปานวาดรู้ว่าคนตรงหน้าต้องการเวลาคิดทบทวนเกี่ยวข้องกับเรื่องที่จะเล่า จึงให้เวลาสาวเจ้าคิดสักหน่อย หากแต่ยังคงจ้องหน้ากันอยู่เพื่อบอกให้รู้หล่อนยังรอคำตอบ พร้อมมากที่จะรับฟัง ส่วนพรีมเธอกำลังคิดว่า สถานการณ์กำลังตกที่นั่งลำบากแบบนี้ ถ้าไม่ได้ที่นี่ฉุดดึงไว้ คืนนี้ก็คงไม่มีที่ใด จึงตัดสินใจเล่าสิ่งที่เธอเผชิญอยู่ทั้งหมด และเมื่อเล่าจบปานวาดก็เงียบกริบ พลางพยักหน้าให้
“โอเค เธอไม่ได้ตั้งใจจะมาสมัครงานตั้งแต่แรก แต่จำใจสินะ”
“ค่ะ ทำนองนั้น แต่..แต่ว่าพรีมจะตั้งใจทำงานนะคะ ไม่ได้มองว่างาน..”
“อย่าลนลาน เจ้ไม่ได้จะหาเรื่องเธอ”
ร่างเล็กถึงกับเงียบ ก้มหน้างุด
“....ค่ะ”
ปานวาดสูดลมหายใจเข้าปอด หลังกระดกไวน์ในมือพรวดเดียวหมดแล้ววางลงบนโต๊ะ จ้องเข้าไปในตาลึก
“จริงๆแล้วอารมณ์ของเจ้ตอนนี้ควรจะไปพักมากกว่ามานั่งคุยกับเธอนะ เพราะลำพังปัญหาที่เจ้เจอก็หนักพอตัว แต่ของเจ้สามารถรอได้ ส่วนของเธอ คงไม่..”
พรีมถึงกับอ้าปากค้าง เงยหน้าขึ้นมาทันทีชะงักในประโยคนี้ คำพูดของหล่อนทำให้ทัศนคติของเธอเปลี่ยนไป มองปานวาดด้วยความรู้สึกไม่เหมือนเดิม เธอมองคนไม่ผิด หล่อนใจกว้างมาก
“เริ่มงานได้วันไหน”
“ได้เลยทันทีค่ะ”
“คืนนี้เหรอ?”
“ถ้า...เป็นไปได้..ก็ไม่ติดนะคะ”
“หึ..ไม่ได้หรอก เธอดูเหมือนจะต้องลงมือกินข้าวมากกว่า ลงมือทำงานนะ”
“คะ?”
“ไม่หิวหรือไง”
จ้อก...จ้อก....
