บทที่ 22 โดนตำหนิ
ร่างสูงพูดทิ้งท้ายไว้แค่นั้นก่อนจะลุกพรวดจากโซฟา เดินเร็วไปยังหลังระเบียง แล้วหยิบบุหรี่ขึ้นมาสูบ พ่นควันโขมงโอบกอดตัวเองตัดขาดจากสิ่งแวดล้อมในห้อง ปล่อยให้พรีมนั่งตัวแข็งทื่อขยายม่านตากว้าง และปานวาดที่มองตามด้วยความตกใจ
“ไอ้บ้านี่..พูดออกมาได้ยังไง” กัดฟันตะโกนด่าตามหลังเขา พลางหันมาหาอีกคน “เอาล่ะพรีม อย่าไปใส่ใจมัน..สรุปแล้วยังยืนยันคำเดิมใช่ไหม...เปลี่ยนแผนกน่ะ?”
“ใช่ค่ะ”
สถานการณ์มันพาเธอไปแล้ว ต่อให้ตอนนี้จะรู้สึกหวั่นไหวกับคำพูดที่สบประมาท ทว่าถ้าไม่หาเงินมาใช้หนี้ อาจจะแย่กว่านี้อีก ทุกอย่างหลังจากนี้มันขึ้นอยู่ที่การเลือกของเธอ การถูกลวนลามที่อยู่ต่อหน้ากล้องวงจรปิดและเพื่อนร่วมงานคนอื่น ย่อมดีกว่าถูกกระชากหายไปจากสังคมโดยแก๊งทวงหนี้อยู่แล้ว อย่างที่ร่างสูงปากร้ายคนนั้นบอก สองคนนั้นเวลาถ่วงไว้ได้ไม่กี่วัน..ไม่นานพวกมันก็จะกลับมา
และที่สำคัญเป็นหนี้ก็ต้องใช้!
รวมถึงข้อแลกเปลี่ยนที่มีกับเขาด้วย ซึ่งไม่รู้ว่าจะมาทวงกันเมื่อไหร่
“โอเคถ้าอย่างนั้นเจ้จะจัดการให้ เรากลับไปก่อนเถอะ”
“ค่ะ ขอบคุณนะคะ”
ร่างบางยกมือไหว้ เอ่ยคำขอบคุณที่ยังได้รับความเมตตา ทั้งที่เธอเป็นฝ่ายสร้างปัญหาแท้ๆ รู้ดี...การเปลี่ยนแผนกไปมา ไม่ใช่เรื่องที่ดีเลย อย่างน้อยก็เกิดคำถามต่อพนักงานคนอื่น เธอมีสิทธิพิเศษอะไรถึงทำแบบนี้ได้
แบบนี้ละมั้งที่เรียกว่าเป็นที่รักและที่เอ็นดูของเจ้านาย แน่นอนว่า..เธอจะรักษามันไว้เป็นอย่างดี เพราะถ้าไม่มีพวกเขา ในสถานการณ์ที่ไร้พี่ชายคุ้มกันกะลาหัวแบบนี้ เธอไม่รู้จะเป็นตายร้ายดีอย่างไรเหมือนกัน
พรีมค่อยๆลุกขึ้นจากที่นั่งโดยไม่ลืมที่จะเหลือบตามองไปยังอีกคน ที่กำลังยืนหันหลังสูบบุหรี่ ในหัวกำลังชั่งใจอย่างหนักเกี่ยวกับการเอ่ยคำลา แต่พอหันมาเห็นปานวาดที่กำลังมองอยู่ด้วย แล้วส่ายหน้าให้คล้ายบอกว่าไม่ต้องบอกลาเขาเธอจึงพยักหน้าเชื่อฟัง จากนั้นจึงเดินออกไปจากห้องทันที
แกร็ก!
ทว่ากลับต้องชะงัก เมื่อคนที่ดึงประตูไม่ใช่เธอ แต่เป็น..น้ำหวานที่ผลักเข้ามา
“อ๊ะ!”
เพียงแค่เห็นหน้า ภาพในความทรงจำของพรีมก็ปรากฏขึ้นมาเป็นฉากๆ หญิงสาวจำได้ว่าพวกเขาทั้งสองพากันประคองเข้าห้องไป แน่นอนว่าคนที่รู้เห็นอย่างเธอจะต้องทำตัวไม่ถูก หญิงสาวรู้สึกใบหน้าร้อนผ่าวและตอนยิ้มทักทายก็ไม่กว้างนัก แต่ถัดไปทางเจื่อนซะมากกว่า กระนั้นก็ใช่ว่าเธอจะได้รับการกระทำเช่นเดียวกันนั้นกลับคืนมา
น้ำหวานไม่เพียงแต่ไม่ส่งยิ้ม แต่เธอยังสะบัดหน้าใส่กันด้วย หยิ่งผยองราวกับตัวเองเป็นเจ้าหญิง พรีมหุบยิ้มทันควัน คิดในใจอยากกระชากผมให้หน้าแหงนชะมัด
.
เช้าวันต่อมาที่มหาลัย
“ฮ๊าว...”
“อะไร ไม่ได้นอนหรือไงยะ มานั่งหาวต่อหน้าฉัน”
ดวงตาคู่สวยถูกเคลือบไปด้วยน้ำตา แดงก่ำจนเห็นเส้นเลือด แต่แทนที่จะดูโทรมเธอกลับดูน่ารักซะงั้น หลังจากความง่วงเล่นงานในชั่วโมงเรียนคาบแรกของวัน พรีมช้อนตาขึ้นมองคนถามก่อนจะยิ้มให้ทั้งที่ปากยังคงหาววอดอยู่
“อือ นอนสองชั่วโมงเอง”
“ทำอะไรของแก ไม่หลับไม่นอน”
ก็ไม่คิดเหมือนกันว่าความทรมานจะเล่นงานกันขนาดนี้ กับอีแค่ไม่ได้นอนเพียงหนึ่งคืน สาเหตุมัวแต่คิดเรื่องของพี่ชาย และการใช้ชีวิตโดยลำพังหลังจากนี้
“เออพรีม อาทิตย์หน้าเป็นวันเกิดพี่นีน่านะ แกไปป่ะ”
ตาต้าถามหลังจบคลาสเรียน พรีมที่กำลังเก็บของชะงักเล็กน้อย หลังได้ยินชื่อผู้หญิงคนนั้น
“ไม่อยากไป..”
สาวเจ้าส่ายหน้าทันทีแบบไม่ต้องคิด เพราะเคยมีความทรงจำบางอย่างที่ไม่ดีต่อใจของหล่อน
“ยังติดใจเรื่องนั้นอยู่อีกเหรอ”
เข้าใจว่าคนที่ไม่เจอกับตัวอย่างตาต้าคงไม่คิดอะไรมาก และมองเป็นเรื่องเล็กน้อยที่สามารถอภัยได้ แต่เธอที่โดนเข้าเต็มๆ หากให้เลือกไม่สุงสิงจะดีกว่า
นีน่า...ผู้หญิงคนนี้ครั้งหนึ่งเคยเป็นแฟนของพี่ชายเธอ และเพราะเป็นแฟนที่พัชรพามาค้างที่ห้องบ่อยครั้ง เธอถึงได้รู้นิสัยใจคอ บางอย่างที่ละเอียดอ่อนมากๆ แต่หากเล่าให้ใครฟังพวกเขาจะมองว่าเธอนั้นคิดมากทันที เธอถึงได้เก็บสิ่งนี้เอาไว้ในใจ และเลือกที่จะเงียบกริบ
“เปล่า...ไม่ได้ติดใจแล้ว” พรีมเหลือบตาขึ้นมองหน้าเพื่อนสนิท พลางส่งยิ้มบางๆไปให้ ก่อนจะสะพายกระเป๋าย่ามขึ้นบนบ่า เตรียมตัวออกจากห้องเรียน มุ่งหน้าไปยังโรงอาหาร “แค่ไม่อยากยุ่งด้วย”
“พรีม....”
“วันนี้อยากกินข้าวมันไก่ รีบไปเดี๋ยวหมด”
“อ้าว...เดี๋ยวสิ รอด้วย”
ก็เพราะพรีมเป็นแบบนี้ ตาต้าที่เป็นเพื่อนสนิทจึงไม่กล้าออกความเห็นมาก หญิงสาวมักชัดเจนกับความรู้สึกตัวเองเสมอ ถึงจะเป็นคนหน้าหวานที่เหมือนจะไม่สู้คน และถัดไปในทางที่อ่อนแอ แต่ใครจะรู้ว่าคนอย่างพรีมถ้าได้โกรธแล้วจะกัดไม่ปล่อย และลงมือทำใครแล้วถ้าความโกรธไม่ทุเลาลงก็จะไม่หยุด เธอถึงได้หลีกเลี่ยงที่จะปะทะอารมณ์มากกว่าพุ่งชน และมีแค่ตาต้ากับพัชรเท่านั้นที่รู้
.
.
กว่าจะเลิกเรียนก็ติดค่ำ หญิงสาวกลับมายังผับซึ่งเป็นที่พักของเธอตามปกติ แต่ที่ไม่เหมือนเดิมคือเธอไม่ได้ใช้หลังร้านเป็นเส้นทางเข้า แต่เลือกอีกทางที่เป็นทางข้างหน้าแทน เนื่องจากถูกเจ้าของผับห้ามไว้
ทั้งที่เคยกังวลว่า หากใช้ทางนี้เป็นทางเข้าจะตกเป็นเป้าสายตาของผู้คน รวมถึงแขกเหรื่อด้วยเพราะพวกเขาใช้กัน ทว่าตอนนี้เหมือนว่าจะคิดผิด เมื่อผู้คนเหล่านั้นได้แต่มอง แต่ไม่มีใครคุกคาม ราวกับว่าเธอเป็นเพียงธาตุอากาศ ไม่ใช่สาวสวยอย่างเคยที่โดนมาโดยตลอด หากปกติเดินดุ่มๆมาตามลำพังแบบนี้ ไม่ถูกแทะโลมด้วยสายตา ก็จะมีคนเดินเข้ามาดักคุย จากนั้นก็ขอไลน์ และที่น่าแปลกใจไปมากกว่านั้นทางเข้าข้างหน้า มันสว่างโล่ดูปลอดภัยกว่าทางเข้าข้างหลังเป็นไหนๆ ราวกับคนละโลกกันเลย
