บทที่ 4 เจ้ปานวาด
พรีมยืนตัวแข็งทื่อ ลอบกลืนน้ำลาย เธอไม่ได้ตกใจในเนื้อหาของบทสนทนา แต่อึ้งที่คนตรงหน้าเป็นคนตรงๆ ดูสบายๆ เข้าถึงง่าย แต่ถ้าพุ่งเข้าไปก็ชนกับกำแพง
“....”
“ว่าไง”
“เอ่อ..ทิปหนักที่ว่าประมาณเท่าไหร่คะ พอที่จะจ่ายหนี้ห้าพันได้ไหม”
คำถามที่โพล่งออกมาอย่างไม่ค่อยมั่นใจนักแต่ซื่อตรงทำให้บุหรี่ที่คีบอยู่ในมือของปานวาดชะงัก เธอขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะระบายยิ้มออกมา
“เอาจริงไหม...ถ้าเธอสามารถทำตัวให้เด่นได้ คืนเดียวก็ได้แล้ว เผลอๆเป็นหมื่น”
“ห๊ะ..จากไหนคะ จากทิปที่ว่าหนักๆน่ะเหรอคะ”
“ทำไม? คิดว่าเจ้โกหกรึไง”
“เปล่าๆค่ะ หนูแค่ตกใจ”
“ตกใจว่า?”
“ทำไมคนเราถึงกล้าที่จะเอาเงินให้คนอื่นมากมายขนาดนั้น”
ปานวาดนิ่งไปอีกครั้ง คราวนี้นานกว่าก่อนหน้าสักหน่อย เพราะต้องพินิจพิเคราะห์เธอ จากที่ตั้งใจมองผ่านๆ ไม่ได้อยากเจาะลึกรายละเอียด สงสัยตอนนี้คงต้องมองอย่างจริงจังแล้ว...เธอคนนี้มีของ ทั้งการพูด ทั้งท่าทาง ชวนมองไปหมด
ไม่ใช่แค่สวย แต่ปานวาดเห็นถึงความไร้เดียงสาภายในนั้นด้วย พลางถอนหายใจพรืด
“จะรอดไหมนี่..” พึมพำกับตัวเอง ปล่อยบุหรี่ที่คีบอยู่วางบนจานรอง จากนั้นทิ้งตัวลงพิงพนักเก้าอี้ “เธอ...ร้อนเงินเหรอ”
พรีมชะงัก เริ่มประหม่าขึ้นมาอีกครั้ง กังวลว่าจะต้องเล่าเรื่องของพี่ชาย เพราะเธอโกหกไม่เป็น และนั่นคือด้านที่ไม่ดี อีกอย่างมันคือเรื่องส่วนตัว ดังนั้นเธอต้องเลือกที่จะพูด ตอนพูดมีสติให้มากๆ
“ใช่ค่ะ พรีมต้องจ่ายค่าเทอม ค้างจนเลยกำหนดแล้ว”
“อ๋อ..ชื่อพรีมเหรอ”
คิ้วบางขมวดเข้าหากันยุ่ง ดูทรงปานวาดมีเรื่องให้ต้องคิดหนัก หากเธอเลือกตำแหน่งนี้ให้คนตรงหน้าทำงาน มันก็ไม่ต่างกับการผลักกระต่ายน้อยเข้าปากสิงโต นักศึกษาตั้งใจเรียน แถมดูหน่วยก้านแล้วไม่ใช่เด็กสาวใจแตก จึงไม่ควรจะเจอเรื่องแบบนี้สักเท่าไหร่
“ทำไม..ไม่ไปหางานอื่น”
“หาแล้วค่ะ แต่งานอื่นที่อยากจะทำ ไม่รับนักศึกษาฝึกงาน หรือ..แบบพาร์ทไทม์”
“งั้นเหรอ? แล้วที่นี่พาร์ทไทม์ตรงไหน”
“อย่างน้อยก็เป็นเวลาเลิกเรียนค่ะ”
“นั่นสินะ..” ปานวาดพึมพำ พลางหันมองออกไปนอกหน้าต่าง ค่อนข้างจะคิดหนักจริงๆ “ที่นี่ไม่มีตำแหน่งอื่น จะให้เธอไปทำ แล้วเอาคนที่ทำอยู่ไปตำแหน่งอื่นก็คงไม่ได้”
“หนูทำได้ค่ะ”
ก่อนจะหันขวับกลับมา
“หืม?”
“พรีมทำได้ค่ะ ถ้าไม่ใช่การขายบริการ..พรีม”
“ที่นี่ไม่มีการขายบริการ และไม่สนับสนุนให้ขาย ใครฝ่าฝืนเจ้ไม่เอาไว้ ไม่ต้องห่วง..อย่างมากก็แค่..ลูบคลำ ถ้าเธอโอเค ก็ตกลง”
ต่อให้ลูบคลำเธอก็ไม่โอเคอยู่ดี แต่ถ้าเจ้าของผับการันตีว่า คืนเดียวสามารถได้ทิปหนักถึงห้าพัน หรือมากกว่านั้น แค่ลูบคลำก็ได้ละมั้ง ดีกว่าต้องคอยระแวงกับการโดนตามทวงหนี้วันเว้นวัน มีหวังประสาทได้แดกไม่เป็นอันเรียนกันพอดี
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
ยังไม่ทันที่พรีมจะได้เอ่ยปากตอบ ประตูห้องทำงานก็ถูกเคาะ ก่อนผลักเข้ามาโดยผู้ชายคนเดิม
“ว่าไงเค”
“เฮียนอร์ธมาถึงแล้วครับ เห็นว่ามีเรื่องสำคัญจะคุย เลยให้ผมมาถามว่าเจ้สัมภาษณ์เด็กเสร็จหรือยัง”
“เหรอ? แล้วทำไมมันไม่โทรมาล่ะ”
ร่างสูงยิ้มแกมขำ จังหวะนั้นชำเลืองมองพรีมไปด้วย เนื่องจากเธอสวยจนต้องมอง
“เออ เดี๋ยวออกไป บอกมันให้รอก่อน อย่าไปไหนซะล่ะ เดี๋ยวพอเห็นกูช้า หายหัวไปอีก”
“ได้ครับ”
ปานวาดส่ายศีรษะไปมา ราวกับกำลังเอือมระอา ไม่รู้ว่ากับพนักงานที่เดินเข้ามา หรือบุคคลที่สามที่พูดถึง แต่ไม่ว่าจะใคร สถานการณ์ในตอนนี้น่าอึดอัดชะมัด
“ไง? ตัดสินใจได้หรือยัง”
“อ๋อ..ได้ค่ะ ได้แล้ว”
“สรุปว่า?”
“ทำค่ะ พรีมทำ”
“อืม ตามนั้น ถ้างั้นระหว่างรอเจ้ ก็นั่งเขียนใบสมัครที่นี่ไปก่อนละกัน...เดี๋ยวมา”
เธออยากจะถามให้มากกว่านี้ แต่พอมาคิดดูแล้วโอกาสแบบนี้ย่อมดีที่สุด การได้อยู่คนเดียวในช่วงเวลาที่กำลังอึดอัด เป็นเรื่องที่ดีทีเดียว อย่างน้อยจะได้ขยายหลอดลม ด้วยการสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ
“เอ่อ เจ้คะ”
“ว่าไง?”
“พรีมขอชาร์จโทรศัพท์ได้ไหมคะ”
“ได้สิ..” ปานวาดพยักหน้า โดยไม่ได้มองเธอ เพราะวุ่นอยู่กับการหยิบของใส่กระเป๋า พอเงยหน้าขึ้นมาเกิดชะงัก “มีอะไรอีก”
“เอ่อ..สายชาร์จ พรีมขอยืม..”
“อะ เอาไปเลือกดู เธอใช้ของอะไร”
ก่อนจะหยิบสายชาร์จแบบ Multi ให้ หญิงสาวรับมาอย่างเบามือด้วยความรู้สึกเกรงใจ พร้อมกับชื่นชมหล่อนในใจว่า...ใจดีจัง
“รอก่อนนะ เดี๋ยวเจ้มา ขอไปจัดการน้องผัวก่อน”
“ค่ะ”
